สู่วิถีอมตะ - บทที่ 674 หนึ่งชั่วละเลียดชา
“เจ้าเฒ่าเน่าหนอน! ไม่ไยดีศิษย์ตัวเองบ้างหรือไร?”
เหมียวเสียเห็นบิดาตนปฏิเสธก็เดือดดาลจนควันแทบออกหู
“ข้ารับศิษย์ทำไม เจ้ามิใช่รู้แก่ใจอยู่แล้วหรือ? ใครบอกให้ข้ารับ
ศิษย์เล่า?”
เหมียวจิ่งไม่ไว้หน้าบุตรีตนสักนิด “เจ้าให้เจียงผิงอันไปชมศึกได้
แต่ลืมเรื่องเข้าร่วมศึกไปได้เลย ขึ้นนาวาเซียนมา เตรียมออกเรือได้”
“หนึ่งชั่วละเลียดชา”
เจียงผิงอันซึ่งเงียบมาตลอดพลันปริปาก
ทุกสายตาหันมองเจียงผิงอันเป็นตาเดียว
เจียงผิงอันกล่าว “ผู้อาวุโสทุกท่าน ขอเวลาศิษย์หนึ่งชั่วละเลียด
ชา โปรดให้ศิษย์ได้ท้าทายอันดับสิบของขั้นต้นระดับเขตแดนด้วย
เถิด”
“หากศิษย์ชนะ ก็เท่ากับศิษย์เหมาะสมแก่การเข้าร่วมการ
ประลองมากกว่า แต่หากชนะมิได้ ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วละเลียดชา
มิถ่วงเวลาทุกท่าน”
“หนึ่งชั่วละเลียดชา?”
สีหน้าปวงชนพลันแปรเปลี่ยนพิกล คิดจะเอาชนะผู้ฝึกตนอันดับ
สิบของสำนักในเวลาเพียงชั่วละเลียดชาเนี่ยนะ?
กระทั่งให้ศิษย์อันดับห้าหรือหกไปท้าทายอันดับสิบ ศึกยังไม่มี
ทางจบไวเพียงนั้นเลย
นี่เรียกว่าทะนงตนมิได้แล้ว ฝันกลางวันชัด ๆ
พวกเขาเคยคิดว่าเจียงผิงอันเป็นศิษย์ผู้สุขุมหนักแน่นยิ่ง แต่ยาม
นี้ดูจะมิใช่เช่นนั้นแล้ว
“ครึ่งชั่วละเลียดชาเลยเอ้า!”
เหมียวเสียผู้กำลังขุ่นเคืองหั่นเวลาลงครึ่งหนึ่ง
เจียงผิงอัน “…”
คนสู้ไม่ใช่เจ้านะ
“ได้ ข้าจะสู้”
ผู้ฝึกตนชายอันดับสิบของขั้นต้นระดับเขตแดนเดินออกมา เขา
เหน็บกระบี่ยาวสีชาดไว้ที่เอว หลังตั้งตรง ท่าทีผึ่งผาย “เราสำนัก
เซียนอวี่หวงล้วนให้ค่าผู้มีฝีมือมาแต่ไหนแต่ไร หวังว่าศิษย์น้องจะมี
ความแข็งแกร่งมากพอเทียบความมั่นใจ”
ผู้อาวุโสทั้งหลายส่ายหัวอย่างจนใจ
คนหนุ่มสาวก็วู่วามเช่นนี้
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งโยนธงค่ายกลสีน ้าเงินออกมาหนึ่งผืน อำนาจ
อักขระลอยออกมาจากในผืนธง สร้างเป็นอาคมโอบล้อมคนทั้งสองไว้
ภายใน “ข้าให้เวลาพวกเจ้าเพียงหนึ่งชั่วละเลียดชาเท่านั้นนะ”
อันที่จริง หาจำเป็นต้องประลองกันไม่ ต่อให้เจียงผิงอันจะ
แข็งแกร่งมาก ก็ไม่มีทางชนะในหนึ่งชั่วละเลียดชาได้อยู่ดี
แต่เพื่อเห็นแก่เหมียวเสียและทำให้นางถอดใจ เขาจึงยังให้
โอกาสกับเจียงผิงอัน หาไม่นางคงเมาอาละวาดโวยวาย ต่อให้เจ้า
สำนักมาเองก็คงได้ปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นแน่
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ “ศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วย”
“ศิษย์น้องลงมือก่อนเถอะ ข้าจะให้โอกาสศิษย์น้องสักครั้ง” ชาย
ผู้เหน็บกระบี่สีชาดเอ่ย
“ขอบคุณศิษย์พี่”
เจียงผิงอันกล่าวขอบคุณ แล้วเขตแดนจำนงสัประยุทธ์ก็
ขยายตัวในพริบตา จำนงศึกอันแข็งแกร่งถาโถมเข้าใส่อีกฝ่าย
สีหน้าของชายผู้ยืนตรงข้ามเคร่งขรึมสุดขีดขึ้นมาทันที
นี่หรือร่างศึก? แข็งแกร่งยิ่ง หัวใจของเขาปรากฏเค้าความกลัว
ขึ้นมาแล้ว
แต่มันไม่มีผลกับเขาหรอก!
