สู่วิถีอมตะ - บทที่ 732 เข้าสู่สำนักศึกษาชางจือ
มีผู้คนมากมายในสำนักศึกษาชางจือที่ยังไม่บรรลุเซียน แต่ทุกผู้
ในสำนักศึกษาชางจือล้วนสามารถพอบรรลุเซียนได้ทั้งสิ้น
หากสามารถพอบรรลุเซียน ก็ย่อมต้องผูกมิตรไว้
สถานการณ์อย่างเจียงผิงอัน แม้เขาจะแข็งแกร่งยิ่งก่อนบรรลุ
เซียน ก็ยังไร้ราคาอยู่ดี
“ในเมื่อเจียงผิงอันถูกห้ามเข้าร่วม เช่นนั้นข้าก็มิขอเข้าร่วม
เสินกวงแล้ว”
เหมียวเสียพลันเอ่ยขึ้น
วาทะสิ้นคำ คู่ชายหญิงเฉียนอู่และเส้าเฟิงล้วนตะลึงนิ่ง
หยางจิ่นอวี๋ขมวดคิ้ว “อย่าวู่วามน่า นี่เรื่องของอนาคตนะ เราสอง
คนร่วมคณะเดียวกัน จะได้ดูแลกันได้ไง”
แม้นางกับเหมียวเสียจะเปรียบเทียบกันบ่อยหน แต่ก็มิได้แค้น
เคืองอะไรกันนักหนา ยามนี้เมื่อพวกนางจะไปยังสถานที่อันมิเคยคุ้น
การพึ่งพากันเพื่ออยู่รอดย่อมดีกว่า
สตรีผู้นี้ถึงกับยอมทิ้งโอกาสการเข้า ‘คณะ’ ดี ๆ เช่นนี้เพื่อชาย
ซึ่งมิอาจบรรลุเซียนได้เนี่ยนะ
“เจ้าไม่มีสามี ไม่เข้าใจหรอก พวกเจ้าคุยกันต่อไปเถอะ”
เหมียวเสียหันกายเดินจากไป คณะนี้ไม่ให้เจียงผิงอันเข้าร่วม ต่อ
ให้เป็นคณะสูงสุด นางก็ไม่อยากเข้าร่วม
“ช้าก่อน”
เฉียนอู่รีบร้อนเรียกเหมียวเสียไว้
“เราให้เจียงผิงอันเข้าร่วมก็ได้ แต่เจ้าก็รู้ว่าเขามิอาจมาสบาย
เปล่า เขาจะมิอาจได้ทรัพยากรมากมายซึ่งแบ่งจากผลงาน ไม่ว่า
คณะใดก็ไม่มีทางยกทรัพยากรให้กันเปล่า ๆ อยู่แล้วนะ”
ข้างกายนาง เส้าเฟิงเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็ทำเพียงอ้าปาก
พะงาบ มิได้เอ่ยอะไรออกมา
การให้เจียงผิงอันเข้าร่วมคณะเสินกวงนั้นง่ายต่อการถูกคณะอื่น
เย้ยหยัน และยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของเสินกวง แต่เพื่อเซียนผู้
โดดเด่นอย่างเหมียวเสีย ก็เป็นได้เพียงเช่นนี้
เหมียวเสียเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า
ก็จริง คนอย่างเจียงผิงอันซึ่งไร้ศักยภาพบรรลุเซียน ไม่มีที่ใด
ยอมรับหรอก
ให้เจียงผิงอันเข้าร่วมกับ ‘เสินกวง’ ไว้ ภายหน้าเขาจะได้มิถูก
รังแกในสำนักศึกษาชางจือ
เมื่อเห็นเหมียวเสียตอบรับ เฉียนอู่ก็แย้มยิ้มบาง ร้อยบุปผาสะพรั่ง
บาน “ทั้งสองมีเรื่องอื่นต้องทำที่นี่หรือไม่? หาไม่ ข้าจะพาทั้งคู่ไปทำ
ความคุ้นชินกับสถานการณ์ที่สำนักศึกษาชางจือเลย”
นางกลัวเซียนผู้โดดเด่นทั้งสองจะถูกฉวยชิงไป จึงต้องรีบพาไป
เสีย
เหมียวเสียกับหยางจิ่นอวี๋ไร้ธุระอื่นต้องทำ เหมียวเสียพาเจียงผิง
อันตามเฉียนอู่สู่สำนักศึกษาชางจือไปทันที
