สู่วิถีอมตะ - บทที่ 672 เกลี้ยกล่อมเหมียวเสีย
ชิวซื่อผิงฟังผู้อาวุโสมาเรียกเขาไปหารือเรื่องไปดินแดนลับ
จันทร์มายาก็งุนงงเล็กน้อย เรื่องนี้มิใช่ลงตัวแล้วหรือ? ไฉนต้องมา
เรียกเขาไปอีก?
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชิวซื่อผิงเดินออกจากตำหนัก เตรียมตัวไปพบเจ้าสำนัก
ทันใดนั้น ความรู้สึกอันเร่งหัวใจให้เต้นระส ่าก็ไหลย้อนแนวสัน
หลังสู่ศีรษะ อัดแน่นด้วยความรู้สึกเฉียดวิกฤติเกินครั้งใด
เมื่อมาถึงขอบเขตเซียนมนุษย์ ผสานกับเต๋าเซียน เขาจึง
อ่อนไหวต่อวิกฤติเสี่ยงชีวิตอย่างยิ่ง สามารถหยั่งทราบถึงอันตรายได้
ล่วงหน้า
ผิดแล้ว! ต้องมีปัญหาแน่ ๆ!
ชิวซื่อผิงตัดสินใจเชื่อในสัญชาตญาณ ฉีกสุญตาหนีไปทันที
โดยไร้ลังเล
“แย่แล้ว! เขารู้ตัวแล้วจะหนี!”
ผู้อาวุโสที่ประตูร้องตะโกน แล้วผู้อาวุโสอีกสิบกว่าคนก็เหินรุม
เข้ามาไล่ตามชิวซื่อผิง
เดิมทีเขาคิดจะพาชิวซื่อผิงเข้าอาคม มิให้การต่อสู้กระทบถึง
ศิษย์ทั่วไป แต่อีกฝ่ายก็ยังไหวตัวทัน
“ผู้อาวุโสชิว หยุดเดี๋ยวนี้แล้วร่วมมือให้เราสอบสวน หาไม่อย่า
โทษเราที่เสียมารยาทเชียว!” เหมียวจิ่งตะโกน
ชิวซื่อผิงไม่ยอมหยุด “พวกเจ้ามาจับตาเฒ่าผู้นี้ทำไม ตาเฒ่าผู้
นี้ทำแต่ความดีเพื่อสำนัก มิเคยทำอะไรเป็นภัยต่อสำนักเลยนะ!”
“เจียงผิงอันกลับมาแล้ว” เหมียวจิ่งกล่าว
พูดจบ ชิวซื่อผิงยิ่งเร่งความเร็วเผ่นหนี
หากไม่มีสิ่งใดผิดคาด เจียงผิงอันต้องใช้ศิลาบันทึกเงาทิ้ง
หลักฐานไว้ ผู้อาวุโสสิบกว่าคนจึงมารุมเล่นงานเขาเช่นนี้
หากเขาหยุดให้พาตัวกลับสำนัก ต่อให้ไม่ถูกประหาร สถานะ
ของเขาก็จะถูกริบพร้อมต้องทัณฑ์สถานหนัก แล้วสำนักก็จะประกาศ
ประจาน
ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากชดเชยใด ๆ ไม่อยากเสียหน้าหรือด้วย
เหตุผลอื่น ๆ ชิวซื่อผิงจึงไม่หยุด แต่ตั้งหน้าตั้งตาหนีสุดชีวิต
ผู้อาวุโสสิบกว่าคนต่างไล่ล่า
หนึ่งเดือนต่อมา ผู้อาวุโสทั้งหลายก็กลับสู่สำนัก
เหมียวจิ่งมายังที่พำนักของเหมียวเสียผู้เป็นบุตรสาว บอกนางว่า
“เจ้าเฒ่านั่นหนีไปได้แล้ว”
“หนีไปได้? เซียนปฐพีอย่างเจ้าไร้ฝีมือเพียงนั้นเลย?”
