สู่วิถีอมตะ - บทที่ 694 ความสะพรึง
ตั้งแต่ก่อนมายังเมืองผี เจียงผิงอันก็ทราบสถานการณ์ของเมือง
ผีแล้ว แต่ก็เพิ่งรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของมันก็เมื่อประสบเองกับ
ตัว
ตัวตนชวนขนลุกไม่ทราบชนิดนั้นกระจายทั่วเมืองผี ชวนให้สิ้น
หวังยิ่งกว่ายามเขาถูกชิวซื่อผิงไล่ล่าเสียอีก
ขณะที่ร่างของเจียงผิงอันกำลังสั่นสะท้าน หัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งก็
กดลงบนบ่าเขา
อวี๋เปยส่งยันต์สงบวิญญาณแผ่นหนึ่งให้เจียงผิงอัน
“เจ้าเพิ่งมาวันแรก มันจะอึดอัดสักหน่อย แต่เดี๋ยวก็จะค่อย ๆ คุ้น
ชินไปเอง” อวี๋เปยกล่าวอย่างเป็นห่วง
“ขอบคุณพี่ใหญ่อวี๋”
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ เพื่อสงบความกลัวในใจ
“เรื่องเล็กน้อยน่า จำไว้ว่ากลางคืนอย่าออกไปไหน ต่อให้เป็น
เซียนมนุษย์ ออกสัญจรยามวิกาลก็ยังตาย! แล้วก็อย่าใช้จิตสัมผัส
สืบออกไปข้างนอกเชียว เจ้าพวกนั้นโจมตีวิญญาณของเจ้าผ่านจิต
สัมผัสได้ ตายอยู่ดี”
อวี๋เปยเตือนอย่างเคร่งขรึม
มิเพียงออกสัญจรยามวิกาลไม่ได้ ยังส่งจิตสัมผัสออกไปมิได้
ด้วย
“ศิษย์น้องจดจำไว้แล้ว”
เจียงผิงอันย่อมมิออกไป ผู้ที่ออกไปมีเพียงคนโง่ หาที่ตายแท้ ๆ
เหมียวเสียปริปาก “ขอป้ายห้องให้เขาใบหนึ่ง ให้เขาไปพักก่อน
แล้วไว้คุยกันว่าจะมุ่งหน้าสู่ที่อื่นเช่นไร”
ที่เหมียวเสียพาเจียงผิงอันมายังเส้นทางธารดารานั้นมิใช่เพราะ
คิดว่าเจียงผิงอันจะช่วยอะไรนางได้ ความแข็งแกร่งของเจียงผิงอัน
ช่วยนางมิได้หรอก
อวี๋เปยให้ป้ายห้องด้านบนกับเจียงผิงอันใบหนึ่ง
เจียงผิงอันนำป้ายขึ้นไปที่ห้อง เขามิคาดว่าจะได้ตำแหน่งอะไรใน
สำนักศึกษาชางจือ และมิได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้
อัจฉริยะตั้งมากมายยังคว้าน ้าเหลว นับประสาอะไรกับผู้ฝึกตน
ขั้นต้นระดับเขตแดนอย่างเขา?
มันมิใช่สิ่งที่ต้องพากเพียรอย่างเดียวจึงได้มา แต่ต้องอาศัย
โอกาสมากมาย
อวี๋เปยเห็นเจียงผิงอันเดินขึ้นบันไดไป ก็แซวเหมียวเสียเล่นว่า
“เจ้านี่สำราญดีแท้ ออกสัญจรยังพาผู้ชายมาด้วย”
“ไสหัวหลบไปเลยย่ะ! ข้าแค่พาเขามาเปิดหูเปิดตา ไหนเลยจะคิด
โสมมเช่นนั้นได้”
เพื่อซ่อนจุดอ่อนของตนเอง เหมียวเสียจึงนำสุราไหหนึ่งออกจาก
โลกใบน้อย กรอกเข้าปากอึกใหญ่ “รีบ ๆ เข้าเรื่องกันได้แล้ว ห้าป้าย
ตำแหน่งอยู่ที่ใด? มีเบาะแสหรือยัง?”
