สู่วิถีอมตะ - บทที่ 682 อัจฉริยะไป๋ฟาน
เดิมที เจียงผิงอันอยากบอกความจริงกับเหมียวเสีย แต่ก็ได้ยิน
อีกฝ่ายพูดว่าหากเขาชนะ นางจะให้ศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งกับเขา
ขึ้นมาก่อน
ประเด็นย่อมพลิกผันเปลี่ยนไป
“มิต้องศาสตราเซียนหรอก ยอดสมบัติชิ้นเดียวก็พอแล้ว”
เจียงผิงอันเกรงว่าสตรีผู้นี้จะกลับคำ จึงเป็นฝ่ายลดเงื่อนไขของ
นางให้เอง เมื่อถึงเวลาอีกฝ่ายจะได้จ่ายไหว
“ก็ได้ หากคนผู้นี้ประลองกับเจ้า ขอเพียงเจ้าชนะได้ ข้าจะให้
ยอดสมบัติกับเจ้าชิ้นหนึ่ง แต่ว่า…”
เหมียวเสียเปลี่ยนน ้าเสียง “หากเจ้าแพ้ ห้ามเจ้าขัดคำของข้าอีก
ในภายหน้า”
“ได้”
เจียงผิงอันตกลงอย่างไม่ลังเล
เหมียวเสียเม้มปาก ศิษย์น้องผู้นี้ลำพองจริง ๆ ไม่แม้แต่จะหยิบ
เงื่อนไขอะไรมาพูด ตอบตกลงคำขออันเกินไปเช่นนี้ง่าย ๆ
บนขั้นบันได ‘ไป๋ฟาน’ อาศัยอำนาจกลืนกิน แผลงพลังต่อสู้ร้าย
กาจ
“ความเร็วการดูดซับปราณเซียนของเขาน่ากลัวกว่าเจียงผิงอัน
เป็นสิบเท่าเลย!”
“สังเกตกันหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่เขาถูกตัวภาพฉาย ปราณของ
ภาพฉายจะหดหายไปหนึ่งส่วน?”
“ก้อนขาว ๆ นั่นมันอะไรเนี่ย! พลังทำลายล้างน่ากลัวอะไรเพียง
นี้!”
เจียงผิงอันใช้มือข้างหนึ่งยกหลุมดำกลืนกินขึ้นสูบพลังศัตรู
ขณะที่อีกมือยกดวงแสงสีขาวเข้าโจมตี แทบมิใช้วรยุทธ์ใด ต่อสู้โดย
ใช้เพียงพรสวรรค์ตนเอง
เขาทะยานสูงไร้อุปสรรค ปราชันชนะราบรื่นถึงบันไดขั้นที่เก้า
เป็นที่ตื่นตะลึงทั่วทิศ
ปวงชน รวมถึงเซียนมนุษย์มากมายล้วนตกใจกับพลังกลืนกิน
อันน่าสะพรึงกลัวนี้
คุณภาพรากเซียนของเขาต้องไม่ต ่าแน่แท้ น่าจะเป็นแปด ไม่ก็
อาจจะเก้าดารา!