เหมียวเสียถามย้อนอย่างโกรธเคือง
เหมียวจิ่งอยากตบบุตรีตนให้ตายนัก นี่พูดกับพ่อตัวเองเช่นนี้
หรือ? เพื่อช่วยผู้ชายของตัวเอง นางถึงกับดูแคลนพ่อเฒ่าเช่นนี้เลย?
“เจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงระเบิดศาสตราเซียนไปชิ้นหนึ่ง แม้จะหนีไปได้
เขาก็ยังบาดเจ็บสาหัสจากน ้ามือเรา มีผลกระทบต่อฤทธิ์อำนาจ”
“ข้าไม่สนใจว่าจะกระทบหรือไม่ ข้าอยากให้สารเลวเฒ่านั่นตาย
ไปซะ! รีบ ๆ หาให้เจอแล้วจัดการเสีย อย่าทิ้งภัยแฝงไว้!”
เหมียวเสียกรอกสุราเข้าปากอย่างเดือดแค้น
เจียงผิงอันปริปากกล่าว “ช่างเถิด เซียนมนุษย์ฆ่ายากจะตาย
อาจารย์ลำบากมาทั้งเดือนแล้ว ศิษย์พี่หญิงอย่าบีบคั้นเกินไปเลย”
แม้จะฆ่าชิวซื่อผิงมิได้ เจียงผิงอันก็พอใจมากแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด
คือทัศนคติของสำนักเซียนอวี่หวงซึ่งทำให้เขารู้สึกเลื่อมใส
สำนักเซียนอวี่หวงมิได้เห็นผลประโยชน์เป็นใหญ่ ปกป้องผู้
อาวุโสเพียงเพราะเขาเป็นศิษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
สิ่งนี้ทำให้เจียงผิงอันยิ่งรู้สึกเหนียวแน่นกลมเกลียวกับสำนัก
เซียนอวี่หวงเข้าไปใหญ่
เช่นกัน ยิ่งเหมียวจิ่งมองเจียงผิงอัน เขายิ่งนึกชอบใจ สุขุมเยือก
เย็น สายตาเฉียบคม ถูกเซียนมนุษย์ไล่ล่ายังรอดมาได้
ขณะที่บุตรีเขาติดสุรา บ้าเดิมพัน วาจากักขฬะ หามีสัมมา
คารวะต่อบิดาไม่
เทียบกันแล้ว เหมียวจิ่งก็อยากถีบบุตรีตนออกไปห่าง ๆ นัก
“เมื่อไรพวกเจ้าสองคนจะรีบ ๆ แต่งงานกันเสียที?” เหมียวจิ่ง
โพล่งขึ้นกะทันหัน
เหมียวเสียผู้กำลังเดือดดาลพลันตัวลีบ ตะคอกใส่เหมียวจิ่งโดย
ไร้ความกดดันใด ๆ “ตาเฒ่า พูดเหลวไหลอะไรอยู่เนี่ย!”
ขณะปากเหมียวเสียพูดกับบิดา ก็แอบชำเลืองหางตามองเจียง
ผิงอันอย่างมิอาจควบคุม
เจียงผิงอันตอบกลับว่า “อาจารย์ ระหว่างข้ากับศิษย์พี่หญิงมิได้
มีสัมพันธ์ใด นอกจากนั้น ข้าก็มีภรรยาและบุตรีอยู่ในภพล่างแล้ว
ขอรับ”
เมื่อได้ยินวาทะเหล่านี้ เหมียวเสียก็ตะลึงค้าง ไม่รู้ทำไม แต่
อารมณ์ประหลาดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นในใจนาง ทำให้นางอยากดื่ม
สุราสักไหเสียเดี๋ยวนี้
เหมียวจิ่งผิดหวังเล็กน้อย “ที่แท้เจ้าก็มีครอบครัวอยู่แล้ว น่า
เสียดาย เสี่ยวเสียยึดหลักสตรีเป็นใหญ่ฝังหัว ไม่ยอมเป็นอนุแน่ ๆ”
“สนิทสนมกับศิษย์พี่หญิงของเจ้าไว้ นางร ่าไห้เพื่อเจ้ามาหลายปี
แล้ว บิดาเช่นข้าก็ปวดใจนัก”
เหมียวจิ่งทิ้งวาทะไว้แล้วหันกายจาก ปล่อยทั้งสองอยู่ตามลำพัง
“เซียนปฐพีโหลยโท่ย กระทั่งเซียนมนุษย์คนเดียวยังฆ่าไม่ได้!”