ทุก ๆ ร้อยปี สำนักศึกษาชางจือจะหย่อนป้ายสิบแผ่นลงในเมือง
ผี แต่ละแผ่นคือหนึ่งตำแหน่ง ผู้ที่หาป้ายเหล่านี้พบเท่านั้นจึงมีสิทธิ์
ไปสู่ด่านถัดไป
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของอวี๋เปยก็เคร่งขรึมสุดขีด
“ห้าป้ายที่เหลือสาบสูญไปนับสิบ ๆ ปี หากคาดไม่ผิด น่าจะไป
อยู่ในมือเจ้าพวกนั้นแล้ว…”
ว่าพลาง อวี๋เปยก็มองออกนอกหน้าต่างซึ่งปิดอยู่ เงาอันบิดเบี้ยว
มากมายวูบไหวผ่านด้วยความเร็วสูงลิบ ให้บรรยากาศชวนพรั่นพรึง
อย่างยิ่ง
‘เจ้าพวกนั้น’ ที่เขาพูดถึงก็คือตัวตนน่าสยดสยองข้างนอกนั่น
มือซึ่งถือไหสุราอยู่ของเหมียวเสียพลันเกร็งแข็ง สีหน้าเปี่ยม
ความเคร่งขรึม
หากเป็นเช่นนี้ โอกาสได้ป้ายมาก็แทบไม่มี
เซียนมนุษย์ยังออกสัญจรยามวิกาลมิได้ แล้วผู้ใดจะกล้าออก
ตามหาป้าย?
นอกจากนั้น ยังต้องไปชิงป้ายจากมือตัวตนน่าสะพรึงกลัว
เหล่านั้นอีก
หากส่งจิตสัมผัสออกตรวจสอบได้ ก็จะพบที่อยู่ของป้ายได้ก่อน
ใคร แล้วใช้อาวุธวิเศษยื้อไว้สักพักก่อนจะชิงป้ายมาได้
ประเด็นของเรื่องนี้อยู่ตรงที่จิตสัมผัสใช้ไม่ได้ เมื่อจิตสัมผัสถูก
โจมตี วิญญาณก็จะแหลกสลายตามไปด้วย
บางที อาจต้องรออีกหลายสิบปี จนกว่าสำนักศึกษาชางจือจะมา
โปรยป้ายครั้งต่อไป พวกเขาจึงมีโอกาสแย่งตำแหน่ง
ที่ชั้นบน เจียงผิงอันตามป้ายห้องมาจนพบห้องพักของตน
หน้าต่างห้องถูกแปะทับด้วยแผ่นยันต์ มีเงามากมายผ่านไปมา
ด้านนอกนั่น บรรยากาศชวนขนลุกทำให้เจียงผิงอันอยากไปมุดซ่อน
ในผ้าห่ม
นี่เป็นสิ่งที่ฆ่าสรรพชีวิตในหนึ่งภพภูมิได้
เจียงผิงอันฉงนใจนักว่ามันคืออะไร ไม่มีปราณเช่นเซียนมนุษย์
แท้ ๆ แต่ความรู้สึกกดดันจากพวกมันน่าสะพรึงยิ่งกว่าเซียนมนุษย์
อีก
แม้เขาจะปล่อยจิตสัมผัสมิได้ แต่เขาก็ยังใช้วิชาเนตรมองทะลุ
มองสำรวจด้วยสายตาได้
เขาจ่ายพลังเข้าสู่ตา แล้วกำแพงตรงหน้าก็พลันโปร่งใส เผย
ภาพเหตุการณ์ด้านนอก
อาคารโบราณ ทั่วทิศมืดมิด ไร้สิ่งใดให้เห็นอย่างน่าประหลาด
นี่มันอะไรกัน?
ไฉนจึงไม่มีอะไรเลย?
สัมผัสได้ชัดเจนแท้ ๆ ว่ามีตัวตนชวนผวามากมายสัญจรอยู่
ภายนอก
เจียงผิงอันรู้สึกพิกลนัก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจ
ออกไปพินิจ
แน่นอน เขามิได้โง่ ไม่ได้จะออกไปเอง แต่ปล่อยอวตารปราณ
ออกไป
ต่อให้อวตารปราณตายไป มันก็จะไม่ส่งผลถึงตัวเขา
เขาปลดปล่อยปราณเซียน มันลอดออกไปนอกช่องหน้าต่าง
แล้วอวตารปราณก็เริ่มก่อตัว
ท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด สรรพวจีหามีไม่ ทั่วโลกหล้ามืดดำ
อาคารโบราณทั้งหลายหม่นหมองเกินนิยาม
อวตารปราณมองไปรอบ ๆ พบว่าไม่มีสิ่งใดอยู่รอบข้าง…
แต่แล้ว อึดใจต่อมา อวตารปราณก็ขาดหายจากการรับรู้ของ
ร่างต้น
เจียงผิงอันสีหน้าเปลี่ยน
อวตารปราณตายแล้ว!
เกิดอะไรขึ้น? เขาไม่เห็นอะไรสักอย่าง อวตารปราณพินาศไปได้
อย่างไร?