เหมียวเสียคว้าแขนเจียงผิงอัน “เจ้าบื้อ อย่าประหม่านะ”
เจียงผิงอันเงียบกริบ นางนั่นแหละประหม่าอยู่ชัด ๆ
แต่ก็ยังเข้าใจได้ สำนักศึกษาชางจือ สำนักศึกษาอันดับหนึ่งของ
กิ่งเหนือ หนึ่งในสี่กิ่งหลักภพเซียน รวบรวมอัจฉริยะไร้เทียมทานจาก
ทั่วทุกแดนดินในกิ่งเหนือ เซียนและยอดฝีมือปรากฏทั่วไปหมด
อัจฉริยะเป็นเพียงบรรทัดฐานของการเข้าสู่ที่นี่
ที่นี่ กระทั่งขอบเขตเซียนปฐพียังต้องสงบเสงี่ยมเข้าไว้
สำนักศึกษาชางจือมีโอกาสนานา เป็นต้นตอของวัตถุศักดิ์สิทธิ์
มากมาย ทั้งมรดกเซียนเก่าแก่อันทรงพลังสารพัด วรยุทธ์ไร้เทียม
ทานอันผ่านการขัดเกลาเกินนับปี…
เซียนซึ่งเดินออกจากที่นี่ ทุกนามล้วนกลายเป็นกำลังหลักของ
สารพัดขุมกำลังใหญ่
ยกตัวอย่างสำนักเซียนอวี่หวง เซียวเหลียงเหยียน เจ้าสำนัก
เซียนอวี่หวงรุ่นปัจจุบันก็คือศิษย์เก่าผู้หนึ่งของสำนักศึกษาชางจือ
อัจฉริยะจากทั่วสารทิศสุดแสนหม่นหมองยามเข้ามาในสำนัก
ศึกษาชางจือ มิใช่เพราะพวกเขาอ่อนแอลง แต่เพราะมีอัจฉริยะผู้เจิด
จรัสยิ่งกว่ากลบรัศมีพวกเขาไป
มีทั้งบุตรเซียนซึ่งบรรลุเซียนแต่กำเนิด ร่างเต๋าสวรรค์ผู้ประสาน
รับกับเต๋าสวรรค์ ปีศาจร้ายผู้มีสมรรถภาพการเรียนรู้ท้าทายสวรรค์…
ทั้งกิ่งชางจือมีคำพูดเสมอมา ว่ามีแต่ต้องเข้าสู่สำนักศึกษาชา
งจือ จึงเท่ากับสัมผัสภพเซียนอย่างแท้จริง
สำนักศึกษาชางจือควบคุมภพย่อยอันเสื่อมสภาพหลายสิบแห่ง
พวกมันถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสถานที่ทดสอบโดยพลังอันมหาศาล
ของสุดยอดฝีมือ
ค่ายกลวูบไหว แล้วคนทั้งหลายก็ถูกค่ายกลเคลื่อนย้ายพามายัง
สำนักศึกษาชางจือ
ทันทีที่มาถึง อำนาจเต๋าเซียนอันหนาแน่นก็ลอยปะทะหน้า หาก
ปุถุชนสักคนสูดหายใจที่นี่สักเฮือก ก็จะสามารถต่อชีวิตไปได้หนึ่งปี
กฎเกณฑ์ที่นี่รายล้อมเด่นชัด ปรากฏอยู่ทุกที่ ผู้ฝึกตนทั่วไปไร้
จำเป็นต้องซื้อกฎเกณฑ์ควบแน่นเลย
สารพัดสัตว์เซียนปรากฏให้เห็นทั่วไป อย่างมังกรห้าเล็บมหึมา
บังสรวง อีกาทองสามขาอันแผดผลาญ กิเลนมงคล…
หมู่ดาวพริบพรายหลากสีโคจรกลางนภา เซียนผู้หนึ่งคลับคล้าย
จัดค่าย ควบคุมการเรียงดาราตามปรารถนา…
ดูประหนึ่งนี่คือ ‘ภพเซียน’ อย่างแท้จริง
สามผู้มาใหม่ล้วนตะลึงจังงังกับภาพตรงหน้า
“ข้ายังมีธุระ ต้องไปล่าสัตว์ภูตที่ภพปีศาจ ดังนั้นจึงมิอาจอยู่ต่อ
ได้ ไว้มีธุระจะติดต่อมาผ่านป้ายเทวะนะ”
เส้าเฟิงทิ้งวาทะนี้ไว้แล้วจรจาก
“ป้ายเทวะคืออะไรหรือ?” เหมียวเสียได้ยินวาทะเส้าเฟิงก็ถาม
อย่างสงสัย
“คือสิ่งนี้” เฉียนอู่หยิบป้ายสีทองที่เอวขึ้นมา
