สู่วิถีอมตะ - บทที่ 729 วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์
“ทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ หรือ?”
เจียงผิงอันไม่เต็มใจยอมรับ เขาบากบั่นฝึกฝนมาจนบัดนี้ ไฉน
กันสวรรค์จึงรั้งมิให้เขาเป็นเซียน?
“บางที ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่งพอ ก็อาจรอดทัณฑ์อัสนีได้นะ”
อวิ๋นเหยาเว้นช่วงเล็กน้อยจึงพูดต่อ “ข้าเห็นศึกเมื่อครู่ของเจ้า
แล้ว แม้อีกฝ่ายจะแข็งแกร่ง แต่สุดท้ายก็มีขอบเขตเดียวกับเจ้า ขอ
เพียงเอาชนะอีกฝ่ายได้ เจ้าก็ผ่านแน่แล้ว”
เจียงผิงอันรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายพูดจาเพ้อเจ้อ “ปัญหาคือจะ
เอาชนะอีกฝ่ายอย่างไร อีกฝ่ายโกงกันชัด ๆ ลอกเลียนความ
แข็งแกร่งของข้า แต่กลับแข็งแกร่งกว่าข้าเสียได้”
“นั่นเพราะเจ้ายังไม่สมบูรณ์พอต่างหาก ขอเพียงความเร็ว พลัง
ทำลายและความทนทานของเจ้าสมบูรณ์แบบ อีกฝ่ายก็ก้าวข้ามเจ้า
ไม่ได้หรอก”
เจียงผิงอันแย้ง “ความคิดนี้มีปัญหาในตัวมันอยู่ หากข้าสมบูรณ์
พอ สิ่งที่ลอกเลียนข้าก็จะสมบูรณ์เช่นกัน ข้ามิอาจเอาชนะอีกฝ่ายได้
อย่างมากก็ทำได้เพียงเสมอ”
“เช่นนั้นก็ถอดใจเสีย มาสิ เรียกข้าเป็นแม่บุญธรรม แล้วข้าจะ
แบ่งโลงแก้วผลึกนี่กับเจ้าคนละครึ่ง”
อวิ๋นเหยาเขยิบตัว ร่างของนางผอมเพรียว โลงแก้วผลึกนี้ก็กว้าง
นัก เมื่อเขยิบหลีกจึงเกิดที่ว่างมากมาย
สีหน้าของเจียงผิงอันสุดไม่เต็มใจ ในภพเซียน ‘กินคน’ แห่งนี้
หากเขาแข็งแกร่งไม่พอ ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องถูกกิน
แม้อวิ๋นเหยาจะช่วยเขาคืนชีพบุพการีได้ แต่เขาจะปกป้อง
บุพการีได้อย่างไร? เขาอยากให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวได้อย่างแท้จริง
ทั้งยังอยากให้เมิ่งจิง น้องหู่นิวและบุตรีของเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ตราบนาน
การจะทำเช่นนี้ได้ แค่บรรลุเซียนนั้นยังไม่พอ
เจียงผิงอันหันกายเตรียมฝึกฝน ยามนี้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
อวิ๋นเหยาปริปากกล่าว “ข้ารับปากเจ้าว่าจะสอนวิชาเสริมแกร่ง
อาวุธให้ วันนี้ข้าจะสอนเจ้า”
“ไว้ว่ากันยามข้าบรรลุเซียนเถิด”
เจียงผิงอันไม่อยากเสียเวลากับวิธีสร้างรายได้ยามนี้ เขาต้องมุ่ง
เป้าพัฒนาพลังต่อสู้ของเขาก่อน
‘คัมภีร์ตัดชีวิต’ ของอาจารย์ ‘วิชาปีกเทวะ’ ของสำนักเซียนอวี่ห
วง ‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ ของอวิ๋นเหยา อักขระศักดิ์สิทธิ์สาย
ความเร็ว… ทุกสิ่งที่ว่ามาล้วนต้องทำความเข้าใจ
หากอยากได้ทรัพยากร ไว้เป็นเซียนแล้วก็ยังมีเวลา
อวิ๋นเหยาเอ่ยเนิบ ๆ “‘วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์’ ของข้าเสริม
แกร่งได้มิเพียงอาวุธ ยังเสริมแกร่งอะไรก็ได้ รวมถึงตัวเจ้าด้วย ตัวเจ้า
จะแข็งแกร่งเหนือศาสตราเซียน หมื่นกฎเกณฑ์มิอาจทำลาย ยืนยง
ตราบกาลเลยนะ!”