อาจเป็นได้กระทั่งรากเซียนพิเศษกลายพันธุ์
สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพรสวรรค์ของคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเจียง
ผิงอัน
“นี่คือศิษย์ของตาเฒ่าผู้นี้ ไป๋ฟาน!” ถานกว่างโซ่วลูบเครา อวด
โอ่อย่างภาคภูมิ ใจยิ่งอยากชิงร่างอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองอย่างชิงชัง ทำไมพวกเขาจึงไม่มี
ศิษย์ท้าทายสวรรค์เช่นนี้บ้างหนอ
พลังต่อสู้ของภาพฉายบนบันไดขั้นที่เก้าแข็งแกร่งจริงแท้ เจียง
ผิงอันรู้ดีว่าด้วยพรสวรรค์กลืนกินและดวงแสงสีขาวลำพังยากจะ
เอาชนะอีกฝ่ายได้
ทันทีที่ลงมือ เขาก็ทุ่มพลังทั้งหมดในตัวเข้าใส่ดวงแสงสีขาวซึ่ง
ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีขนาดถึงยี่สิบลี้ในพริบตา ดูประหนึ่งดาว
ฤกษ์เรืองรองเหนือศีรษะ
อึดใจต่อมา เจียงผิงอันก็ดูดซับปราณเซียนขณะใช้ ‘วิชาดึง
ดารา’ บีบอัดดวงแสงสีขาวอย่างบ้าคลั่ง
ดวงแสงสีขาวซึ่งเดิมมีเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบลี้ค่อย ๆ หดเหลือ
สองลี้ สามสิบจั้ง ดวงแสงสีขาวค่อย ๆ ควบตัวเป็นผลึกแก้ว
ยิ่งดวงแสงสีขาวหดตัวลง พลังที่แผ่จากมันก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวขึ้น
เรื่อย ๆ
ปราณเซียนภายในดวงแสงสีขาวเริ่มเผยปฏิกิริยารุนแรง คลื่น
พลังชวนขนลุกทำให้สุญตารายล้อมดวงแสงเริ่มฉีกขาด คลับคล้าย
จะระเบิดแหลกได้ทุกเมื่อ
ปวงชนล้วนสัมผัสได้ ว่ามีพลังอันน่าสะพรึงกลัวบีบอัดตัวอยู่ใน
ดวงแสงสีขาว
หากจะอุปมา ก็คิดได้ว่าพลังน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ต้องรวบรวม
ปราณของผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเขตแดนหลายสิบคนผนึกกำลัง บีบ
อัดมันอย่างบ้าคลั่ง
ภาพฉายบนบันไดขั้นที่เก้าก็ ‘ตระหนัก’ ถึงปัญหานี้เช่นกัน และ
โจมตีเข้ามาหวังขัดจังหวะ
แต่เจียงผิงอันใช้หลุมดำกลืนการโจมตีของมันไป มิเพียงหยุดยั้ง
ไม่สำเร็จ ยังเติมปราณให้เจียงผิงอันด้วย
ยามดวงแสงสีขาวถูกบีบอัดจนเหลือเส้นผ่านศูนย์กลางสามจั้ง สี
ของมันก็เปลี่ยนจากขาวเป็นดำ พลังชวนสะท้านโคจรรอบก้อนสสาร
ปราณเพียงผิวเผินจากมันกระพือพายุชวนขนลุก
ยามก้อนพลังนี้ถูกบีบอัดจนเหลือขนาดเพียงจั้งครึ่ง เจียงผิงอันก็
ควบคุมฤทธิ์ชวนสะพรึงในนั้นมิได้แล้ว
“ไป”
เจียงผิงอันรีบขว้างก้อนพลังอัดแน่นออกไป แล้วใช้หลุมดำกลืน
กินขวางตรงหน้าตนทันที
ตู้ม!
ก้อนพลังบีบอัดหลุดพ้นจากพันธนาการ ระเบิดตัวออกมาทันที
พลังอันน่าสะพรึงกลัวกวาดกระหน ่าทั่วขั้นบันไดที่เก้า กระทั่งแผ่ไป
ถึงขั้นอื่นด้วย
ผู้ฝึกตนระดับต ่ามากมายที่มองการต่อสู้อยู่รู้สึกราวโลกทั้งใบ
สนั่นเลื่อน เสียงคำรามดังสนั่นทั่วดินแดนลับ แก้วหูฉีกขาดโลหิตริน
ไหล
แสงสีขาวอันสาดจ้าเจียนตาบอดทำให้ดินแดนลับจันทร์มายาดู
ราวทิวากาล
ทุกดวงใจเต้นไม่เป็นส ่า
น่ากลัวยิ่งนัก บีบอัดพลังมหาศาลเพียงนั้น กระทั่งยอดฝีมือขั้น
กลางระดับเขตแดนทั่วไปยังรับไม่ไหว!
