สู่วิถีอมตะ - บทที่ 685 เงื่อนไขของการคืนชีพบุพการี
“ข้ารู้แล้ว”
เจียงผิงอันเพิ่งปริปาก เสียงแหบต ่าของโครงกระดูกก็ดังออกมา
จากในโลงแก้วผลึก
เจียงผิงอันถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ยามนี้ข้าควรทำเช่นไรขอรับ?
นอกจากผลเต๋าวิญญาณเซียน ใช้โอสถอื่นแทนได้หรือไม่?”
เขาในยามนี้มีศาสตราเซียนกับตัวหลายชิ้น หากไม่ไหวจริง ๆ
เขาก็สามารถขายสักชิ้นเพื่อแลกกับโอสถมารักษาอีกฝ่าย อีกฝ่าย
จะได้รีบ ๆ คืนความทรงจำแล้วไปเสียที
ว่าตามตรง เจียงผิงอันยามนี้กำลังกลัว เขากลัวว่าโครงกระดูกนี้
จะนำหายนะมาสู่เขา
คนลึกลับเมื่อครู่มาตามหาโครงกระดูกร่างนี้อย่างเห็นได้ชัด
ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นน่ากลัวถึงขีดสุด และเหนือล ้ากว่ากระทั่ง
เซียน
หากพบว่าโลงแก้วผลึกอยู่กับเขา เขาตายแน่
ต้องรีบกำจัดเผือกร้อนนี้ไปเสีย
“ผลเต๋าวิญญาณเซียนมีผลพิเศษกับข้า แทนด้วยโอสถทั่วไป
มิได้ และโอสถซึ่งมีผลลัพธ์เดียวกัน หากขายทรัพยากรทั้งหมดที่เจ้า
มีก็อาจซื้อได้สักเม็ด แต่ราคานั้นมหาศาลเกินไป”
โครงกระดูกทราบความคิดของเจียงผิงอัน เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไม่ต้อง
กังวลเรื่องข้าจะถูกพบตัวหรอก ในระดับข้า ข้าพรางตาสวรรค์ได้ ขอ
เพียงมิเป็นฝ่ายลงมือก่อน ข้าก็จะไม่ถูกพบหรอก”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็กังวลน้อยลงหน่อย แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่
สบายใจเช่นกันที่ทุกการกระทำของเขาจะอยู่ในการรู้เห็นของอีกฝ่าย
ให้ความรู้สึกคลับคล้ายเหมือนถูกตามสะกดรอย
โครงกระดูกพูดต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยิน เจ้าอยากฟื้นชีพ
พ่อแม่หรือ?”
เห็นได้ชัดว่ามันได้ยินบทสนทนาระหว่างเจียงผิงอันและเหมียว
เสีย
เจียงผิงอันพลันจ้องเขม็งที่โลงแก้วผลึก ลมหายใจหนักหน่วง “ผู้
อาวุโสหมายความว่า…”
“ใช่แล้ว ข้าช่วยเจ้าได้ หากเจ้าอยากเติบโตจนถึงขอบเขตที่ฟื้น
ชีวิตผู้อื่นได้ ต้องใช้เวลาเป็นล้าน ๆ ปีโน่นถึงทำได้ ขอเพียงฟื้นพลัง
ข้าได้สักหน่อย ข้าช่วยเจ้าคืนชีพพวกเขาได้ ไวกว่ารอเจ้าเติบโต
เยอะ”
หัวใจของเจียงผิงอันเต้นกระตุก การคืนชีพพ่อแม่คือความ
ปรารถนาสูงสุดของเขา
“หากหาผลเต๋าวิญญาณเซียนได้ จะช่วยผู้อาวุโสฟื้นพลังได้
หรือไม่?”
