สู่วิถีอมตะ - บทที่ 723 ที่มาของตัวประหลาด
หลินถานพาเจียงผิงอันเข้าห้องพักข้างประตูเมืองผี เนื่องจาก
ท้องฟ้ามืดแล้ว เจียงผิงอันจึงไม่มีทางไปเยือนโรงเตี๊ยมอื่นในเมืองได้
เขาจึงได้แต่ต้องอยู่ที่นี่ก่อนหนึ่งคืน
เจียงผิงอันเห็นว่าบนโต๊ะภายในห้องมีชาอยู่มากมาย จึงตัดสินว่า
เซียนท่านนี้ชอบดื่มชายิ่ง
เขาเด็ดใบพฤกษากระจ่างเต๋าออกมาสองสามใบ ยื่นให้อีกฝ่าย
“ผู้อาวุโส โปรดรับไว้ด้วยขอรับ”
หลินถานเห็นเจียงผิงอันวางตัวสุภาพนอบน้อม ความเฉยชาบน
ใบหน้าก็ค่อย ๆ อ่อนลง เขาเคยพบอัจฉริยะมามากมาย พวกเขาล้วน
แล้วถือตัว เด็กนี่นับว่าไม่เลว
“เมื่อครู่เจ้าถามว่าตัวประหลาดเหล่านั้นคืออะไร มันมิใช่ความลับ
หรอก พวกนั้นคือเศษซากวิญญาณอันไม่สมประกอบน่ะ”
หลินถานรับใบชาไป แล้วนั่งลงชงชาจากพวกมันที่โต๊ะ
“วิญญาณผู้วายชนม์? วิญญาณร้ายหรือขอรับ? แต่ดูไม่เหมือน
วิญญาณร้ายเลย”
เจียงผิงอันเคยเห็นวิญญาณร้ายมาก่อน และยังมีอวตาร
วิญญาณร้าย วิญญาณร้ายนั้นมีลักษณ์ สัมผัสปราณได้ชัดเจน แต่
ตัวประหลาดเหล่านี้มิอาจมองเห็นได้เลย
หลินถานชงชาพลางเอ่ยปาก “พวกนี้เทียบกับวิญญาณร้ายชั้น
ต ่าได้ที่ไหน”
“เมืองผีแห่งนี้มาจากสถานที่ชื่อภพวิญญาณ ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่
เชี่ยวชาญการฝึกจิต มีอัจฉริยะเลิศภพผู้หนึ่งกระทั่งพัฒนาระดับการ
ฝึกจิตถึงจุดสูงสุด แต่ฝีมือของเขาล ้าเลิศเกินไป ใครบางคนในภพ
เซียนจับตามองเขาอยู่ คิดจะกลืนกินเขาเสีย”
“ยามอัจฉริยะเลิศภพผู้นั้นเกือบถูกกลืนกิน เขาก็ทิ้งร่างปล่อย
วิญญาณหลบหนี กระทั่งสร้างร่างวิญญาณโดยไร้กายเนื้อ ย้อน
สังหารเซียนที่คิดกลืนกินเขา”
“ทว่า ผู้ที่อัจฉริยะผู้นี้ฆ่าไปเป็นบุตรคนใหญ่คนโต ยามคนผู้นั้น
ทราบว่าบุตรตนตาย ก็เดือดดาลจนมาทำลายร่างวิญญาณนี้ด้วย
ตนเอง”
“เนื่องด้วยความพิเศษของวิญญาณ ยามวิญญาณนี้แหลก
ระเบิด คลื่นพลังก็แผ่ไปทั่วทั้งภพวิญญาณ ฉีกกราชากวิญญาณ
สรรพสิ่งไปด้วยกัน”
“เศษซากวิญญาณเหล่านั้นค่อย ๆ ปะติดปะต่อ กลายเป็นตัว
ประหลาดที่มองไม่เห็นเหล่านี้”
“เนื่องจากรากฐานของผู้ลงมือ จึงไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้กัน
อย่างโจ่งแจ้ง หากเจ้าไม่อยากตาย ไม่อยากกระทบถึงภูมิกำเนิดของ
เจ้า ก็อย่าเที่ยวพูดเพ้อเจ้อที่ไหนล่ะ”
หลินถานจิบชาเบา ๆ พลางพูดด้วยน ้าเสียงจนใจเปี่ยมอารมณ์