เขาชักกระบี่ยาวออกมา ปราณกระบี่สาดซัดฉวัดเฉวียน เขต
แดนกระบี่อันทรงพลังขยายตัวปะทะเขตแดนจำนงสัประยุทธ์ กระแทก
คลื่นวายุหวีดหวิวในอาคม
เขาเป็นผู้ฝึกกระบี่ หนึ่งกระบี่ถล่มบรรพตเหือดทะเล ประหาร
เซียนพิชิตพุทธะได้ หามีความกลัวต้องถอยหนีไม่!
เจียงผิงอันใช้วิชาเทียมเทพสงครามขั้นหกที่เพิ่งบรรลุใหม่
หลายปีมานี้ นอกจากทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ เขายังศึกษาวิชา
เทียมเทพสงครามด้วย
วิชาเทียมเทพสงครามขั้นหก เพิ่มพลังต่อสู้เจ็ดเท่าตัว!
ท้องนภาปกคลุมด้วยอักขระศักดิ์สิทธิ์ ลำนำศึกโบราณกู่ก้อง
ปราณซึ่งเดิมสงบนิ่งแปรเปลี่ยนเฉียบพลันไปอย่างมหันต์
ขณะนี้ เจียงผิงอันเปรียบดั่งเทพมารแผลงลักษณ์จากสมรภูมิ
โบราณ ศิษย์มากมายนอกอาคมต่างสุดตกตะลึงประหลาดใจยาม
สัมผัสปราณนี้ได้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
กระทั่งผู้อาวุโสทั้งหลายยังมีสีหน้าเคร่งขรึม
นี่มันวิชาอะไรกัน ถึงกับเพิ่มพลังต่อสู้สูงถึงเพียงนี้
นี่ยังมิใช่จุดจบ เจียงผิงอันใช้จุลศาสตร์ไร้ลักษณ์ขยายร่างต่อสู่
ยี่สิบลี้ อักขระคนเถื่อนไต่ล้อมไปทั่วกาย ทวีคูณพลังต่อสู้เข้าไปอีก
เขาเข้าสู่สภาวะลืมตัวตน วิญญาณศึกสีดำก่อตัวเป็นชุดเกราะ
เคลือบไปบนกาย
เจียงผิงอันกำหมัด กฎทำลายล้าง กฎจำนงสัประยุทธ์ กฎแรง
โน้มถ่วงและกฎแห่งกำลังผนวกตัวกันควบแน่น อำนาจสี่กฎเกณฑ์
เวียนวนรอบกำปั้น เพียงเงื้อหมัด สุญตาก็บิดเบี้ยว
คู่เนตรพร่างพราวของเจียงผิงอันเรืองประกายกล้า เส้นผมสีดำ
ปัดป่ายร่ายระบำ
“ศิษย์พี่โปรดระวังด้วย”
ชายผู้ใช้กระบี่ยาวร่างสะท้าน ฟื้นคืนจากความตกใจ “ช้าก่อน!