เมื่อมรสุมพลังจางตัว บนสมรภูมิขั้นเก้าก็เหลือคนเพียงหนึ่ง
ภาพฉายบนขั้นเก้าแหลกสลายหายไปแล้ว
ภายใต้การถล่มพลังชวนขนลุกเช่นนี้ ยังหวังว่าจะประกอบร่าง
กลับมาใหม่ได้หรือ? อย่าแม้แต่จะคิด
เหล่าผู้ฝึกตนซึ่งมองการต่อสู้อยู่ร่างระทวย
ไป๋ฟานผู้นี้ผิดมนุษย์ยิ่งกว่าเจียงผิงอันอีก ถึงกับเอาชนะคู่ต่อสู้
บนขั้นเก้าได้ในพริบตา!
จากวันนี้ไป นามของไป๋ฟานก็จะเริ่มขจรไกลด้วยเช่นกัน
ไม่อาจทราบว่าไป๋ฟานจะยังสามารถพอท้าทายต่อไปได้หรือไม่
หากเขายังท้าทาย เอาชนะภาพฉายบนขั้นที่สิบสำเร็จ เขาก็จะ
เป็นผู้ชนะการประลองนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่หากไม่ท้าทายต่อไป ก็จะต้องสู้กับเจียงผิงอันตัดสินผู้ชนะกัน
อีกที
“ถึงขีดจำกัดแล้ว”
‘ไป๋ฟาน’ ถอนใจแล้วเหินลงจากบันได
อัจฉริยะร่วมระดับมากมายเผลอตัวผ่อนลมหายใจโล่งอก หาก
ไป๋ฟานยังปราชันชนะต่อไป แรงกดดันที่พวกเขาจะต้องเผชิญก็จะ
มหาศาลยิ่ง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปก็คือการประลองระหว่างเจียงผิงอันและ
ไป๋ฟานแล้ว”
“สองคนนี้ ผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากันหนอ?”
“จากความรู้สึกนะ พรสวรรค์กลืนกินของไป๋ฟานน่ากลัวกว่า
โดยเฉพาะการลงมือสุดท้าย พลังทำลายล้างโอฬารยิ่ง แต่เจียงผิงอัน
ก็มิได้แย่ เขาบรรลุวรยุทธ์ระดับสูง กฎเกณฑ์มากมาย พลังต่อสู้ก็เลิศ
ล ้าเช่นกัน”
“การดวลระหว่างสุดยอดอัจฉริยะทั้งสองต้องน่าสนใจมากแน่ ๆ”
ปวงชนพลันเกิดความคาดหวัง อยากเห็นการดวลระหว่างทั้งคู่
โดยเฉพาะเมื่อคนทั้งสองยังมาจากขุมกำลังซึ่งเป็นอริกัน ปวงชนยิ่ง
สนใจอยากดู
‘ไป๋ฟาน’ ยกมือชี้เจียงผิงอันพลางตะโกนเสียงดัง “แค่ประลองชิง
ผลเต๋าวิญญาณเซียนผลเดียวคงน่าเบื่อไป เจ้ากล้าเอาศาสตราเซียน
หนึ่งชิ้นมาเดิมพันหรือไม่?”
ปวงชนผงะไปเล็กน้อย เจ้านี่ระห ่าอะไรเพียงนั้น? เดิมพันสูงเพียง
นี้ เขามีศาสตราเซียนจ่ายหรือ?
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่ตอบ ไป๋ฟานก็ยิ้มเย้ย “อย่าบอกนะว่า พวก
เจ้าเป็นถึงสำนักเซียนอวี่หวง แต่แค่นำศาสตราเซียนสักชิ้นออกมายัง
ทำมิได้ เฮอะ สวะแท้”
บนนาวาศึก เจียงผิงอันตอบกลับเสียงเรียบ “เจ้าเอาศาสตรา
เซียนออกมาก่อนสิ มีหรือไม่?”
