สู่วิถีอมตะ - บทที่ 733 ร้านเซียนหวังต้ง
เจียงผิงอันเพิ่งมาถึงสำนักศึกษาชางจือ กำลังไม่รู้จะทำอะไร การ
เป็นผู้ดูแลร้านก็มิได้ปัญหาเยอะ หาอันตรายไม่ ทิ้งอวตารไว้ขายของ
แล้วตั้งอกตั้งใจฝึกฝนได้ นับเป็นสถานที่ดีไม่หยอก
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ รับความเมตตาของผู้อาวุโสท่านนี้
หวังต้งโยนป้ายทองป้ายหนึ่งให้เจียงผิงอัน “นี่ป้ายเทวะของเจ้า
เซียนผู้นี้ทิ้งหมายเลขติดต่อของข้าในป้ายเทวะของเจ้าแล้ว หากมี
เรื่องสำคัญอันใดก็ติดต่อมา แต่หาไม่ก็อย่ารบกวนกัน”
เจียงผิงอันรับป้ายเทวะสีทองมา สืบจิตสัมผัสเข้าตรวจสอบ แล้ว
ก็พบสถานที่อันเรียกว่าแถบสนทนา มีกล่องเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า [เซียน
หวังต้ง]
จากการควบคุมจิตสัมผัส ก็สามารถทิ้งข้อความหรือเสวนาออก
เสียงด้วยได้
หวังต้งทิ้งข้อความไว้ให้เขา บอกตำแหน่งชัดเจนของร้านค้า
ตามตำแหน่งไปก็หาพบได้ ช่างวิเศษยิ่ง
หลังจากคนทั้งหลายได้ป้ายเทวะ ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของสำนัก
ศึกษาชางจือกันแล้ว
เมื่อออกจากสำนักลงทะเบียนศิษย์ เหมียวเสียก็อดบ่นกับเจียงผิง
อันมิได้ “เจ้าจะเป็นคนขายของทั่วไปได้อย่างไร เจ้าเป็นอัจฉริยะผู้
หนึ่งนะ”
ตำแหน่งนี้หาคู่ควรกับฐานะของเจียงผิงอันสักนิดไม่ เหมียวเสีย
จึงสุดไม่พอใจกับทางเลือกของเจียงผิงอัน
“อัจฉริยะอะไร มันก็แค่นามลวง ไม่มีประโยชน์เลย” เจียงผิงอัน
ไม่รู้สึกว่างานนี้กดค่าคนตรงไหน
เฉียนอู่เอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ “ขอเลขประจำป้ายพวกเจ้าหน่อย ข้าจะลาก
เข้าคณะ [เสินกวง] ให้”
เลขประจำป้ายเป็นแถวตัวเลขอันซับซ้อน ต่างผู้ต่างตัวเลข เมื่อ
เพิ่มเลขประจำป้ายลงบนป้ายเทวะก็เท่ากับเป็นมิตรกัน สามารถ
เสวนากันได้
นอกจากเหมียวเสียที่ขอเลขประจำป้ายของเจียงผิงอัน หยางจิ่
นอวี๋และเฉียนอู่มิได้เพิ่มหมายเลขของเจียงผิงอันเป็นการส่วนตัว ขอ
เพียงมีหมายเลขประจำป้ายของเหมียวเสีย พวกนางก็เมินเจียงผิงอัน
ไปสนิท
พวกนางเป็นเซียน มีหรือจะเป็นฝ่ายติดต่อผู้ยังไม่บรรลุเซียน
ก่อน สองฝ่ายหาสถานะเท่าเทียมกันไม่
ทั้งสามล้วนถูกเฉียนอู่ดึงเข้ามาในกลุ่มสนทนาชื่อ [เสินกวง]
ทันทีที่เข้ามา ใครสักคนในนั้นก็ส่งข้อความมาทันที
“ยินดีต้อนรับศิษย์ใหม่สู่ [เสินกวง]”
“ข้าได้ยินว่าเป็นหญิงงามสองคน รีบ ๆ ไปที่มั่นหลัก จัดงานเลี้ยง
รับศิษย์ใหม่กันเถอะ”
“เอ๋ ไฉนมีสามคนล่ะ เจียงผิงอันผู้นี้ใคร?”
“นามคุ้นหูยิ่งนัก… จริงด้วย! เมื่อไม่กี่วันก่อนที่เคยคุยกันว่ามีคน
ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวา นั่นแหละเขา! ไฉนลากเข้ามา
ที่นี่ได้?”
เฉียนอู่ส่งข้อความอธิบาย “ครั้งนี้เราเชิญคนมาทั้งสิ้นสามคน
รวมถึงเจียงผิงอันผู้นี้ด้วย”
ทันทีที่ข่าวปรากฏ ห้องสนทนาซึ่งเดิมครึกครื้นก็เงียบกริบ ไม่รู้
อีกฝั่งเกิดอะไรขึ้น
ใครบางคนถามเฉียนอู่เป็นการส่วนตัวทันที “เรื่องเจียงผิงอันนี่
มันยังไง? เขาเป็นเซียนต่อไปมิได้ ไฉนจึงลากเขาเข้ามาใน [เสินกวง]
ด้วย?”