ฝีเท้าของเจียงผิงอันชะงัก “หมื่นกฎเกณฑ์มิอาจทำลาย ยืนยง
ตราบกาล?”
“แข็งแกร่งเพียงนั้นแหละ นี่คือวิชาไพ่ตายของตระกูลข้า ไม่มี
ผู้อื่นคนใดมีโอกาสได้เห็นหรอกนะ” น ้าเสียงของอวิ๋นเหยาสุด
ภาคภูมิ
“ในเมื่อหมื่นกฎเกณฑ์มิอาจทำลาย ไฉนผู้อาวุโสจึงสะบักสะบอม
เละเทะได้เล่า?”
อวิ๋นเหยา “…”
เจ้าหนูนี่คุยไม่เป็นหรือไร?
“ข้าถูกล้อมโจมตีเถอะย่ะ แถมมีแผนชั่วเบื้องหลัง หากปะทะกัน
ตรง ๆ ก็ไม่มีใครหน้าไหนทำลายร่างข้าได้อยู่แล้ว ตกลงจะฝึกหรือไม่
ไม่ฝึกฝนก็ไปเสีย!”
“ขอผู้อาวุโสชี้แนะด้วย”
แม้เจียงผิงอันจะสงสัยว่าอีกฝ่ายโอ้อวดผลวิชานี้เกินจริง แต่วร
ยุทธ์เซียนนี้ต้องแข็งแกร่งอย่างแน่แท้ แม้ไม่ถึงขนาด ‘หมื่นกฎเกณฑ์
มิอาจทำลาย’ แต่ขอเพียงช่วยเขารับทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาได้ก็
พอ
อวิ๋นเหยาวางเท้าหยกบนโลงแก้วผลึก “นวดเท้าข้าสิ ข้าจะสอน
เจ้าไปพลาง ๆ”
เจียงผิงอัน “…”
พวกชนชั้นสูงนี่ชอบให้ผู้อื่นมาปรนนิบัติเสียจริง
เจียงผิงอันวางมือบนเท้าอีกฝ่าย ความรู้สึกอุ่นร้อนไหลวาบเข้า
คลุมกาย
อวิ๋นเหยาหลับตาลงกล่าวเนิบ ๆ “เมื่อเรียนวิชานี้ เจ้าจะเสริม
แกร่งได้ทุกสิ่ง วิชานี้มีอักขระเซียนทั้งสิ้นหนึ่งแสนแปดพันเก้าร้อย
ยี่สิบเจ็ดแบบ เจ้าแค่จำให้ได้หมดก็พอแล้ว”
“ข้าจะให้เจ้าดู”
อวิ๋นเหยายกมือขึ้น พู่กันพิพากษาเหินเข้าสู่หัตถ์ขาวเนียน
ข้อมือสะบัดพลิ้ว ลากปลายพู่กันตวัดบนสุญตา ทิ้งลายวาดสีทอง
ควบแน่นกฎเต๋าเซียนเป็นอักขระ
แม้เจียงผิงอันจะไม่อาจเข้าใจ ก็ยังสัมผัสได้ว่ามันบรรจุอำนาจ
เต๋าเซียนอันทรงพลังไว้
อักขระเซียนเหล่านี้ล้อมวนเป็นวง อวิ๋นเหยาโยนพู่กันพิพากษา
ในมือสู่ใจกลางวงกลม ทันใดนั้น พู่กันพิพากษาก็สั่นสะท้าน อักขระ
เซียนบนตัวพู่กันขยับไหว แต่ละตัวเหินหลุดจากด้ามพู่กัน กฎผล
กรรมเลื่อนลอย เป็นภาพงดงามจับจิต
อักขระเซียนเหล่านี้ผสานเข้ากับอักขระที่อวิ๋นเหยาวาด สุดท้าย
ก็หวนกลับสู่พู่กันพิพากษา
ยามสรรพสิ่งหวนสู่ความสงบ เจียงผิงอันก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า
พู่กันพิพากษากลายสภาพจากศาสตราเซียนครึ่งขั้นสู่ศาสตราเซียน
ชิ้นหนึ่ง!!