ศิษย์พี่พลันนึกได้ว่าช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นที่บ้าน จะขอลาสำนักกลับบ้าน
อยู่พอดี ตำแหน่งนี้ให้ศิษย์น้องไปแล้วกันนะ!”
ว่าแล้ว เขาก็วิ่งปรู๊ดออกจากอาคมไปด้วยความเร็วสูงลิบ
สมกับเป็นศิษย์อันดับสิบในขั้นต้นระดับเขตแดน ความเร็วสูงล ้า
ยิ่งนัก
ศิษย์ผู้นี้ตกใจแทบสิ้นสติ เจียงผิงอันผู้นี้บรรลุเขตแดนจำนง
สัประยุทธ์อันสมบูรณ์ กระทั่งบรรลุกฎทำลายล้างแล้วด้วย!
หากเขาถูกกฎทำลายล้างต่อยเข้าไป คงไม่มีโอกาสแม้จะฟื้นคืน
ร่างเนื้อ
ในการต่อสู้ของผู้ฝึกตนทั่วไป ต่อให้ร่างกายจะแหลกสลาย ขอ
เพียงมีพลังพอก็ยังฟื้นคืนมาได้
แต่กฎทำลายล้างนี้ไม่เหมือนใคร หากร่างแหลกสลายไปเพราะ
มันก็อย่าหวังฟื้นสภาพได้เลย มีเพียงรอความตายเท่านั้น
บางทีเขาอาจยื้อหนึ่งชั่วละเลียดชาได้ แต่เขาจะบาดเจ็บแน่ ๆ
แทนที่จะเจ็บตัว สู้เผ่นให้ไวจะดีกว่า อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขาจริง ๆ
นั่นแหละ
“ผู้อาวุโสทุกท่าน ขออภัยด้วยจริง ๆ ทางบ้านศิษย์ผู้นี้มีเรื่อง
บางอย่างเกิดขึ้น ศิษย์เลยจะขอลากลับบ้าน หวังว่าทุกท่านจะ
เห็นชอบ ส่วนเรื่องตำแหน่งของข้า ให้ศิษย์น้องเจียงได้เลยขอรับ”
ใบหน้าของผู้อาวุโสทั้งหลายยากจะปิดบังความตกใจมิด
จากปราณที่แผ่ออกมา พวกเขาตัดสินความแข็งแกร่งปัจจุบัน
ของเจียงผิงอันได้ เขาอยู่เหนืออันดับสิบอย่างแน่นอน อาจมีพลังต่อสู้
เหนืออันดับห้าหรือหกด้วยซ ้าไป
ในเวลาไม่กี่สิบปี เจียงผิงอันผู้นี้เติบโตได้ถึงเพียงนี้!
ปวงชนประหลาดใจจริงแท้
“สมเป็นศิษย์ข้า ร้ายกาจจริง ๆ” เหมียวจิ่งกล่าวอย่างภาคภูมิ
เหมียวเสียค่อนขอดบิดาอย่างดูแคลน “นี่เกี่ยวอะไรกับเจ้า? มิใช่
ข้าหรือที่ดูแลเขามาตลอด? อีกอย่างนะตาเฒ่า เจ้าเพิ่งพูดมิใช่หรือ
ว่าพวกเจ้าไม่เกี่ยวอะไรกัน”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งสงบสติ กล่าวกับผู้ฝึกกระบี่ขวัญเสียตรงหน้าว่า
“ในเมื่อเจ้ามีธุระที่บ้าน ก็มอบตำแหน่งนี้ให้เจียงผิงอันแล้วกัน”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา”
ผู้ฝึกกระบี่ผู้นี้จรจาก
เจียงผิงอันย่อมได้ตำแหน่งไป มิได้ใช้เวลาครบชั่วละเลียดชา
ด้วยซ ้า
“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกล่าว
ปวงชนต่างขึ้นนาวาศึกไปด้วยกัน
“ไม่เลว มิคาดเลยว่าเจ้าจะพรสวรรค์สูงส่งเพียงนี้”
หวังหยางผู้สะพายกระบี่ใบกว้างไว้ที่หลังเดินตีคู่มากล่าวกับเจียง
ผิงอันยิ้ม ๆ
“ต้องขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือในกาลก่อน หาไม่ก็คงไม่มีข้า
ในวันนี้ ศิษย์พี่ อีกประเดี๋ยวเจ้าคงบรรลุขอบเขตเซียนมนุษย์แล้ว
กระมัง?”
