สู่วิถีอมตะ - บทที่ 697 ป้ายผ่านทาง
สำนักเซียนใหญ่และผู้ฝึกตนมากมายพากันติดต่อหยางจิ่นอวี๋
อยากจะถามนางว่าได้ป้ายผ่านทางมาอย่างไร
เนื่องจากผู้คนแวะเวียนมามากมาย หยางจิ่นอวี๋จึงจองโรงเตี๊ยม
ขนาดใหญ่เพื่อลดปัญหา เตรียมจัดงานเลี้ยงประกาศวิธีได้ป้ายผ่าน
ทางมาในคราวเดียว
แต่หากผู้ใดจะมาร่วมงานเลี้ยง หากมิใช่ผู้ฝึกตนทรงพลังก็ต้อง
เป็นอัจฉริยะเรืองนาม ผู้ฝึกตนทั่วไปไร้โอกาสเฉียดกราย
“สตรีผู้นี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
เมื่อเหมียวเสียทราบเรื่องนี้ ในใจก็นึกริษยา
พวกนางทั้งสองมีการฝึกฝนระดับเดียวกัน ต่างฝ่ายล้วนเป็นสตรี
ชื่อเสียงและพลังต่อสู้ของพวกนางล้วนทัดเทียมกัน
แต่หยางจิ่นอวี๋ได้ป้ายผ่านทาง ทว่านางมิได้ ทำให้นางรู้สึก
เหมือนถูกก้าวข้าม
แม้นางจะริษยาเล็กน้อย แต่เพื่อเข้าสำนักศึกษาชางจือและเพื่อ
บิดานาง นางจึงต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงของหยางจิ่นอวี๋เช่นกัน
ขณะออกเดินทางไปร่วมงานเลี้ยง เหมียวเสียก็หันไปถามเจียงผิง
อัน “เจ้าบื้อ เจ้าว่าหยางจิ่นอวี๋ดีกว่าข้าหรือไม่?”
“อาจจะ” เจียงผิงอันตอบเสียงเรียบ
“เจ้าบื้อตัวเหม็นนี่!”
เหมียวเสียหาพื้นที่ไร้คน กระโจนเกาะคอเจียงผิงอัน “ศิษย์พี่
หญิงผู้นี้จะให้เจ้ามาปลอบข้า! ควรจะตอบว่าไม่สิยะ!”
“อ้อ ศิษย์พี่หญิงดีกว่าหยางจิ่นอวี๋” เจียงผิงอันตอบ
เหมียวเสีย “…”
ขอไปที จะขอไปทีเกินไปแล้ว
เจ้าบื้อตัวเหม็นนี่ปลอบสตรีไม่เป็นสักนิด
โชคยังดีที่นางชินแล้ว
ระหว่างสนทนา ทั้งสองก็มายังตำหนักที่จัดงานเลี้ยง หลังจาก
ประกาศตัวตน ทั้งคู่ก็เข้าไปด้านใน
ตำหนักแห่งนี้โอ่อ่า เก่าแก่ และมีเอกลักษณ์ยิ่ง
ยามทั้งสองมาถึง ผู้ฝึกตนมากมายก็มาถึงก่อนแล้ว ผู้คนนั่งรอ
เรียงรายซ้ายขวาอยู่ข้างในมากมาย ต่างฝ่ายดื่มสุราเสสรวล รอห
ยางจิ่นอวี๋มาประกาศวิธีได้ป้ายผ่านทาง
ผู้ที่อยู่ด้านในสุดของโถงตำหนักคือสตรีในชุดขาวเรียบง่ายผู้
หนึ่ง เส้นผมยาวสยายถึงสะโพก
สตรีผู้นี้ดูมิได้ตราตรึงอะไร แน่นอน นี่หมายถึงมาตรฐานภพ
เซียน นางยังคงดูดีหากอยู่ในที่อื่น ๆ
นางให้บรรยากาศเช่นหญิงงามมากปัญญา ดวงตาสุกสกาวเกิน
ดารา คลับคล้ายมองทะลุได้ทุกสิ่ง
คนผู้นี้คือหยางจิ่นอวี๋ อัจฉริยะสูงสุดของสำนักเซียนเป่ยฮวง ผู้
ฝึกจิตผู้หนึ่ง
ทันทีที่เหมียวเสียเข้าประตูมา หยางจิ่นอวี๋ก็สังเกตเห็นนาง ลุก
ขึ้นเดินผ่านฝูงชนมาหาเหมียวเสียแล้วเอ่ยปากทักทายขึ้นก่อน
“น้องหญิงเหมียว มิพบกันนานเลย”
หยางจิ่นอวี๋แย้มยิ้มบาง
“พี่หญิงหยาง มิได้พบกันนาน” เหมียวเสียยิ้มตอบ
ทั้งสองมีสถานะและตัวตนระดับเดียวกัน จึงย่อมรู้จักกัน
ความสัมพันธ์ฉากหน้ามิได้แย่
หยางจิ่นอวี๋หันมองเจียงผิงอันที่ข้างตัวนาง “ขอบคุณที่ดูแล
น้องชายข้านะ”
เจียงผิงอันนิ่งไปครู่หนึ่ง น้องชายนาง?