“ข้าไม่มี แต่อาจารย์ข้ามี อาจารย์ข้าเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของสำนัก
เซียนเทียนหลานเชียวนะ!”
ไป๋ฟานเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ แหงนมองถานกว่างโซ่วบนนาวา
ศึกสำนักเซียนเทียนหลานอย่างชื่นชมเทิดทูน
ขณะนี้ ถานกว่างโซ่วอยากตบไป๋ฟานให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ จะบ้า
ไปใหญ่แล้ว ถึงกับเอาศาสตราเซียนมาเดิมพันกันเลย
ถานกว่างโซ่วไม่อยากเสี่ยงนำศาสตราเซียนมาเดิมพัน แต่ผู้คน
มากมายกำลังมองเขาอยู่ หากไม่ตอบรับ สำนักเซียนอวี่หวงจะ
ล้อเลียนเขาแน่ มิขายหน้าแย่หรือ?
ถานกว่างโซ่วแข็งใจกล่าวเสียงเย็น “ศิษย์ข้าย่อมมิขาดศาสตรา
เซียนอยู่แล้ว”
เพียงแขนเสื้อกว้างของเขาสะบัดโบก มีดล ้าค่าเล่มหนึ่งซึ่งแผ่
ปราณเต๋าเซียนก็เหินสู่เวหา
“ศิษย์เจ้าไม่ขาดศาสตราเซียน ศิษย์ข้าย่อมมิอาจน้อยหน้า ให้
พวกเขาดวลโดยมีศาสตราเซียนเป็นเดิมพันก็ย่อมได้”
เหมียวจิ่งโยนกระบี่เซียนเล่มหนึ่งให้เจียงผิงอันด้วยสีหน้า
ราบเรียบ
ได้ยินเช่นนี้ เหมียวเสียก็ร้อนใจทันที “บ้าไปแล้ว! ยามใช้
ศาสตราเซียน การฆ่ากันจะง่ายมากเลยนะ!”
ศาสตราเซียนมีพลังเต๋าเซียน หากถูกมันทำร้าย ด้วยขอบเขต
อย่างเจียงผิงอัน เขาไม่มีโอกาสฟื้นตัวใด ๆ แน่
หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น เจียงผิงอันก็อาจตกตายในการประลองนี้
เลย!
เหมียวเสียไม่อยากให้เจียงผิงอันอยู่ในอันตราย
“ไม่เป็นไรหรอก ประลองยุทธ์ด้วยศาสตราเซียนก็ตามนั้น”
เจียงผิงอันรับกระบี่เซียนมา เหยียบสู่สุญตาเหินสู่แท่นศิลา ทุก
ย่างก้าวเจิดจรัสเรืองรอง กฎจำนงสัประยุทธ์แผ่ออกจากภายใน
ไป๋ฟานเหินสู่เวหา แผดเสียงก้องด้วยความช่วยเหลือของ
ศาสตราเซียน “อัจฉริยะน่ะมีคนเดียวก็พอ วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า
เจียงผิงอัน!”
ปวงชนกลั้นใจอย่างเผลอตัว
ช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ มิคาดว่าวันนี้จะได้เห็นการปะทะของ
ศาสตราเซียนด้วย
ในสองคนนี้ ผู้ใดจะกำชัยสุดท้ายกันแน่?
จะเป็นร่างศึกเจียงผิงอัน หรือไป๋ฟานผู้มีพรสวรรค์กลืนกิน?
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลาน
กระวนกระวายกว่าใคร
ศึกนี้เดิมพันด้วยผลเต๋าวิญญาณเซียน ศาสตราเซียนหนึ่งชิ้น
และศักดิ์ศรี