เมื่อทราบที่มาของ ‘ตัวประหลาด’ ทั้งหลาย สีหน้าของเจียงผิงอัน
ก็ซับซ้อนเหลือคณา ในสายตายอดฝีมือบางผู้ในภพเซียน ตัวตน
จากภพอื่นล้วนเป็นอาหารที่จะทิ้งขว้างเช่นไรก็ได้
ทำลายสรรพชีวิตในหนึ่งภพภูมิ ก็ยังไร้ผู้ใดกล้าพูดทวงความ
ยุติธรรม
ภพเซียนน่ากลัวยิ่งกว่าภพแร้นแค้นอีก
“อ้อ จะว่าไป กล่าวกันว่าในเมืองนี้มีวรยุทธ์ฝึกจิตที่อัจฉริยะเลิศ
ภพผู้นั้นทิ้งไว้ด้วยนะ เพราะเช่นนี้แหละเหล่าคนเก่าคนแก่ของสำนัก
ศึกษาชางจือจึงนำเมืองนี้มาไว้ที่นี่”
หลินถานถือถ้วยชาพลางถอนใจ “น่าเสียดาย ตาเฒ่าผู้นี้อยู่ที่นี่
มากว่าสองพันปี แต่ก็ไม่พบอะไร ไม่มีใครได้พบมันเลย”
เขามาที่นี่ก็เพื่อวรยุทธ์ฝึกจิตนี้ แต่น่าเสียดายที่มิอาจหาพบ
หลินถานส่งป้ายสีเขียว สลักอักษร ‘ชาง’ อันเรียบง่ายให้กับเจียง
ผิงอัน
“นี่ป้ายผ่านทาง พรุ่งนี้เจ้าเข้าค่ายกลเคลื่อนย้ายไปทะเลดารา
จักรได้เลย จากนั้นก็ไปประตูลืมเซียน แล้วเจ้าก็จะไปถึงสำนักศึกษา
ชางจือ ที่นั่นจะมีผู้ชี้นำเจ้า”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ” เจียงผิงอันกล่าวขอบคุณ
“หากไร้ธุระอื่นแล้ว ไปพักที่ห้องข้าง ๆ เถอะ” หลินถานจิบชา
ช้าๆ
เจียงผิงอันลุกขึ้นคารวะขอตัว แล้วนำป้ายไปยังห้องถัดไป
ขณะที่เจียงผิงอันเพิ่งนั่งลงเตรียมฝึกฝน จู่ ๆ เสียงของอวิ๋นเหยา
ก็ดังขึ้นในใจเขา
“ขอข้ายืมอวตารเจ้าหน่อย”
เจียงผิงอันหน้าถอดสี รีบพูดขึ้นอย่างลนลาน “ผู้อาวุโส ข้าช่วย
ไม่ไหวขอรับ ข้ายังมิได้เป็นเซียนเลย รับฤทธิ์ผู้อาวุโสไม่ไหวหรอก
ขอรับ!”
“ไม่ไหวอะไร? มิใช่เจ้าสร้างอวตารวิญญาณร้ายแล้วหรือ?” อวิ๋น
เหยาถาม
“อวตารวิญญาณร้าย?”
“ใช่ ข้าจะออกไปหาวรยุทธ์ฝึกจิตที่ผู้ฝึกจิตคนนั้นสร้าง ข้ารู้สึก
ว่ามันน่าสนใจมาก เลยอยากดูหน่อยน่ะ”
อวิ๋นเหยารับรู้วาทะของหลินถาน และอยากเห็นวรยุทธ์ที่ใช้สร้าง
ร่างวิญญาณนี้ วิญญาณของนางในปัจจุบันอ่อนแอยิ่ง และต้องการ
วิชาฝึกจิตนี้มาพัฒนา
เพื่อความปลอดภัย จึงต้องใช้อวตารวิญญาณร้ายของเจียงผิง
อันมาเลี่ยงอันตราย
“เฮ้อ~” เจียงผิงอันผ่อนหายใจโล่งอก
สตรีเหล่านี้ทำเขาใจหายใจคว ่าหมด เขานึกว่าอวิ๋นเหยา สตรีผู้
นี้จะเหมือนเสี่ยวเซียง จะยืมร่างเขาไปทำเรื่องพรรค์นั้นเสียแล้ว
เจียงผิงอันก่ออวตารวิญญาณร้ายในโลกใบน้อยของเขา “ผู้
อาวุโสจะยืมใช้เช่นไรขอรับ?”