“ผลเต๋าวิญญาณเซียนลำพังย่อมไม่พอ ต้องใช้ทรัพยากรเยอะ
ทีเดียว แต่เวลาที่ใช้ก็ยังสั้นกว่ารอเจ้าเติบโตมาฟื้นชีวิตพ่อแม่เจ้าอยู่
ดี” โครงกระดูกกล่าวช้า ๆ
แม้เจียงผิงอันจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังวาดวิมานบนอากาศจูงใจเขา
ให้ช่วย เขาก็ยังอดดีใจมิได้
เพราะนี่เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะฟื้นชีพบุพการี
ไร้ผู้ใดทราบว่าเขาจะบรรลุถึงขอบเขตอันสามารถคืนชีพบุพการี
ได้หรือไม่ บางทีภายหน้าเขาอาจติดอยู่ที่ขอบเขตไหนสักอัน มิอาจ
ทะลวงขอบเขตต่อไปได้อีก
โลกหล้ามิเป็นไปตามคะนึงคิด เขาต้องเตรียมตัวไว้ทุกทาง
“ไปที่หอเลิศโอสถสิ บางทีอาจซื้อผลเต๋าวิญญาณเซียนได้”
โครงกระดูกเอ่ยขึ้น
“หอเลิศโอสถ?”
ใบหน้าของเจียงผิงอันเผยเค้าสงสัย เขาเพิ่งมาถึงภพเซียนได้ไม่
นาน ซ ้ายังใช้เวลามุ่งฝึกฝน จึงไม่รู้อะไรหลายอย่างในภพเซียน
“นี่เป็นขุมกำลังอันลือนามยิ่งในภพเซียน มีโอสถครบครันและ
มากมายที่สุดในภพเซียน และยังมีผลวิญญาณและวัตถุดิบโอสถ
บางอย่างขายด้วย หอเลิศโอสถกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง ในเมือง
ใกล้เคียงสำนักเซียนอวี่หวงก็น่าจะมีสักสาขา” โครงกระดูกอธิบาย
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงปริปาก “ผู้อาวุโสคืนความทรงจำ
แล้วสินะ”
หากอีกฝ่ายยังไม่ฟื้นความทรงจำ จะจำเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
โครงกระดูกในโลงแก้วผลึกก็เงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “เจ้า
ฉลาดมากนะ แต่น่าเสียดาย หากไม่เห็นชะตารันทดของอาจารย์แต่
ละนามของเจ้า ข้าก็คงอยากรับเจ้าเป็นศิษย์”
มันฟื้นความทรงจำบางส่วนแล้วจริง ๆ ซึ่งก็คือยามดูดซับปราณ
จากสระเซียนเทียนหลานไป
“เช่นนั้น ไฉนผู้อาวุโสจึงมิกลับบ้านหรือ?” เจียงผิงอันถาม
“บ้าน… ไม่เหลือแล้ว ไม่มีให้กลับแล้ว”
เสียงของโครงกระดูกเศร้าหมองอับจน กว่าจะรู้ตัวว่ามันไร้บ้านก็
ยามคืนความทรงจำนี้เอง
ญาติมิตรและคนรักล้วนถูกสังหารในสงคราม แดนเหย้าพินาศ
สูญสิ้น
อารมณ์จากโครงกระดูกกระทบถึงกฎเต๋าเซียนใกล้เคียง
กระเทือนถึงตัวเจียงผิงอันจนพลอยเศร้าหมองไปด้วย
เจียงผิงอันไม่ถามอะไรอีก อีกฝ่ายยามนี้ผิดหวังยิ่งนัก หากเขา
ยังพูดอีก ก็อาจถูกตบตีได้ง่าย ๆ
“หอเลิศโอสถ…”
เจียงผิงอันจำนามนี้ไว้ เมื่อกลับถึงสำนักเซียนอวี่หวง เขาจะไป
หาร้านโอสถนี้
เขาได้ศาสตราเซียนจากเจ้าเฒ่าถานกว่างโซ่วมาสองชิ้น หาก
ในหอเลิศโอสถมีผลเต๋าวิญญาณเซียน เขาก็คงซื้อได้
ขณะเดียวกัน บนนาวาเซียนของสำนักเซียนเทียนหลานมีเสียง
ก่นด่าดังระงม
“สารเลวไป๋ฟานนั่นหลอกเชิดเงินเหลาจื่อไปห้าพันผลึกเซียน
เขาหนีไปยามนี้ คงไม่กลับมาแล้ว”
“อะไรนะ เขาก็ยืมผลึกเซียนจากเจ้าหรือ? ข้าก็ให้เขายืมไปห้า
พันผลึกเซียนเหมือนกัน!”