เหมียวเสียเหวี่ยงขวดสุราตามหลังบิดาตนไป ก่อนจะหันไปกล่าว
กับเจียงผิงอัน “อย่าเข้าใจข้าผิด ข้าร ่าไห้เพราะรู้สึกผิด มิใช่เพราะ
ชอบเจ้าหรอกนะ”
“ศิษย์พี่หญิง เจ้าอย่าเหลวแหลกนักเลย เปลี่ยนความเศร้าและ
โทสะเป็นแรงผลักดันเสีย ดื่มสุราให้น้อย การหนีมิเคยแก้ปัญหาได้
หรอกนะ” เจียงผิงอันกล่าว
เพราะเหมียวเสียเคยพ่ายต่อคนผู้หนึ่ง นางจึงมักดื่มสุราอย่าง
หนักให้เลอะเลือนไป
“ข้ายังต้องให้ศิษย์น้องตัวเหม็นอย่างเจ้ามาสั่งสอน? เชื่อหรือไม่
ว่าข้าจะขยี้หัวเจ้าเสีย!” เหมียวเสียกราชากสาบเสื้อเจียงผิงอันพลาง
ถลึงตามอง
สีหน้าของเจียงผิงอันไร้การแปรเปลี่ยน มองตาอีกฝ่ายตรง ๆ
“ความผิดพลาดในศึกมิใช่ความผิดพลาดชั่วชีวิต ศิษย์พี่หญิงอายุ
เพียงร้อยปี เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคน เส้นทางไร้เทียมทานอะไร
เมื่อหัวใจไร้พ่าย จึงไร้เทียมทาน”
“หากยังจมท่ามกลางความผิดพลาดเสมอไป จะเหยียบเดินบน
เส้นทางไร้เทียมทานได้อย่างไร? การฝึกฝนมิได้มุ่งประเด็นเพียง
พัฒนาการฝึกฝนของตน แต่ยังต้องฝึกฝนใจให้กล้าแข็งด้วย”
“วีรชนใดตราบกาลมิเคยผิดพลาด? ท้ายที่สุด พวกเขาต่างก้าว
บนหนทางของตนสู่จุดสูงสุดกันทั้งสิ้น”
โทสะบนใบหน้าเหมียวเสียค่อย ๆ สงบลง ปล่อยสาบเสื้อเจียงผิง
อันแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มเจื่อน “ข้าเข้าใจที่เจ้าพูดนะ แต่ข้าข้ามผ่าน
มันมิได้สักทีนี่สิ”
“ศิษย์พี่หญิงต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่จะต้องสู้เพื่อให้ได้มา
เป้าหมายนี้มิใช่เป้าหมายกลวงๆ อย่างบรรลุขอบเขตบางขอบเขต แต่
เป็นเป้าหมายที่ต่อให้ตายก็ต้องได้มา มีเพียงเช่นนี้ ศิษย์พี่หญิงจะได้
ความมั่นใจคืน”
“เป้าหมาย… แล้วศิษย์น้องฝึกฝนหนักเพียงนี้ มีเป้าหมายเช่นใด
หรือ?”