สิ้นคำ เจียงผิงอันก็รู้สึกได้ว่าตนขาดการติดต่อกับอวตาร
วิญญาณร้าย ร่างนั้นของเขาถูกอวิ๋นเหยายึดไป
“ร่างกายบุรุษนี่ประหลาดจัง”
อวิ๋นเหยาหยิกช่วงล่าง
เจียงผิงอัน “…”
ในฐานะยอดฝีมือหญิง ไฉนสตรีผู้นี้จึงดูไม่เหมือนยอดฝีมือสัก
นิดหนอ อีกอย่าง นางต้องไม่มีสามีแน่ ๆ หาไม่มีหรือจะยังสงสัยเรื่อง
เช่นนี้
อวิ๋นเหยาควบคุมอวตารวิญญาณร้ายของเจียงผิงอันออกจาก
โลกใบน้อย มุ่งหน้าสู่โลกภายนอกอันมืดมิด
หลังอวิ๋นเหยาจากไป เจียงผิงอันก็เริ่มเรียนรู้ ‘วิชาปีกเทวะ’
‘วิชาปีกเทวะ’ เป็นวรยุทธ์อันมีที่มาจากเผ่าวิหคศักดิ์สิทธิ์ซึ่ง
บรรลุ ‘ลวดลายศักดิ์สิทธิ์สุดขั้วความเร็ว’ ผ่านการวิเคราะห์พัฒนา
มาเป็นอย่างดี ทั้งสองเสริมฤทธิ์ประสานกัน
การเรียน ‘วิชาปีกเทวะ’ ควบคู่กับทำความเข้าใจ ‘ลวดลาย
ศักดิ์สิทธิ์สายความเร็ว’ ไปด้วยจะเพิ่มความเร็วการบรรลุได้
วิชาปีกเทวะมีทั้งสิ้นหกขั้น
ใช้อักขระพิเศษสร้างปีกคู่หนึ่ง อักขระแต่ละชั้นบนปีกจะเพิ่ม
ความเร็วได้หนึ่งขั้น ซ้อนกันได้ทั้งสิ้นหกชั้น
เมื่อบรรลุครบหกขั้น ความเร็วก็จะสูงเทียบเท่าเซียนแท้
นอกจากนั้น วิชาปีกเทวะมิได้มีดีเพียงความเร็ว มันยังสามารถ
ทำร้ายศัตรูด้วยการใช้ความเร็วสุดขั้วกรีดเฉือนคู่ต่อสู้ได้ด้วย
ความเสียหายรุนแรงมากน้อย ขึ้นกับผสานด้วยกฎเกณฑ์อะไร
เช่นกฎเกณฑ์แห่งทองและกฎทำลายล้างจะสร้างพลังทำลาย
แข็งแกร่งยิ่ง
เจียงผิงอันยังอ่าน ‘วิชาปีกเทวะ’ ไม่ทันจบ รัตติกาลก็ผ่านพ้น
อวิ๋นเหยาควบคุมอวตารวิญญาณร้ายกลับมา
“ผู้อาวุโส พบวรยุทธ์ฝึกจิตหรือไม่ขอรับ?”
เจียงผิงอันย่อมอยากได้วรยุทธ์ระดับสูงเช่นนี้ แต่เขารู้ว่าต่อให้
อยากเจอ เขาก็ไม่มีทางหาได้ ขนาดผู้อาวุโสในห้องข้าง ๆ ตามหา
มันมากว่าสองพันปียังมิอาจเจอ นับประสาอะไรกับเขากัน
“เจออยู่แล้วสิ”
อวิ๋นเหยาตอบเนิบ ๆ
เจียงผิงอันตกใจยิ่ง นางหาพบจริง ๆ ด้วย แต่ขณะที่ตกใจ เขาก็
มองว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา
สตรีผู้นี้ลึกลับและแข็งแกร่ง ราวกับทำได้ทุกสิ่ง
อวิ๋นเหยาเห็นความปรารถนาในใจเจียงผิงอัน ก็เอ่ยว่า “เรียกข้า
เป็นแม่บุญธรรมสิ แล้วแม่บุญธรรมจะให้วรยุทธ์นี้กับเจ้า”
เปลือกตาเจียงผิงอันกระตุกยิก สตรีผู้นี้รสนิยมแปลกแท้ ไฉนจึง
อยากเป็นแม่บุญธรรมเขาเรื่อยเลย
“ผู้อาวุโส ท่านใช้อวตารวิญญาณร้ายของข้า มิให้ประโยชน์ข้า
สักหน่อยหรือ?” เจียงผิงอันกล่าวลองเชิง
อวิ๋นเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็ได้ งั้นข้าจะบอกตำแหน่งของวรยุทธ์
กับเจ้า”
เจียงผิงอันสุดปรีดา “วรยุทธ์อยู่ที่ใดขอรับ!”