เจียงผิงอันคิดว่าอีกฝ่ายจำคนผิด แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้
เขารู้จักคนแซ่หยางในสำนักเซียนเป่ยฮวงอยู่เพียงหนึ่ง และคนผู้
นั้นก็คือหยางหลวน
ในเมื่อหยางจิ่นอวี๋พูดเช่นนี้ หยางหลวนต้องเป็นน้องชายนางแน่
ๆ
“ข้ามิได้ดูแลเขามากมายอะไรหรอก มิได้พบกันบ่อยด้วยซ ้าไป”
เจียงผิงอันตอบตามจริง
“แค่เจ้าไม่โกหกเขาก็ดีมากแล้วล่ะ”
หยางจิ่นอวี๋รู้ว่าน้องชายนางสมองทึบไปนิด มักถูกผู้อื่นหลอกใช้
ไม่ก็ปอกลอกทรัพยากรอยู่เรื่อย
เจียงผิงอันผู้นี้ไม่หลอกน้องชายนาง อย่างน้อย ๆ ก็มิใช่คน
เลวร้าย
หยางจิ่นอวี๋พาทั้งคู่มาที่แถวหน้าของงานเลี้ยง อัจฉริยะร่วมระดับ
จากขุมกำลังใหญ่เทียบเท่ากันเช่นนี้ย่อมละเลยมิได้
อัจฉริยะล ้าเลิศมากมายจากหลายสำนักเสสรวลเสวนา เจียงผิง
อันแทรกมิได้ จึงกินอาหารระหว่างฟังพวกเขาคุยกัน
อาหารในภพเซียนนั้นมิใช่สิ่งที่ภพแร้นแค้นเทียบติดได้เลย กลับ
บ้านหนหน้า ต้องนำกลับไปให้บุตรีลิ้มลอง
“สหายเต๋าหยาง ก่อนประกาศวิธีหาป้ายผ่านทาง ขอเราดูได้
หรือไม่ว่าป้ายผ่านทางหน้าตาเป็นเช่นไร?”
เชื้อวงศ์จากเมืองหลิงเยว่ผู้หนึ่งพูดอย่างคาดหวัง
คนอื่น ๆ เองก็ฉงนใจ พวกเขายังไม่เคยเห็นป้ายผ่านทางมาก่อน
เลย
“ย่อมไม่มีปัญหา”
หยางจิ่นอวี๋ยิ้มบาง มิได้กลัวผู้ใดชิงมันไป นางหยิบก้อนศิลาสี
แดงออกมา บนนั้นมีอักขระประหลาดจารึกอยู่ แผ่บรรยากาศเยือก
เย็นกำซาบกาย
ปวงชนล้วนเผยสีหน้าริษยา ขณะที่ปากจะกล่าวอะไร จู่ ๆ เสียง
พ่นข้าวก็ดังขึ้นในระยะปราชิด
“พรวด!”
ปวงชนหันมองต้นเสียงเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ใครกันเสียมารยาท ระดับนี้แล้วยังพ่นข้าวอีก น่ารังเกียจจริง ๆ
“ขออภัยด้วย อาหารอร่อยเกินไป ข้ารีบกินไปหน่อย แค่ก ๆ”
เจียงผิงอันกระอักไอตัวโยน มือปิดปากซ่อนสีหน้า
ปรากฏว่าป้ายผ่านทางมิใช่ ‘ป้าย’ แต่เป็นก้อน!!
เขาคิดเสมอมาว่าป้ายผ่านทางต้องเป็นป้ายแบน ๆ ใครจะคิดว่า
มันเป็นก้อนกลม ๆ กัน
ก้อนนี้แหละที่เขาได้มาเมื่อคืนนั้น!
แล้วมีสี่ก้อน!!