เจียงผิงอันตกใจจนอ้าปากหวอ เกือบงาบเท้าน้อย ๆ ของอวิ๋น
เหยาเข้าไปได้ทั้งข้าง
หนก่อนที่เขาเห็นสตรีผู้นี้เปลี่ยนวังกาลเวลาเป็นยอดสมบัติก็น่า
ตกใจพอแล้ว ยามนี้ยิ่งตกใจหนักกว่าเก่า
หนก่อนใช้เวลาครึ่งวัน หนนี้ใช้เวลาเพียงประเดี๋ยว!
“นี่คือวิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์ สามารถเสริมแกร่งได้ทุกสิ่ง
รวมถึงร่างเนื้อของเจ้าด้วย แน่นอน ต้องใช้ผลึกเซียนที่แข็งแกร่งมา
หนุนเสริม เมื่อครู่ข้าใช้ผลึกเซียนของเจ้าไปล้านชิ้น”
เจียงผิงอันซึ่งเดิมแสนยินดีพลันชะงัก
เจ้าสำนักให้ผลึกเซียนเขามาสองล้านชิ้น แต่สตรีผู้นี้ใช้รวด
เดียวหนึ่งล้าน!
“หนึ่งล้านซื้อศาสตราเซียนทั่วไปได้แล้ว ผู้อาวุโสใช้ผลึกเซียน
ไปล้านหนึ่งจริง ๆ หรือ?” เจียงผิงอันจ้องมองอวิ๋นเหยาอย่างฉงนใจ
อวิ๋นเหยาหลับตา ไม่ยอมมองเจียงผิงอันตรง ๆ พลางพูดต่อ
“เหตุที่อาวุธวิเศษแผลงฤทธิ์แข็งแกร่งได้ หนึ่งก็เพราะผลของศิลา
พิเศษ ขณะที่อีกส่วนเป็นผลจากอักขระ”
“เจ้าเพิ่งเริ่มเรียนวิชานี้ อย่างมากก็ทำได้แค่เปลี่ยนอักขระบน
อาวุธวิเศษ พอระดับเพิ่มสูง เจ้าจะสามารถเปลี่ยนผลจากวัตถุดิบต่าง
ๆ ผ่านอักขระเซียน หลอมอาวุธวิเศษใหม่ และปลุกพลังในตัวอาวุธ
วิเศษเองได้”
“อักขระมีแสนกว่าแบบ แต่ละแบบต่างหน้าที่ หลากศาสตราก็
ต้องใช้อักขระเสริมพลังแตกต่างกัน บางครั้งก็จำเป็นต้องผสาน
อักขระเพื่อพัฒนา ต้องใช้เวลากว่าจะชำนาญ”
“แน่นอน มีข้าอยู่ เรียนสักหมื่น ๆ ปีก็บรรลุยิ่งใหญ่แล้ว”
เจียงผิงอันพยักหน้าแล้วถามซ ้า “ผู้อาวุโส แน่ใจหรือว่าเมื่อครู่
ใช้ผลึกเซียนไปหนึ่งล้าน?”
“จะเสริมพลังศาสตราก็ต้องมีราคาสิ นั่นคือกฎของวงการนี้เลย
นะ! เจ้าโตป่านนี้แล้ว ยังมัวห่วงอะไรอีก?”
อวิ๋นเหยาเงื้อพู่กันพิพากษาในมือเคาะศีรษะเจียงผิงอัน ดูขุ่น
เคืองที่การกระทำแอบ ๆ ของนางถูกจับได้
เจียงผิงอันมิได้ตอบกลับ เขารู้สึกเสมอว่าสตรีผู้นี้สมองมีปัญหา
หรือเพราะฝึกฝนมากเกินไป ไม่ได้เผชิญเรื่องราวมากมายนัก จึงมี
พฤติกรรมผีเข้าผีออกอยู่เรื่อยไป
“ผู้อาวุโส สอนวิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์ให้ข้าเถิด วิชานี้ชื่อจริง
ๆ คืออะไรหรือ?”