เขาสัมผัสได้เพียงปราณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง แล้วอวตาร
ปราณของเขาก็ตกตาย
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว ส่งปราณเซียนไปก่อตัวเป็นอวตารด้านนอก
อีกครั้ง
หนนี้เขาสร้างอวตารสองร่าง อำนาจเขตแดนปกคลุมรอบกาย
สองอวตารมองหน้ากัน เพื่อที่จะได้เห็นว่าผู้ใดโจมตี…
ม่านตาของเจียงผิงอันพลันหดตัว
การเชื่อมต่อของเขากับอวตารปราณทั้งสองขาดลงอีกแล้ว!
อวตารทั้งสองจ้องกันอยู่ แต่กลับไม่เห็นว่าผู้ใดลงมือ อำนาจเขต
แดนไร้ประโยชน์ สิ่งนั้นดูจะเมินเขตแดนได้!
น่ากลัวยิ่งนัก
สิ่งนี้พิกลสุดแสน ราวไร้ลักษณ์มิอาจเห็น แต่สามารถฆ่าเขาได้
ในพริบตา อำนาจเขตแดนมิอาจหยุดได้เลย
นี่อาจจะเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ใต้กฎเกณฑ์น่ากลัวบางอย่าง
มิอาจเห็นลักษณ์แท้จริงได้
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะถอดใจอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็คิดอะไรได้แล้ว
เร่งอำนาจอัสนีหยินในกาย อวตารร่างโปร่งใสอันแผ่บรรยากาศหมอง
มัวเย็นเยียบปรากฏขึ้นข้างตัวเขา
นี่คืออวตารวิญญาณร้ายที่เมินทุกการโจมตีนอกจากธาตุหยาง
ได้
ในการฝึกฝนก่อนหน้านี้ เจียงผิงอันผสานอวตารมากมายเข้า
ด้วยกัน อวตารวิญญาณร้ายก็เช่นกัน ทว่าหากคิดใช้อวตารเช่นนี้
เขาก็ยังก่อขึ้นมาได้
เหตุที่เขามิได้ใช้มันตลอดมาก็เพราะ สิ่งนี้ทำอะไรไม่ได้มากนัก
ขณะนี้ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่บรรลุวรยุทธ์ธาตุหยางมากมาย ปล่อย
อวตารวิญญาณร้ายออกมาก็ไร้ประโยชน์
ที่ครั้งนี้เขาปล่อยมันออกมา ก็เพราะสิ่งนี้เมินการโจมตีส่วนใหญ่
ไปได้ และเมื่อครู่เขาก็มิได้สัมผัสพบวรยุทธ์ธาตุหยางใด ๆ จึงอาจใช้
อวตารวิญญาณร้ายเลี่ยงการโจมตีไปได้
เจียงผิงอันเองก็ไม่แน่ใจว่าอวตารวิญญาณร้ายจะเมินการโจมตี
ของสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ หากทำไม่สำเร็จ เขาก็จะตั้งอกตั้งใจฝึกฝน
ไม่สนเรื่องข้างนอกแล้ว
อวตารวิญญาณร้ายทะลุกำแพงตรงออกไปด้านนอก
ด้านนอกยังคงเงียบงัน เย็นเยือกและดำสนิท เต็มไปด้วยความ
แปลกพิกล
เวลาผ่านหนึ่งอึดใจ สองอึดใจ… หนึ่งชั่วละเลียดชา อวตาร
วิญญาณร้ายก็ยังละล่องอย่างปลอดภัยอยู่ภายนอก!
เจียงผิงอันสัมผัสได้ชัดเจนว่าบางสิ่งเคลื่อนผ่านตัว แต่อวตาร
วิญญาณร้ายไม่สะท้านสะเทือน
มิอาจทราบว่าตัวตนประหลาดทั้งหลายตรวจไม่พบอวตาร
วิญญาณร้าย หรือเพราะอวตารวิญญาณร้ายทนทานต่อการโจมตี
แต่ก็ปลอดภัยอยู่ดี!
เจียงผิงอันมิได้ตื่นเต้นมากนัก อันที่จริงเขาอยากเห็นว่าสัตว์
ประหลาดข้างนอกนั่นเป็นตัวอะไร แต่เขามิอาจมองเห็น
แล้วออกมายามวิกาลเช่นนี้มีประโยชน์อะไร? ไม่มีสักนิด
เจียงผิงอันเก็บอวตารวิญญาณร้าย ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์
ฝึกฝนอย่างจริงจังต่อไป
ข้างนอกจะมีอะไรก็ช่าง ขอเพียงเขาไม่ออกไปก็ปลอดภัยแล้ว
การแสวงเส้นทางเซียนสิจึงถูกต้อง