สู่วิถีอมตะ - บทที่ 713 ระอุ
เหล่าเซียนจากสำนักเซียนเทียนหลานหงุดหงิดใจกับคำท้าทาย
ของเจียงผิงอันยิ่ง แต่จะให้ทำเช่นไร ที่นี่ไม่มีผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับ
เขตแดนซึ่งมีพลังต่อสู้สูงล ้าอยู่เลย
ต่อให้พวกเขามีคนจริง เอาชนะเจียงผิงอันได้ พวกเขาสำนัก
เซียนเทียนหลานก็ไร้สิ่งใดให้ภาคภูมิอยู่ดี
ในฐานะหนึ่งในห้าสำนักเซียนใหญ่ของแดนจันทร์มายา การต้อง
ใช้ยอดอัจฉริยะขั้นขอบเขตสูงกว่าในการเอาชนะอีกฝ่ายนั้นอัปยศ
จริงแท้
และนี่แหละจุดประสงค์ของเจียงผิงอัน เขาจะเหยียบย ่าซ ้าหน้า
สำนักเซียนเทียนหลานให้มิดบาทา เหยียดหยามพวกเขาให้ขาย
หน้าอย่างถึงที่สุด
การทำร้ายศักดิ์ศรี บางครั้งก็แย่กว่าฆ่ากันตรง ๆ
“สำนักเซียนเทียนหลานก็แค่นี้เอง”
เจียงผิงอันพูดเนิบ ๆ แล้วหันไปกล่าวกับเซียนจากสำนักอื่น
“ผู้อาวุโสทุกท่าน เคหานี้ข้าเป็นผู้พบก่อน และข้าก็เป็นผู้พิทักษ์
มัน ในเมื่อพวกท่านต้องการเคหานี้ ก็ให้กำปั้นพูดแทนปาก หรือจะ
ส่งผู้ฝึกตนขั้นขอบเขตสูงกว่าข้าหนึ่งขั้นมาประลองกันเช่นเงื่อนไข
เมื่อครู่ก็ได้ หากเอาชนะข้าได้ เราสำนักเซียนอวี่หวงก็จะยอมถอย”
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ตัดสินใจแทนสำนักเซียนอวี่หวงได้
หรือ?” เซียนผู้หนึ่งจากสำนักเซียนกระบี่มองเจียงผิงอันอย่างดูแคลน
เด็กนี่คงมิใช่เห็นตัวเองมีฝีมือนิดหน่อยก็คิดอุปโลกน์ทำการ
ใหญ่กระมัง?
นี่ต้องเป็นเคหาของเผ่าวิหคศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีโอกาสมากมาย
ภายในแน่ ๆ หาไม่ คงไม่มีทางที่เซียนอย่างพวกเขาจะปรากฏตัว
โอกาสใหญ่โตเช่นนี้ อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนซึ่งยังไม่บรรลุเซียนอย่าง
เจียงผิงอันเลย ต่อให้เป็นผู้อาวุโสระดับเซียนอย่างเขาก็ยังไร้สิทธิ์
ตัดสินใจอย่างชัดเจน
“ได้ ตามที่ผิงอันว่า หากพวกเจ้าเอาชนะเขาได้ เราสำนักเซียน
อวี่หวงจะไปกันทันที แต่หากเอาชนะเขาไม่ได้ ก็จากไปเองมิให้อับ
อายเสียนะ”
เซียวเหลียงเหยียน เจ้าสำนักเซียนอวี่หวงพลันเอ่ยปาก
ปวงชนผงะไปเล็กน้อย
เจ้าสำนักเซียนอวี่หวงบ้าจี้เห็นด้วย? มิได้ล้อกันเล่นแน่นะ?
เจียงผิงอันแข็งแกร่งจนประมือผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าตนหนึ่งขั้นได้
ก็จริง แต่นี่มิได้หมายความว่าเขาสยบได้ทุกผู้เสียหน่อย
อัจฉริยะสูงสุดในขั้นกลางระดับเขตแดนมิใช่สิ่งที่เจียงผิงอันจะ
พิชิตได้เลย
การตัดสินใจของเจ้าสำนักเซียนอวี่หวงมิใช่เท่ากับถอนตัว
เดี๋ยวนี้หรือ?
เซียนจากขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายสุดแสนปรีดา เจ้าสำนักเซียน
อวี่หวงพูดต่อสาธารณชน มิคืนคำเป็นแน่ หาไม่ก็เท่ากับตบหน้า
ตัวเอง
หากคนระดับเจ้าสำนักพูดแล้วตระบัดสัตย์ ชื่อเสียงสำนักก็จะ
เสียหายร้ายแรง น้อยคนนักจะคบค้าด้วย
กระทั่งเซียนคนอื่น ๆ จากสำนักเซียนอวี่หวงยังคาดไม่ถึงว่าเจ้า
สำนักจะตัดสินใจเช่นนี้ แต่ก็ไร้ผู้ใดออกมาค้าน เจ้าสำนักต้องทำไป
โดยมีเหตุผลเป็นแน่
นี่แหละเหตุผลที่เจียงผิงอันรู้สึกยึดติดผูกพันกับสำนักเซียนอวี่ห
วง สำนักนี้เชื่อใจเขา
เจียงผิงอันเปิดโลกใบน้อยในกาย อวตารกลืนสวรรค์เหินออกมา
ทันทีที่อวตารกลืนสวรรค์ปรากฏ ปราณในฟ้าดิน กระทั่งแสง
สว่างยังถูกเขากลืนไปสิ้น หลุมดำและดวงแสงสีขาวลอยตรงหน้า
เรืองรองดุจคู่ดารา
“ขอทุกท่านชี้แนะด้วย”
อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์และอวตารกลืนสวรรค์ยืนเคียงกัน
ปราณทรงพลังของทั้งคู่ทะลวงสู่ฟ้า เผชิญผู้ฝึกตนทั้งจากห้าสำนัก
เซียนใหญ่และอื่น ๆ ด้วยสีหน้าไร้ความกลัว
“พรสวรรค์กลืนกิน… เขา… นี่มิใช่พรสวรรค์ของไป๋ฟานหรือ!”
เมื่อเห็นฤทธิ์จากอวตารของเจียงผิงอัน ปวงชนก็ผงะไปครู่หนึ่ง
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนและเซียนซึ่งเข้าร่วมการประลองในหนก่อนที่อึ้ง
จนสมองหยุดทำงานชั่วขณะ
นี่มิใช่พลังที่ไป๋ฟานควรจะมีอยู่คนเดียวหรือ? ไฉนเจียงผิงอันก็มี
อำนาจนี้ด้วย?
เมื่อเห็นปราณรากฐานของคนทั้งคู่เหมือนกัน ปวงชนก็เข้าใจ
บางสิ่งกันเสียที
“อย่างนี้นี่เอง! มิน่าเล่าไป๋ฟานจึงเปลี่ยนไปมากนัก ที่แท้เขาก็
มิใช่ไป๋ฟาน แต่เป็นอวตารของเจียงผิงอัน!” ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียน
เทียนหลานผู้หนึ่งอุทานอย่างตกใจ
พวกเขาคิดเสมอว่าไป๋ฟานซ่อนความแข็งแกร่ง แล้วจู่ ๆ ก็เผย
เขี้ยวเล็บออกมา แต่ยามนี้พวกเขาประจักษ์แล้วว่าไป๋ฟานมิได้ซ่อน
พลังไว้ที่ไหน แต่มิใช่ไป๋ฟานเลยต่างหาก!
แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นมาเช่นไร แต่ก็ประจักษ์ชัดว่าร่างอันมี
พลังกลืนกินนี้คืออวตารของเจียงผิงอัน!
เพราะเหตุนี้ ‘ไป๋ฟาน’ จึงทรยศสำนัก และยังแกล้งสู้เพื่อหลอกชิง
ศาสตราเซียน
ทุกสิ่งคือละครที่เล่นโดยเจียงผิงอัน!
คนบางผู้ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จากการไถ่ถามเพียง
เล็กน้อย พวกเขาก็พอเข้าใจสถานการณ์แล้ว
“อัจฉริยะทั้งสองที่เอาชนะภาพฉายบนขั้นเก้า ที่แท้ก็เป็นคนคน
เดียวกัน!”
“นี่คือไพ่ตายอหังการใบสุดท้ายของเจียงผิงอันสินะ”
“ร้ายกาจอะไรเช่นนี้ หากสองร่างสู้เคียงกัน ก็เพิ่มพลังต่อสู้ได้
หลายเท่าตัวแน่แท้!”