เฉียนอู่ตอบกลับ “เหมียวเสียกับเจียงผิงอันน่าจะเป็นคู่บำเพ็ญ
กัน หากไม่เชิญเจียงผิงอันมา เหมียวเสียจะไม่เข้าร่วมกับเรา
ปรมาจารย์เซียนหวังหางานให้เขาเป็นผู้ดูแลร้าน ภายหน้าเราจะซื้อ
อาวุธวิเศษกันที่นั่น ราคาจะถูกลง เป็นประโยชน์กับเราด้วยนะ”
“เราจะมีคนไร้ค่าใน [เสินกวง] ของเราไม่ได้ แต่ก็อย่าโวยวายล่ะ
ขายหน้าตายเลย”
เจียงผิงอันเห็นคนเหล่านี้เงียบไปเมื่อพูดถึงเขา ก็สัมผัสได้ว่า
บรรยากาศดูผิดปกติ เขาอยู่มาสองร้อยปีกว่า แม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่
ในการฝึกฝน ก็ยังเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เขากุมกำปั้นกล่าวกับเฉียนอู่ “ผู้อาวุโส ข้าขอตัวไปดูแลร้าน
ของปรมาจารย์เซียนหวังก่อน ไม่ขอรบกวนต่อไป หวังว่าภายหน้าผู้
อาวุโสทุกท่านจะดูแลศิษย์พี่หญิงด้วย”
“ภายหน้าเรียกข้าศิษย์พี่หญิงก็ได้” เฉียนอู่ยิ้มรับอย่างสุภาพ
เด็กนี่สำเหนียกตัวดี รู้สถานะของตน มิเอาตัวมาเบียดเข้าแวดวง
ที่มิใช่ของตัว
“รีบร้อนไปไย สำรวจรอบสำนักศึกษาดี ๆ ก่อนสิ” เหมียวเสียรั้ง
เจียงผิงอันไว้ไม่ยอมปล่อย
“ศิษย์พี่หญิง ติดตามเซียนอย่างพวกเจ้า ข้าต้องเผชิญแรง
กดดันมากนัก ศิษย์พี่หญิงทำความคุ้นชินกับสำนักศึกษาชางจือ
ก่อนเถิด ไว้ค่อยพาข้าไปที่สนุก ๆ ภายหลังนะ”
เจียงผิงอันยิ้มให้ แล้วหันกายเหินจาก
เหมียวเสียยังคิดหยุดเจียงผิงอันไว้ แต่ก็ถูกเฉียนอู่รั้งตัว “ศิษย์
น้องหญิง ข้าจะพาเจ้าไปหายอดฝีมือสูงสุดของเรา [เสินกวง] เจ้าเพิ่ง
บรรลุเซียน มีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย ศิษย์พี่อย่างเราชี้แนะเจ้าได้นะ”
ยามเหมียวเสียผู้นี้เห็นยอดฝีมือเลิศล ้ามากพอ นางจะรู้เองว่า
เจียงผิงอันผู้นี้ไร้ค่า แล้วนางจะได้หาเหตุผลขับเจียงผิงอันออกจาก
[เสินกวง] ได้
เจียงผิงอันรู้ว่าตนมิใช่คนในแวดวงเดียวกันกับคนเหล่านี้ และไม่
คิดยึดติดกับความสัมพันธ์ การจะสานสัมพันธ์ เขาต้องสามารถพอ
ก่อน และในสถานะปัจจุบัน กระทั่งผู้ฝึกตนทั่วไปยังไม่เหลียวแลเขา
นักเลย
เขาตามแผนที่ในป้ายเทวะมายังร้านของ [เซียนหวังต้ง]
เมื่ออ่านแผนที่ เขาก็ได้รู้ถึงขนาดของสำนักศึกษาชางจือ หาก
เขาคิดเหินชมรอบสำนักศึกษาชางจือก็น่าจะใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมภพบริวารอีกเป็นสิบ ๆ แห่งด้วยซ ้า
ในสำนักศึกษาชางจือ ปกติแล้วจะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย มีค่าย
กลตั้งกระจายอยู่เป็นจุด ๆ
ร้านของเซียนหวังต้งอยู่ใกล้ทางเข้าภพขนาดใหญ่ชื่อภพปีศาจ
ทำเลโดดเด่นยิ่ง เจียงผิงอันเพิ่งมาถึงก็เห็นอาคารขนาดย่อมสูงหก
ชั้นแล้ว
เหนือประตูอาคารหลังน้อยมีป้ายสีทอง สลักอักษรสีดำขนาด
ใหญ่ไว้บนนั้น
[ร้านเซียนหวังต้ง]
เมื่อเห็นชื่อร้าน เจียงผิงอันก็จังงังไปชั่วขณะ
ประเสริฐ ตั้งชื่อได้ตรงเอาเรื่องเลย
เขามองซ้ายมองขวา รอบข้างมีร้านรวงมากมาย แต่ร้านนี้ว่าง
โหวงร้างคน
เจียงผิงอันเดินเข้าไปในร้าน ร้านขนาดใหญ่นี้รกร้าง มีเพียงผู้
ฝึกตนหญิงนางหนึ่งถือหนังสือหัวเราะคิกคัก
เจียงผิงอันชำเลืองปกหนังสืออย่างฉงนใจ อยากเห็นว่าวรยุทธ์
ระดับสูงใดทำนางตื่นเต้นได้เพียงนี้
แล้วเจียงผิงอันก็คลับคล้ายเห็นอะไรอย่าง ‘อลเวงรักราชันเซียน
อหังการ…’
เจียงผิงอันพลันนึกถึงหนึ่งบุคคล เสี่ยวไป๋ แม่หนูนี่ก็ชอบอ่าน
หนังสือพรรค์นี้
“อะแฮ่ม!”