เจียงผิงอันเห็นได้ว่าปราณในตัวหวังหยางแตะถึงจุดสูงสุดของ
ระดับเขตแดนแล้ว
หวังหยางส่ายหัว “มิง่ายเช่นนั้นหรอก การบรรลุเซียนต้องมีฤกษ์
อำนวย การติดอยู่ที่นี่เป็นหมื่น ๆ ปีนั้นแสนธรรมดา เรื่องเช่นนี้รีบ
มิได้หรอก”
“ภายหน้า ศิษย์น้องต้องไม่รีบร้อนทะลวงขอบเขตบรรลุเซียนนะ
หาไม่ความล้มเหลวจะง่ายนัก หากเจ้ากลายเป็นเดนเซียน ไม่ว่าตัว
ศิษย์น้องจะมีพรสวรรค์สูงส่งเพียงไร ก็ยังยากคืบหน้า ต้องหยุดที่เดน
เซียนไปตลอดชีวิต”
เจียงผิงอันพยักหน้า “ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ ศิษย์น้องจดจำไว้
แล้ว”
วิ้ง~
นาวาเซียนสั่นสะเทือนรุนแรง แล้วอักขระเซียนก็ปรากฏขึ้นราย
ล้อม นาวาศึกมหึมาพุ่งทะลวงสุญตา มุ่งหน้าสู่ดินแดนลับจันทร์มายา
ดินแดนลับจันทร์มายาถูกหลงเหลือไว้จากราชวงศ์เซียนจันทร์
มายาในอดีต ครั้งนั้น ราชวงศ์เซียนจันทร์มายาเป็นขุมกำลังสูงสุดใน
แดนจันทร์มายา เป็นผู้ปกครองแดนจันทร์มายา นามของแดนจันทร์
มายาก็ถูกตั้งตามพวกเขา
ภายหลัง ด้วยเหตุผลบางประการ จู่ ๆ ราชวงศ์เซียนจันทร์มายา
ก็ล่มสลาย
ลือกันว่าราชวงศ์เซียนจันทร์มายาล่วงเกินขุมกำลังใหญ่บางแห่ง
และถูกขุมกำลังใหญ่นั้นทำลายลง
บ้างก็ว่าราชวงศ์เซียนจันทร์มายาแปดเปื้อนด้วยกรรมเลวร้าย
บางอย่าง แตะต้องบางสิ่งที่มิควรแตะ จึงพินาศลงด้วยอาถรรพ์
เหตุผลแท้จริงเบื้องหลังการล่มสลายของราชวงศ์เซียนจันทร์
มายาเป็นปริศนาต่อโลกภายนอก สรุปก็คือ หลังจากราชวงศ์เซียน
จันทร์มายาพินาศไป ห้าสำนักเซียนใหญ่ก็เกิดขึ้น ซึ่งก็คือห้าสำนัก
เซียนใหญ่ในปัจจุบัน
ขณะนี้ ห้าสำนักเซียนใหญ่เป็นผู้ควบคุมดินแดนลับจันทร์มายา
เหมียวเสียกำชับเจียงผิงอัน “พอไปถึงดินแดนลับจันทร์มายา
เจ้าทำตัวเงียบ ๆ ไว้นะ แม้เจ้าจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่สำหรับห้า
สำนักเซียนใหญ่ มันก็ยังเล็กจ้อยยิ่งนัก กระทั่งศิษย์พี่หญิงผู้นี้ยังพ่าย
มาแล้ว อย่าได้คิดอวดฤทธิ์อะไรเชียว”
“ศิษย์พี่หญิงมิต้องห่วง ข้าเข้าใจ เจ้ารู้นิสัยข้านี่” เจียงผิงอันตอบ
อย่างสุขุม
เหมียวเสียพยักหน้า ศิษย์น้องผู้นี้สุขุมกว่าบิดานางอีก เขาจะไม่
ทำตัวกระโตกกระตากแน่ เบาใจจริงแท้