หากเขารู้ตำแหน่งมัน เขาก็ย่อมไปหาวรยุทธ์เองได้
“ก็อยู่กับเศษซากวิญญาณพวกนั้นแหละ คว้าสุ่ม ๆ มาสืบความ
ทรงจำ ก็เอามาปะติดปะต่อได้แล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มก็ค้างบนใบหน้าเจียงผิงอัน
มิน่าเล่าเซียนห้องข้าง ๆ ถึงหาวรยุทธ์ไม่เจอ ที่แท้วรยุทธ์ก็อยู่กับ
เศษซากวิญญาณทั้งหลาย แต่เศษวิญญาณเหล่านี้ฆ่าได้กระทั่ง
เซียน จะจับเช่นไรเล่า?
มีเพียงสตรีผู้เก่งกาจเทียบสวรรค์นี่เท่านั้นแหละที่ทำได้
“เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรมสิ แล้วแม่บุญธรรมจะตกรางวัลเป็นวร
ยุทธ์ให้” อวิ๋นเหยาพูดอย่างวางตัว
เจียงผิงอันไม่ชอบการกระทำของสตรีผู้นี้นัก เขาจึงเมินอีกฝ่าย
ไป
วิญญาณของอวิ๋นเหยาคืนสู่ร่าง เริ่มดัดแปลงพัฒนาวิชาลับฝึก
จิต วิชาลับนี้มีจุดบอดมากมายและไม่สมบูรณ์ ยามนี้มิอาจฝึกฝนได้
หาไม่ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ
เจียงผิงอันกล่าวลาหลินถาน นำป้ายผ่านทางผ่านค่ายกล
เคลื่อนย้ายของสำนักศึกษาชางจือในเมืองผี
ทะเลดาราจักร ด่านที่สองของเส้นทางธารดาราในแดนจันทร์
มายาเป็นมหาสมุทรอันลอยกลางสุญตา มีดวงดาวมากมายละล่องอยู่
ภายใน เป็นภาพอันงดงามตระการตายิ่ง แต่ที่นี่ก็มีตัวตนน่า
สะพรึงกลัวมากมายถือกำเนิด มีกระทั่งเซียน
หากคิดบรรลุสู่ด่านต่อไป ประตูลืมเซียน ก็ต้องรวบรวมวัตถุดิบ
โอสถเจ็ดชนิดจากเขตอันตรายสูงสุดเจ็ดแห่งของทะเลดาราจักรมา
ให้ได้
ในด่านนี้ สิ่งที่ต้องเผชิญมิใช่เพียงตัวตนในทะเล แต่ยังต้องระวัง
การลอบจู่โจมของมนุษย์ด้วยกัน ผู้ฝึกตนมากมายตกตายในทะเล
ดาราจักร กลายเป็นอาหารตัวตนในทะเลทั้งหลาย
ใจกลางทะเลดาราจักร ที่ประตูเมืองมนุษย์ เหมียวเสียผู้เปี่ยมล้น
ด้วยจิตสังหารกลับมาจากทะเลดาราจักร แขนของนางหายไปข้าง
หนึ่ง โลหิตหยดตามทางที่จากมาเป็นเส้นยาว มืออีกข้างถือดาบล ้า
ค่า ใบดาบหักสะบั้น ปากคาบสมุนไพรสีทองไว้ต้นหนึ่ง
ผู้คนผ่านไปมาบนถนนเห็นปราณชวนสะพรึงจากตัวเหมียวเสีย
ก็ขวัญกระเจิงจนรีบแหวกทางหลบ
“สตรีผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก นางใช้เวลาไม่ถึงปีก็รวบรวมสมุนไพรได้
เจ็ดชนิดแล้ว! ตราบกาลมีผู้ไวกว่านางแค่ไม่กี่คนเอง”
“สตรีผู้นี้เสียสติชัด ๆ เพื่อสมุนไพรต้นสุดท้าย นางถึงกับไปสู้
แลกกับปีศาจสมุทรเดนเซียน แถมยังชนะมาอีก!”