ไม่สิ เหลือสามก้อนแล้ว หนึ่งในนั้นถูกเขาย่อยไปเกือบหมดแล้ว
…
หมายความว่าเขาสามารถไปจากที่บ้า ๆ นี่สู่ทะเลดาราจักรได้ตั้ง
นานแล้ว
เหมียวเสียซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเห็นสภาพเจียงผิงอันแล้วหน้าแดงก ่า
เจ้าผู้ชายนี่ทำนางขายหน้าจริงแท้ กลับไปต้องเอาแขนรัดให้ขาด
อากาศตาย!
“ฉางหง! เจ้ายังอยู่หรือนี่!”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงเอะอะก็ดังขึ้นหน้าประตู
ได้ยินนามนี้ ปวงชนก็มองตามไป
ฉางหง ราชันหอกผู้ลือนามแห่งสำนักเซียนเทียนหลาน ผู้ฝึกตน
ในแดนดินล้วนเคยได้ยินชื่อ
แต่เมื่อกาลก่อน ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานหายตัวไป
อย่างเป็นปริศนา ฉางหงก็เป็นหนึ่งในนั้น เกิดเป็นเสียงฮือฮายิ่งใหญ่
ไปชั่วขณะ ทุกวันนี้ก็ยังถูกพูดถึงอยู่เลย
ปวงชนมองไปที่ประตู ชายถือหอกใบหน้าบูดเบี้ยวผู้หนึ่งเดินเข้า
มา
เป็นฉางหงจริง ๆ ด้วย!
สีหน้าของเหมียวเสียเคร่งขรึม
เจ้านี่ไม่ตาย ผู้อื่นก็ยังไม่ตายเหมือนกันหรือไม่? นี่มิใช่ข่าวดีเสีย
แล้ว
ขณะนี้ ฉางหงแผ่จิตสังหารรุนแรง ดวงตาแดงก ่า ปราณทรงพลัง
แผ่พล่าน ทำให้งานเลี้ยงอันครึกครื้นตกสู่ความเงียบ
ปวงชนสังเกตเห็นว่า นับแต่ฉางหงเข้าประตูมา สายตาของเขาก็
จับจ้องไปยังที่เดียว
ทุกผู้มองตามสายตา พบผู้ฝึกตนคนหนึ่งก้มหน้าก้มตากินข้าว
อยู่
“เจียงผิงอัน! ไอ้สารเลว!”
เสียงอันเปี่ยมความเคืองแค้นเลื่อนลั่นในโถงตำหนัก ทำให้ผู้คน
มากมายผงะตกใจ
เหมียวเสียชักดาบยาวออกมาคุ้มกันเจียงผิงอันทันที แม้ไม่รู้ว่า
เกิดอะไรขึ้น แต่นางก็สัมผัสจิตสังหารจากฉางหงได้
แม้เมืองผีห้ามต่อสู้กันยามกลางวัน ต่อให้เกิดการต่อสู้ขึ้น อย่าง
มากก็แค่ถูกส่งออกนอกเมือง มิได้เสียหายอะไรมากนัก
หยางจิ่นอวี๋ซึ่งนั่งบนตำแหน่งประธานเก็บป้ายผ่านทาง กล่าวกับ
ฉางหงอย่างเรียบเฉย “ฉางหง เจ้าจะลงมือในงานเลี้ยงของข้าหรือ?”
พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งบดขยี้ลงใส่ฉางหง
หากฉางหงลงมือในงานเลี้ยงของนาง ก็เท่ากับตบหน้านาง
ปวงชนล้วนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉางหง เขาหายไปตั้งหลาย
วัน พอปรากฏตัวก็มีสภาพเช่นนี้
บรรยากาศในงานเลี้ยงพลันวังเวง
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งจากสำนักเซียนกระบี่รีบรับหน้าที่ไกล่เกลี่ย
เปลี่ยนประเด็นพูดว่า “พี่ฉางหงมาได้จังหวะ สหายเต๋าหยางจะ
ประกาศวิธีหาป้ายผ่านทางมาพอดี แต่ว่าไป พี่ฉางหงกับสหายเต๋า
จากสำนักเซียนเทียนหลานหายไปไหนมาหรือ เราคิดว่าเกิดเรื่องกับ
พวกเจ้าเสียอีก”
เมื่อยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เส้นเอ็นที่แขนฉางหงก็ปูดเขียวด้วยโทสะ
จี้หอกไปทางเจียงผิงอัน
“สารเลวนี่ลอบโจมตีเราน่ะสิ! ทุกคนนอกจากข้าตายหมดแล้ว!
ตัวข้าก็เกือบแย่แล้วเหมือนกัน!”
สายตาปวงชนเบิกกว้างเฉียบพลัน
อะไรนะ?
เจียงผิงอันหรือที่ลอบโจมตี สังหารคนมากมายจากสำนักเซียน
เทียนหลาน?