“เรียกมันว่า ‘วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์’ ก็พอแล้ว”
อวิ๋นเหยาไม่ยอมบอกนามจริงของวิชานี้กับเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันก็มิได้ถามเซ้าซี้ เรื่องเช่นนี้ไร้พิษภัย แค่ใช้งานดีก็
พอแล้ว
อวิ๋นเหยายกนิ้วหัวแม่เท้าชี้หว่างคิ้วเจียงผิงอัน และค่ายอักขระ
มหาศาลก็หลากเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของเจียงผิงอัน
ง่ายดายประหนึ่งยอดฝีมือสอนวรยุทธ์ ดึงความทรงจำแล้วเคลื่อน
มันออกไป บรรจุไว้กระทั่งประสบการณ์การฝึกฝน
เพราะเหตุนี้เอง ขุมกำลังระดับเซียนมากมายจึงทวีความ
แข็งแกร่งขึ้นทุกเวลา พวกเขาสามารถส่งต่อความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น
พัฒนา ตกตะกอน ทวีความแข็งแกร่งขึ้นได้ตลอดกาล
เจียงผิงอันจดจำอักขระเซียนเสริมพลังขั้นต้นได้บางส่วน นำ
อาวุธวิเศษระดับต ่าออกมาบางชิ้น และเตรียมลองเสริมพลังพวกมัน
แม้จะบอกว่าเป็นอาวุธวิเศษระดับต ่า ทว่าแท้จริงมันคืออาวุธวิเศษ
ระดับเคล็ดพลัง หากมันไปอยู่ในภพแร้นแค้น นี่จะเป็นอาวุธวิเศษ
สำหรับยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการ
แต่ที่ภพเซียนแห่งนี้ มันเป็นเพียงได้เพียง ‘ของจุกจิกข้างทาง’
ยามเขากลับภพแร้นแค้น เขาจะไล่กว้านซื้อ ‘ของจุกจิก’ เหล่านี้
ไว้บ้างแน่ ๆ
อาวุธวิเศษซึ่งด้อยมูลค่าในภพเซียน เป็นของชั้นเลิศในภพ
แร้นแค้น
กว่าประตูข้ามภพจะเปิดครั้งหน้าก็ยังมีเวลาอีกเก้าร้อยกว่าปี มิ
ต้องรีบร้อนอะไรเลย
เจียงผิงอันยกพู่กันพิพากษาซึ่งถูกเสริมแกร่งขึ้น เตรียมเริ่มวาด
อักขระเซียนตามความทรงจำ
อวิ๋นเหยาพลันเอ่ยปาก “ไม่แนะนำให้เจ้าวาดอักขระด้วยศาสตรา
เซียนนะ เจ้าจะเคยตัว มิอาจทำความเข้าใจพลังในอักขระเซียนได้ ไม่
อาจทำความเข้าใจพวกมันได้อย่างแท้จริง แน่นอน เจ้าจะไม่ฟังข้าก็
ได้ ตามใจเจ้าเลย”
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางพู่กันพิพากษาลง แล้วยก
นิ้วเริ่มวาดอักขระบนอากาศ
ปลายนิ้ววาดไปในสุญตา ทิ้งรอยสีทองไว้ตามทาง
เปรี้ยง!
อักขระทั้งหลายพลันระเบิด ส่งคลื่นอัดอากาศกระจายทั่ว
“วรยุทธ์เซียนบ้านข้ามิใช่เรียนได้ง่าย ๆ หากเจ้าบรรลุขั้นต้นได้
ในร้อยปี ก็นับเป็นอัจฉริยะนักหลอมศาสตราแล้ว”
เรียวขาขาวของอวิ๋นเหยาเคาะลงบนโลงแก้วผลึก เท้าขาวเนียน
ส่ายไปมาอย่างเนิบช้า สุดแสนยินดีที่เห็นเจียงผิงอันล้มเหลว “หาก
เจ้าวาดอักขระเซียนแรกด้วยนิ้วเจ้าได้วันใด ข้าจะช่วยเจ้าเสริมแกร่ง
กิ่งไม้นั่นเป็นศาสตราเซียนให้เปล่า ๆ เลย”
เจียงผิงอันหลับตาลง เงียบไปครึ่งชั่วยาม
อวิ๋นเหยาเห็นเจียงผิงอันแน่นิ่งไป ก็คิดว่าเจียงผิงอันท้อใจ จึงเอ่ย
ปลอบ “อย่าคิดน้อยใจไปเลย กระทั่งในตระกูลข้ายังมีผู้บรรลุวิชานี้
ไม่กี่คน เจ้าไร้ประสบการณ์หลอมศาสตรา ย่อมเรียนมันได้ไม่ง่าย…”
พูดไม่ทันจบ นางก็เห็นเจียงผิงอันยกนิ้วขึ้นอีกครั้ง ปลายนิ้ววาด
ไหวยืดหยุ่น อักขระเซียนสีทองปรากฏขึ้นบนสุญตา เรืองรองรัศมี
เล็กน้อย
วิ้ง!