“จะเข้าใจว่ามันคือป้ายแสดงตนแบบพิเศษก็ได้ ในป้ายเทวะนี้
สามารถเข้าร่วมห้องสนทนาของเรา ‘เสินกวง’ ได้ ในนั้นจะมีสมาชิก
คณะ ‘เสินกวง’ อยู่ สามารถพูดคุยกันได้”
“นอกจากนั้น จะหาภารกิจ เลือกบทเรียน จัดกลุ่มสำรวจดินแดน
ลับ ซื้อขายอาวุธวิเศษกันในป้ายเทวะก็ได้… ไว้ยามพวกเจ้าได้ป้ายเท
วะมา เดี๋ยวก็รู้วิธีใช้เอง”
เฉียนอู่แนะนำพลางพาคนทั้งสามไปยัง ‘สำนักลงทะเบียนศิษย์’
‘สำนักลงทะเบียนศิษย์’ ในตำหนักขนาดใหญ่ใต้ต้นโลกาขนาด
ยักษ์
เจียงผิงอันแหงนหน้ามองต้นโลกาตรงหน้าอย่างลอบสะพรึง
พฤกษายักษ์นี้มิอาจมองเห็นยอดได้เลย ใหญ่โตกว่าต้นโลกาเหี่ยว
เฉาของสำนักเซียนเทียนหลานอย่างยิ่ง แต่ในสำนักศึกษาชางจือ มัน
กลับถูกปลูกไว้อย่างส่งเดชที่นี่
เมื่อเข้าตำหนักมา เฉียนอู่ก็เข้าไปพูดกับชายชราผู้กำลังดื่มชา
อย่างนอบน้อม “ปรมาจารย์เซียนหวัง ขอรับป้ายแสดงตนสำหรับสาม
คนเจ้าค่ะ”
ชายชราซึ่งเต็มไปด้วยผมหงอกขาวเงยหน้าขึ้นเอ่ยยิ้ม ๆ “ผู้ที่
เสียวอู่พามาเองย่อมไม่ธรรมดา ขอบเขตอะไรกันบ้างเล่า?”
เห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้รู้จักเฉียนอู่ และเรียกเซียนอย่างนางว่า
เสียวอู่ แสดงชัดถึงตัวตนและอายุของชายชราได้เป็นอย่างดี
“เซียนมนุษย์อายุไม่ถึงร้อยสองคนจากแดนจันทร์มายาเจ้าค่ะ”
เฉียนอู่ตอบ
“อย่างนี้นี่เอง อายุไม่ถึงร้อยก็บรรลุเซียน ไม่เลวจริง ๆ นำป้าย
ผ่านทางมา ข้าจะเปลี่ยนป้ายเป็นป้ายเทวะให้พวกเจ้า” ปรมาจารย์
เซียนหวังวางถ้วยชาในมือลง
พวกเหมียวเสียทั้งสามส่งป้ายผ่านทางให้
“หือ? เจียงผิงอัน เจ้าเด็กที่ถูกรับเป็นกรณีพิเศษคนนั้นนี่”
ขณะตรวจสอบป้าย ปรมาจารย์เซียนหวังก็สังเกตเห็นป้ายของ
เจียงผิงอันแล้วเงยหน้าขึ้นมอง “เฮ้อ น่าเสียดายจริง ๆ เมล็ดพันธุ์ดี ๆ
เช่นนี้ แต่กลับต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาในภายหน้า”
“ผู้อาวุโส ยามหน้าใหม่เช่นเราเข้าร่วมสำนักศึกษา เราขออะไรก็
ได้หนึ่งอย่างใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากได้วิธีรับมือทัณฑ์สวรรค์
พิพากษ์เทวาเจ้าค่ะ”
เหมียวเสียอยากใช้โอกาสเอ่ยขอเพื่อแก้ปัญหาทัณฑ์สวรรค์
พิพากษ์เทวาให้เจียงผิงอัน
“เปลี่ยนคำขอเถิด แก้มิได้หรอก ทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาเป็น
ทัณฑ์เต๋าเซียน ชะตามิอาจลบหลู่” ปรมาจารย์เซียนหวังอธิบาย
ชัดเจนทันที
ร่างของเหมียวเสียสะท้าน ใบหน้าของนางซีดขาว “สำนักศึกษา
ชางจือแก้มันมิได้หรือเจ้าคะ?”