เหมียวเสียสัมผัสได้ว่าเจียงผิงอันมีความดึงดันบางอย่างในใจ
และจะมุ่งมั่นบากบั่นเพื่อจุดหมายนี้ ไม่ว่าจะเผชิญอันตรายกี่ครั้งหนก็
จะรอดพ้นมาได้ทั้งสิ้น
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ในอดีต เป้าหมายของข้า
คือเป็นเซียนเพื่อคืนชีวิตให้พ่อแม่ แต่ภายหลังมีภรรยามีบุตรี ข้าเลย
มีเป้าหมายเพิ่มอีกข้อ คือให้ผู้คนรอบกายข้าอยู่อย่างปลอดภัย นี่คือ
เป้าหมายที่ต่อให้ตายก็ต้องบรรลุ”
“ศิษย์พี่หญิงหาคนที่รักสักคน สร้างครอบครัวด้วยกันก็ได้นะ
ศิษย์พี่หญิงจะได้มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ และจะได้มีแรงผลักดัน
มากกว่านี้”
ผัวะ!
เหมียวเสียต่อยเจียงผิงอันกระเด็นไป “ศิษย์พี่หญิงผู้นี้อายุยังไม่
ครบร้อย ยังเป็นสาวน้อยผู้หนึ่งนะยะ สร้างครอบครัวบ้าบออะไร ไสหัว
ไปโน่นเลย ไม่ต้องมากล่อมศิษย์พี่หญิงผู้นี้ให้ยาก!”
“ศิษย์น้องขอตัวแล้ว”
เจียงผิงอันคำนับลาแล้วไปยังห้องฝึกฝน
เหมียวเสียทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ แหงนหน้ามองเพดาน ปากพึมพำ
“เป้าหมายของข้า… เป้าหมายของข้าคืออะไรล่ะ…”
นางนำไหสุราออกมาเตรียมจะจิบ แต่เสียงของเจียงผิงอันพลัน
สะท้อนในใจ ดื่มให้น้อยหน่อยเถิด
“ข้าต้องให้ศิษย์น้องตัวเหม็นอย่างเจ้ามาเกลี้ยกล่อมด้วยหรือ!
ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ไม่ฟังหรอก!”
เหมียวเสียขว้างไหสุราลงพื้นอย่างเดือดดาล สุรามูลค่าหลายพัน
ผลึกเซียนสาดกระจายบนพื้น
“เจียงผิงอัน ยามนี้ศิษย์พี่หญิงผู้นี้โมโหแล้ว ศิษย์พี่หญิงจะตีเจ้า
ระบายโทสะ!”
เหมียวเสียลุกขึ้นเดินเข้าห้องฝึกฝน คว้าอวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์
ของเจียงผิงอันลากไปห้องประลอง
ร่างจริงซึ่งยังอยู่ในห้องฝึกฝนยิ้มจืดเจื่อน ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ผีเข้าผี
ออกนัก จนใจแท้เทียว
เมื่อชิวซื่อผิงถูกขับออกไป เจียงผิงอันจึงฝึกฝนต่อไปอย่าง
อารมณ์ดี
เขานำก้อนกลมขนาดเล็กสีดำแดงออกมา กฎแรงโน้มถ่วงราย
ล้อมรอบมัน
สิ่งนี้ เจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงให้เขาไว้ บอกว่าเก็บได้ในจุลภพเทพ
โบราณ อาจจะเป็นลิ่มเลือดแห้งหยดหนึ่งของเทพโบราณ บรรจุกฎ
แห่งแรงโน้มถ่วงไว้ภายใน
สิ่งนี้เทียบได้กับกฎเขตแดนแรงโน้มถ่วงอันสมบูรณ์หนึ่งชิ้น
เจียงผิงอันถือก้อนวัตถุนั้นไว้แล้วเริ่มทำความเข้าใจ
ครึ่งวันถัดมา เจียงผิงอันก็ขมวดคิ้ว
สามวันต่อจากนั้น เจียงผิงอันพลันลืมตาโพลง
มิใช่แล้ว!!
นี่ไม่มีทางเป็นของอย่างโลหิตหยดเดียวแน่ ๆ!