เหมียวเสียมิได้อยู่ที่นี่นานอะไร แต่เพราะความบ้าคลั่งของนาง
จึงเป็นที่รู้จักทั่วทั้งทะเลดาราจักร
นับแต่แยกทางกับเจียงผิงอัน เหมียวเสียก็มาถึงทะเลดาราจักรได้
เกือบปีแล้ว และต่อสู้เข่นฆ่าอยู่แทบทุกวัน สุดท้ายก็รวบรวมสมุนไพร
ได้ครบเงื่อนไข
เพื่อบิดาของนาง เพื่อแข็งแกร่งขึ้น นางต้องเข้าสำนักศึกษาชา
งจือให้ได้
เหมียวเสียส่งสมุนไพรต้นสุดท้ายให้กับเจ้าหน้าที่ ได้ป้ายผ่าน
ทางสู่ประตูลืมเซียนมา
นางรับป้ายผ่านทาง ข้ามค่ายกลเคลื่อนย้ายมายังประตูลืมเซียน
ประตูลืมเซียน หรืออีกนามคือประตูบรรลุเซียนจะจำลองทัณฑ์
พิบัติก่อนบรรลุเซียนให้ผู้ผ่านมา หากรอดพ้นมันมาได้ จึงได้เข้า
สำนักศึกษาชางจือ
ประตูแห่งนี้ยิ่งใหญ่อลังการยิ่ง รายล้อมด้วยมวลดารา กฎเต๋า
สวรรค์เรืองรอง รัศมีเต๋าเซียนอันลึกลับพริบพรายหลากสีสัน
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งปราชันทัณฑ์สวรรค์อยู่หลังประตู อัสนีเซียน
โปรยปรายขจรไกลแสนลี้ เป็นภาพน่าตื่นตาอย่างยิ่ง
เหมียวเสียอยากแบ่งปันทุกสิ่งที่นางเห็น ร่วมปรีดาด้วยกันกับ
ผู้อื่นอย่างยิ่ง แล้วใบหน้าเฉยชาของคนผู้หนึ่งก็เด้งขึ้นในใจนางทันที
เหมียวเสียนำยันต์สื่อสารออกมา กล่าวกับมันว่า “เจ้าบื้อตัว
เหม็น เกือบปีนี่ไม่ติดต่อศิษย์พี่หญิงเลยนะ ข้ามีข่าวดีมาบอก ศิษย์พี่
หญิงผู้นี้ข้ามทะเลดาราจักรมาถึงประตูลืมเซียนแล้ว สุดยอดไปเลยล่ะ
ที่นี่”
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าประตูลืมเซียนที่นี่น่าดูชมแค่ไหน เรียกข้าศิษย์
พี่หญิงคนดีสิ แล้วศิษย์พี่หญิงจะบันทึกภาพให้เจ้าดูยามกลับไป”
ว่าพลาง เหมียวเสียก็เริ่มใช้ศิลาบันทึกเงาเก็บภาพ ภายหน้าจะ
ได้แสดงภาพนี้กับเจ้าบื้อได้ เจ้าบื้อนั่นถูกเนรเทศจากเส้นทางธาร
ดารา ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพตรงหน้านาง
“ตระการตาโดยแท้”
เสียงของเจียงผิงอันดังมาจากยันต์สื่อสาร
“เจ้าไม่เห็น จะรู้อะไร” เหมียวเสียเม้มปาก เจ้าบื้อนี่ตอบกันอย่าง
ขอไปทีอีกแล้ว
“เห็นสิ”
หนึ่งเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นในโสตเหมียวเสีย
ได้ยินเสียงนี้ เหมียวเสียก็หันขวับมองตามทันที และเมื่อเห็นหนึ่ง
บุคคลอันคุ้นตา นางก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อ
“เจ้าบื้อ! ไฉนมาอยู่ที่นี่ได้!”