หากสำนักศึกษาชางจือไร้หนทาง ก็เท่ากับไร้ทางแก้ทั่วโลกหล้า
แล้ว
“ช่างมันเถิดศิษย์พี่หญิง เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”
แม้เจียงผิงอันจะผิดหวังเล็กน้อย เขาก็มิได้อารมณ์แปรปรวน
อะไรมากมาย กล่าวกับปรมาจารย์เซียนหวังว่า “ผู้อาวุโส ข้ามีผู้
อาวุโสท่านหนึ่งรากฐานเสียหาย อยากได้ ‘โอสถเซียนกลับชาติ’ สัก
เม็ดขอรับ”
“อันนี้ง่าย ๆ เอาที่อยู่มา เดี๋ยวจะส่งไปให้ถึงที่เลย”
“แดนจันทร์มายา สำนักเซียนอวี่หวง เหมียวจิ่งขอรับ” เจียงผิง
อันตอบ
ปรมาจารย์เซียนหวังนำป้ายเทวะของตนออกมา ส่งปราณเซียน
เข้าไป หนึ่งม่านแสงปรากฏขึ้นบนป้ายเทวะ แล้วเขาก็จิ้มบนม่านแสง
อยู่สองสามที
“ได้แล้ว เดี๋ยวสักพักโอสถก็จะถูกส่งไปหา”
โอสถระดับสูงที่มิอาจหาซื้อได้ในแดนจันทร์มายา เป็นเรื่องแสน
ง่ายในสายตาชายชราผู้นี้
นี่แหละเรื่องที่ทำให้สำนักศึกษาชางจือน่ากลัว
เหมียวเสียปลดหนึ่งปัญหา รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถาม
เจียงผิงอัน “เจ้าบื้อ มีอาวุธวิเศษหรือโอกาสอะไรไหม?”
นางยังมีโอกาสหนึ่งกับตัว และอยากให้มันกับเจียงผิงอัน
“ข้าอยากให้ศิษย์พี่หญิงของข้ามีโอกาสบรรลุเป็นเซียนปฐพี”
เจียงผิงอันว่า
“อย่าพูดเพ้อเจ้อสิ ข้าถามเจ้าอยู่…”
“ได้เลย ข้าช่วยลงชื่อให้เจ้ามีโอกาสไปร่วมศึกษาบรรลุใน ‘วิหาร
เทพชางจือ’ ห้าร้อยปีแล้ว”
เหมียวเสียยังไม่ทันพูดจบ ปรมาจารย์เซียนหวังก็พูดขัด สนอง
คำขอนั้นเสร็จสรรพ
‘วิหารเทพชางจือ’ มีตรามหาเต๋าของเซียนชั้นเลิศมากมายทิ้งไว้
เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับเซียนมากมายไปศึกษา แต่หากจะเข้าไป ก็
ต้องมีเงื่อนไขมหาศาลยิ่ง
หากบุคคลหน้าใหม่จะเข้าไป วิธีอันง่ายดายที่สุดคือใช้คำขอ
แลกกับโอกาสฝึกฝนห้าร้อยปี
เหมียวเสียรีบร้อนกล่าวขึ้น “ผู้อาวุโส รอประเดี๋ยวเจ้าค่ะ โอกาส
นี้ข้าจะให้เจียงผิงอัน ข้ามิต้องการมันเจ้าค่ะ!”