หนึ่งเสียงประหลาดดังขึ้น อักขระเซียนอันสมบูรณ์ตัวหนึ่ง
ปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงผิงอัน
ริมฝีปากแดงของอวิ๋นเหยาอ้าหวอ เรียวขาขาวเนียนซึ่งส่ายไหว
ชะงักกึก มองภาพตรงหน้าตาค้าง
“เจ้าเคยเรียนวิชาหลอมศาสตรามาก่อนหรือ?”
แม้อักขระเซียนนี้จะมิได้ระดับสูง แต่ก็ใช่จะวาดได้ง่าย ๆ เว้นแต่ผู้
เคยมีประสบการณ์หลอมศาสตรา วาดอักขระคล้าย ๆ กันนี้มาก่อน
การวาดมันได้อย่างรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้เลย
“เปล่า”
เจียงผิงอันชำเลืองอวิ๋นเหยา “ผู้อาวุโส เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะช่วย
ข้าเสริมพลังกิ่งมารสะเทือนสรวงเป็นศาสตราเซียน…”
“คร่อก~ ฟี้~”
อวิ๋นเหยาลงไปนอนนิ่งในโลงแก้วผลึก ส่งเสียงกรนออกมาแผ่ว
เบา
เจียงผิงอัน “…”
ยังจะกล้าแกล้งหลับอีกหรือ?
ยามเซียนทิ้งยางอาย เจียงผิงอันก็ไร้หนทาง
เขาวาดอักขระตรงหน้าซ ้า ๆ เพราะนี่เป็นการวาดครั้งแรก มันจึง
ยึกยือไปเสียหน่อย ไม่มีทางทำความเข้าใจพลังจากมันได้อย่างถ่อง
แท้ ต้องทำความคุ้นชินต่อไปจึงบรรลุ
เหตุที่เขาวาดอักขระหนึ่งตัวได้ในเวลาอันสั้น ก็เพราะเขา ‘วาด’
มันในใจมาพันหนแล้ว
หากผู้อื่นบอกว่าลองวาดพันหนในใจ มันก็เป็นเพียงความคิด
เพ้อฝัน แต่เจียงผิงอันนั้นต่างกัน
‘ความสามารถสร้างจินตภาพในมโนสำนึก’ ของเขามิเพียง
จำลองภาพและฝีมือผู้อื่น ยังจำลองตัวเองได้ด้วย
เมื่อทำความเข้าใจและวาดอักขระเซียนในมโนสำนึก เขาจึง
เข้าใจอำนาจของอักขระเซียนได้แม่นยำขึ้น
เพราะเหตุนี้ เขาจึงสำเร็จได้รวดเร็วนัก
ในโลงแก้วผลึก อวิ๋นเหยาลืมตาขึ้น ดวงตาเรืองประกายตกตะลึง
เด็กนี่วาดอักขระตัวแรกสำเร็จเร็วเพียงนี้ได้อย่างไร?
ความสามารถเรียนรู้จะน่ากลัวไปแล้ว แทบจะเทียบชั้นนางได้ด้วยซ ้า
ต้องทราบว่าในตระกูล พรสวรรค์ของนางร้ายกาจอย่างยิ่ง
สมควรแล้วจริง ๆ ที่ให้เด็กนี่เรียน ‘วิชาต้องห้าม’…