“บัดซบ ข้าก็ด้วย!”
ศิษย์สำนักเซียนเทียนหลานทั้งหลายก่นด่าอย่างเดือดดาล ก่อน
หน้านี้ เพื่อผูกมิตรกับ ‘ไป๋ฟาน’ ยามอีกฝ่ายมายืมเงิน แม้พวกเขาจะ
ไม่อยากให้ยืมแต่ก็ยังยอมควักให้ ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะหนี!
สารเลวสมควรตายนี่!
ผู้เสียหายรายใหญ่ที่สุดก็คือผู้อาวุโสใหญ่ถานกว่างโซ่ว
เขาถูกหลอกชิงยอดสมบัติอันสร้างจากปีกเทพยดาไปหนึ่งชิ้น
ศาสตราเซียนมิติหนึ่งชิ้น มีดเซียนหนึ่งชิ้น ผลึกเซียนและกฎเขต
แดนจำนวนมาก อ้อ จริงด้วย เพื่อที่จะให้ศิษย์ผู้นั้นเข้าไปในสระเซียน
เทียนหลาน เขาก็จ่ายศาสตราเซียนไปอีกชิ้น
ศาสตราเซียนที่เสียไปล้วนเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่คือ
ภาพลักษณ์ที่เขาถานกว่างโซ่ววาดให้ตนเองเสมอมาพังยับไม่เหลือดี
“ไป๋ฟาน ไอ้เด็กเวร ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
ถานกว่างโซ่วเกือบลืมแล้วว่าเขามิได้แค้นใครสักคนมากเพียงนี้
มานานเพียงไรแล้ว
เขาจดจำแค้นนี้ไว้ สักวันหนึ่งเขาจะจับเจ้าสารเลวน้อยนี่มาทอด
ใน ‘น ้ามันอีกาทอง’ กลืนกินให้หมดในคำเดียว!
ตลอดหนึ่งเดือนจากนั้น ตัวตนทั้งหลายในแดนจันทร์มายาล้วน
สัมผัสได้ถึงจิตสัมผัสอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกวาดไปบนตัวพวก
เขาทุกวัน และมักรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลบ่อยครั้ง
ผู้ฝึกตนมากมายกลัวเสียจนมิกล้าฝึกฝน กระทั่งเซียนมนุษย์ยัง
ครั่นคร้าม
ทว่า เมื่อกาลผ่านไป จิตสัมผัสสายนี้ก็ค่อย ๆ จางตัว ผู้ฝึกตนใน
แดนจันทร์มายาจึงหายใจได้คล่องคอมากขึ้น
นาวาเซียนของสำนักเซียนอวี่หวงกลับสู่สำนึก เจียงผิงอันเดิน
ออกจากนาวาเซียนมาหาเหมียวเสีย “ศิษย์พี่หญิง รู้จักหอเลิศโอสถ
หรือไม่?”