“ข้าลงชื่อไปแล้ว เปลี่ยนไม่ได้แล้วล่ะ” ปรมาจารย์เซียนหวังเอ่ย
เนิบ ๆ
“ให้เจียงผิงอันไปแทนได้หรือไม่เจ้าคะ?” เหมียวเสียอยากให้เจียง
ผิงอันได้สิ่งดี ๆ กว่านี้
“ข้าบอกไปแล้ว เปลี่ยนมิได้” ปรมาจารย์เซียนหวังยกถ้วยชาขึ้น
จิบ
เขาจงใจทำเช่นนี้ โอกาสนี้ให้เจียงผิงอันไปก็เสียเปล่า ให้เหมียว
เสียไปจึงเป็นหนทางเดียวที่จะขยายผลโอกาสมากที่สุด
เหมียวเสียกัดริมฝีปากแดง ถลึงตามองเจียงผิงอัน “ทำไมเจ้า
ซื่อบื้อเช่นนี้นะ! เจ้าใช้โอกาสนี้พัฒนาตัวเองมากมายก็ได้ จะได้มี
โอกาสรอดทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาไง!”
เจียงผิงอันพูดอย่างเยือกเย็น “ศิษย์พี่หญิงต้องการโอกาสนี้
มากกว่าข้า ศิษย์พี่หญิงไม่ต้องห่วงหรอก ข้ามีวิธีรับมือเรื่องของข้า
เอง”
“เจ้าจะไปแก้อะไรได้ยะ สิ่งที่สำนักศึกษาชางจือยังแก้มิได้ อย่าง
เจ้าจะแก้ได้อย่างไร!” เหมียวเสียเดือดดาลเสียจนอยากจับเจียงผิงอัน
ยัดอ้อมแขนให้ขาดอากาศเสีย
ปรมาจารย์เซียนหวังชำเลืองเจียงผิงอันใหม่อีกหน เด็กนี่ไม่เลว
เลย รู้สำเหนียกตน ไม่ทำอะไรเห็นแก่ตัว
เขากล่าวกับเจียงผิงอันว่า “ตาเฒ่าผู้นี้มีร้านค้าอยู่ ผู้ดูแลเก่า
ทำงานไม่เอาอ่าวเลยถูกไล่ออก ยามนี้ขาดผู้ดูแล เงินเดือนพื้นฐาน
สามพันผลึกเซียนต่อเดือน มีรางวัลสองส่วนจากร้อยคิดตาม
ยอดขาย เต็มใจหรือไม่?”
เจียงผิงอันไม่ทันมีเวลาคิด เฉียนอู่ที่ข้างตัวเขาก็ถ่ายทอดกระแส
ปราณบอกว่า “รีบตกลงเร็วเข้า ผู้อาวุโสท่านนี้สถานะสูงยิ่ง สร้าง
สัมพันธ์อันดีไว้จะดีต่อศิษย์พี่หญิงของเจ้า”
“นอกจากนั้น หากเจ้าขายศาสตราเซียนได้ ก็เท่ากับได้ผลึก
เซียนเป็นหมื่น ๆ ในคราวเดียว หากค้าขายรุ่ง ๆ ก็อาจได้ผลึกเซียน
เดือนหนึ่งเป็นแสน ผู้ฝึกตนมากมายต้องออกไปสู้ปางตาย ยังได้ไม่
เท่าเจ้าเลยนะ”
สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตอย่างเจียงผิงอัน ผลึกเซียนนับหมื่นต่อ
เดือนนับเป็นรายได้มหาศาลแล้ว เพียงพอเหลือเฟือสำหรับการ
ฝึกฝนทั่วไป
เหตุที่เฉียนอู่ใส่ใจนักก็เพราะอยากให้เจียงผิงอันรีบ ๆ มีที่สร้าง
รายได้ พวกนาง ‘เสินกวง’ จะได้มิต้องจ่ายอะไรมาก
และเช่นกัน ภายหน้าพวกนาง ‘เสินกวง’ ก็จะได้ซื้ออาวุธวิเศษได้
ในราคาถูกลงด้วย