ปวงชนทั้งหลาย รวมถึงเหล่าเซียนทุกนามต่างตกใจสุดขีด
ในหมู่คนทั้งหลาย มีเพียงเหมียวจิ่งที่รู้ถึงอวตารของเจียงผิงอัน
กระทั่งเจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียนยังตกใจ เขาเดาไว้แล้วว่า
เจียงผิงอันต้องมีไพ่ตายอยู่จึงมั่นใจ แต่มิคาดว่าไพ่ตายจะร้ายกาจถึง
เพียงนี้
เหมียวจิ่งกำหมัด กลั้นหายใจอย่างร้อนรน เพราะมีเพียงเขาที่รู้
ว่าอวตารของเจียงผิงอันอยู่ในสถานะบาดเจ็บ มิอาจต่อสู้ได้ ยามนี้
คือข่มขวัญกันล้วน ๆ
เจียงผิงอันกล่าวกับเซียนจากสำนักเซียนใหญ่ทั้งหลาย “ผู้
อาวุโสทุกท่าน โปรดส่งศิษย์มาชี้แนะด้วย”
เซียนทั้งหลายพลันเงียบกริบ
หนึ่งร่างศึกก็น่ากลัวถึงขนาดนี้พลังเทียบเคียงยอดอัจฉริยะสิบ
อันดับแรกของขั้นกลางระดับเขตแดนแล้ว
ยามนี้มีอวตารกลืนสวรรค์ซึ่งมีพลังต่อสู้ใกล้เคียงกันโผล่มาอีก
หนึ่ง สองร่างผสานฤทธิ์ พลังต่อสู้จะยิ่งแข็งแกร่งแน่แท้
บางทีอาจมีเพียงสุดยอดอัจฉริยะขั้นกลางระดับเขตแดนของ
สำนักเท่านั้นที่เอาชนะเจียงผิงอันได้ แต่ก็อาจมิใช่เสมอไป
เดิมที ปวงชนสุดแสนยินดี คิดว่าการเอาชนะเจียงผิงอันมิได้ยาก
แต่ยามนี้ ดูจะไม่ง่ายเช่นนั้นแล้ว
ต่อให้เอาชนะได้จริง ๆ สำนักของพวกเขาก็ไร้หน้าตาให้เชิดชู
เพราะถึงอย่างไร สองฝ่ายก็ห่างชั้นกันขั้นหนึ่ง
นอกจากนั้น หากผู้ใดเอาชนะเจียงผิงอัน ไล่สำนักเซียนอวี่หวง
จากไป ก็เท่ากับล่วงเกินสำนักเซียนอวี่หวง
ขุมกำลังมากมายชำเลืองสำนักเซียนเทียนหลาน พวกเขาไม่
อยากเป็นคนร้าย สู้ให้สำนักเซียนเทียนหลานออกหน้าดีกว่า
โอวหยางหงอวิ้น เจ้าสำนักเซียนเทียนหลานจ้องมองเจียงผิงอัน
มิคาดเลยว่าพรสวรรค์ของเด็กนี่จะน่ากลัวเพียงนี้ ศึกที่แล้วเขาหาได้
แผลงฤทธิ์ทั้งหมดไม่
หากเรียกบุคคลอันดับหนึ่งในขั้นกลางระดับเขตแดนมา ก็อาจ
เอาชนะเจียงผิงอันได้ ทว่าก็ยังยากจะฆ่าเขา
คราวนี้ทำเช่นไร?
ไม่ตอบรับคำท้า? แบบนั้นพวกเขามิยิ่งดูปวกเปียกหรือ?
บรรยากาศพลันร้อนระอุ ทุกฝ่ายจนใจเลือกไม่ถูก
ใครจะคิดว่าเจียงผิงอันคนเดียวจะสร้างความกดดันให้พวกเขา
มากมายเพียงนี้
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ โอวหยางหงอวิ้นและเซียนทั้งหลายล้วนสัมผัส
บางสิ่งได้ ทุกสายตาตวัดมองทิศหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง
หนึ่งลำแสงเรืองรองทะยานมาด้วยความเร็วสูง เจิดจรัสด้วยกฎ
เต๋าเซียน
เพียงพริบตา เซียนผู้หนึ่งก็ปรากฏแก่ทุกสายตา ปราณอัน
อหังการทำให้ดวงใจแทบหยุดเต้น
“เซียนสวรรค์!”
ทุกดวงใจสะท้าน
นี่มิใช่เซียนสวรรค์จากแดนจันทร์มายา!
“ข้าช่างโชคดีเสียจริง เพิ่งมาก็ได้ข่าวว่ามีเคหาเปิดที่นี่พอดี”
เซียนสวรรค์ผู้นี้มีเส้นผมสีทอง เบญจดาราควบแน่นละล่อง
เบื้องหลัง สายตาประหนึ่งมองทะลุทุกสิ่ง
“เยี่ยเจิ้น”
เมื่อเห็นคนผู้นี้ หัวใจเหล่าเซียนจากแดนจันทร์มายาก็ดิ่งวูบ
คนผู้นี้มิใช่เซียนจากแดนจันทร์มายา แต่มาจากแดนดินอื่น แดน
เยี่ย ตั้งนามตามสกุลของพวกเขาเอง
แดนเยี่ยทั้งแผ่นดินปกครองโดยราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย ความ
แข็งแกร่งนั้นเทียบเคียงได้กับราชวงศ์เซียนจันทร์มายายามสมบูรณ์
พร้อม
หลังจากราชวงศ์เซียนจันทร์มายาล่มสลาย จุลภพบางส่วนของ
พวกเขาถูกแดนเยี่ยยึดครอง ยิ่งทำให้แดนเยี่ยเรืองฤทธิ์
ในหมู่แดนดินทั้งหลายบนกิ่งชางจือทุกวันนี้ แดนเยี่ยลือนามยิ่ง
นัก
สำหรับแดนจันทร์มายาในขณะนี้ ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยนับเป็น
ยักษ์ใหญ่ มีกระทั่งเซียนแท้รวมอยู่ด้วย
และคนผู้นี้ก็คือเซียนสวรรค์ของแดนเยี่ย
เขามาแดนจันทร์มายาได้อย่างไร?
หากเขาคิดเข้าแทรกแซง ก็ยากพูดได้แล้วว่าเคหานี้จะเป็นของ
ใคร