เขาจะไปสืบหาผลเต๋าวิญญาณเซียนที่หอเลิศโอสถ
“เจ้าก็จะไปหอเลิศโอสถเหมือนกันหรือ? ไปด้วยกันเลยสิ มันอยู่
ในเมืองเซียนใต้สำนักเรานี่แหละ”
เหมียวเสียฉีกยิ้มกว้าง กอดแขนเจียงผิงอัน แขนของเจียงผิงอัน
จมสู่ร่องเหวไปทันที
เจียงผิงอันพยายามชักแขนกลับแต่ไม่สำเร็จ ศิษย์พี่หญิงผู้นี้เป็น
ผู้ฝึกตนชั้นเลิศในระดับเขตแดน กินผลรากเซียนไปแล้ว ขาดเพียง
ก้าวเดียวก็จะบรรลุเซียน พละกำลังของนางย่อมมากกว่าเขา
“ศิษย์พี่หญิง ผู้คนเห็นเช่นนี้จะมิงามเอานะ ภาพลักษณ์ของศิษย์
พี่หญิงจะเสียหายได้”
“ฮ่า ๆ ภาพลักษณ์? ภาพลักษณ์แม่ไม่เหลือนานแล้วย่ะ”
ขณะที่เหมียวเสียมอมเมาตนเองด้วยสุรา ภาพลักษณ์ของนางก็
มลายสิ้น
เจียงผิงอันถอนใจอย่างอับจน หยุดการขัดขืน “ศิษย์พี่หญิงไป
หอเลิศโอสถทำไมหรือ?”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ คู่เนตรกลมโตของเหมียวเสียก็ปรากฏ
ประกายจนใจวาบขึ้น “สืบหาว่ามีโอสถใดฟื้นสภาพรากฐานพ่อข้า
ได้บ้างน่ะสิ”
เพราะเหมียวจิ่งถูกยอดฝีมือผู้นั้นระเบิดร่างสองครั้งติด รากฐาน
ของเขาจึงเสียหาย และเหมียวเสียผู้เป็นบุตรีมิอยากให้บิดานางสิ้น
พลัง
เจียงผิงอันอ้าปากพะงาบเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ปิดปาก
กลับไป
หากมีหนทางช่วยเหลือได้ สำนักคงช่วยไปแล้ว
ต่อให้มีหนทาง ราคาของมันก็มิน่าเป็นสิ่งที่สำนักจ่ายไหว
ทั้งสองมายังเมืองเซียนที่ตีนเขา
สารพัดอาคารละล่องในเมฆาเซียนกลางสุญตา ศาลาละล่องขาย
โอสถ โถงตระหง่านงามตระการ พาหนะสัตว์เทพหลากหลายสัญจร
ไปมา
เพื่อดึงดูดลูกค้า ร้านรวงมากมายจึงตกแต่งด้วยสีสันสดสวย
งดงามอลังการ
ในหมู่อาคารเหล่านี้ มีหนึ่งหอตั้งตระหง่านสีแดงชาดจัดจ้าน มิ
อาจทราบว่าทำจากไม้อะไร แม้จะอยู่ห่างออกไปยังได้กลิ่นโอสถหอม
สดชื่นลอยมาตามลม
หอสีแดงนี้ก็คือหอเลิศโอสถอันลือนาม หนึ่งยักษ์ใหญ่ซึ่งมีสาขา
กระจายทั่วหมื่นแดนดินภพเซียน
หากหาซื้อโอสถที่ต้องการมิได้ในหอเลิศโอสถ ก็แทบไร้ที่ใดใน
โลกนี้มีมันขาย
เจียงผิงอันและเหมียวเสียเพิ่งเข้าไปในหอเลิศโอสถ ก้อนเนื้อ
ก้อนหนึ่งก็ปราดมาตรงหน้าเหมียวเสียเฉียบพลัน
ดวงตาขนาดเท่าเมล็ดถั่วของก้อนเนื้อนั้นมองเหมียวเสียอย่าง
คลั่งไคล้ “พี่หญิงนางเซียน ขอข้าแนะนำตัวเองหน่อยนะ ข้าชื่อว่าพั่ง
ซู ยินดีที่ได้พบ”
เมื่อเห็นคนผู้นี้ เจียงผิงอันก็หน้าง ้า
ก้อนเนื้อนี่แหละที่หลอกเงินเขาไปสองแสนห้าผลึกเซียน