เจียงผิงอันกระแอมแห้ง ๆ เป็นสัญญาณว่ามีคนมา
ผู้ฝึกตนหญิงผู้นั้นกล่าวโดยไม่เงยหน้า “ถ้าอยากได้อาวุธวิเศษ
ก็ไปหยิบเอาเองเลย แล้วมาคิดเงินทีหลังนะ… ฮ่า ๆ”
ว่าพลาง ผู้ฝึกตนหญิงก็กุมท้องฮาตัวโยก เริ่มทุบโต๊ะระบายขำ
เจียงผิงอัน “…”
เหมือนเขาจะรู้แล้วว่าทำไมร้านนี้จึงร้างนัก
รับแขกแบบนี้ ใครจะมาซื้อของเล่า
เจียงผิงอันปริปากกล่าว “ข้าได้รับการแนะนำจากผู้อาวุโสหวังให้
มาเป็นผู้ดูแลร้าน”
“หือ? ตาเฒ่านั่นมีเงินเหลือใช้เหลือจ่ายหรือไร ร้านห่วย ๆ พรรค์
นี้จะมีผู้ดูแลอะไรได้”
ผู้ฝึกตนหญิงเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากแดงซี่ฟันขาว ที่หางตามีไฝ
จุดหนึ่ง สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวเขียว ผูกผ้ายาวสีเขียวไว้ที่เอว
“ข้าแนะนำให้เจ้ารีบหางานอื่นเถอะ เจ้าขายอะไรไม่ได้เยอะแยะ
หรอก ค่าผลงานไม่เยอะหรอกนะ”
นางพูดขณะที่ตายังไม่ละจากหนังสือบนโต๊ะ
เจียงผิงอันพูดตรง ๆ “เจ้ารับแขกเช่นนี้ ย่อมไม่มีคนมาอยู่แล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ หวังอิงก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที “ยังมาโทษข้าอีก เรื่อง
นี้เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ ร้านเราต่างหากที่ไม่ได้เรื่อง”
นางชี้ไปข้างนอก “ร้านโอสถทางซ้ายเปิดอยู่ที่นี่แปดพันกว่าปี
เบื้องหลังมันก็มีหอเลิศโอสถของตระกูลพั่ง รับประกันคุณภาพโอสถ
ได้”
“ร้านศาสตราทางขวานั่น แม้จะเปิดมาไม่นาน แต่ก็มีปรมาจารย์
เซียนนักหลอมหนุนหลัง ดูแลรักษาอาวุธโดยไม่คิดเงินได้สามหน
เปลี่ยนใหม่ไม่คิดเงินได้สามปี”
“ดูร้านตรงหน้าเจ้านั่น แม้จะเป็นร้านของชำเหมือนกัน พวกเขา
ก็ขายทุกอย่าง คุณภาพของย ่าแย่ แต่อีกฝ่ายกดราคาได้สุดจะต ่า มี
ผู้ฝึกตนไร้ทรัพย์มากมายไปซื้อหา”
“สุดท้ายก็มองร้านเรานี่ ของที่นี่ดีสู้ร้านซ้ายขวามิได้ ถูกมิอาจสู้
ร้านตรงหน้าด้วย เจ้าว่าเราจะขายอะไรได้?”
หวังอิงโยนป้ายหยกบันทึกข้อความให้เจียงผิงอัน “หากเจ้าขาย
ได้ กำไรจากการขายเจ้าเอาไปหมดได้เลย อย่ากวนข้า ข้าจะอ่าน
หนังสือ”
พูดจบ นางก็ก้มลงหัวเราะคิกคักกับหนังสือต่อ
เจียงผิงอันเงียบไป
เทียบกันเช่นนี้ ร้านนี้ก็ไร้จุดเด่น เทียบคุณภาพสินค้าตลาดบน
มิได้ กดราคาสู้ของตลาดล่างก็ไม่ไหว
ทำกำไรในร้านนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
ตลอดสิบปีที่เขารอศิษย์พี่หญิงเหมียวเสีย เขาใช้เวลาทุกวัน
เคี่ยวกรำฝึกฝน ผลึกเซียนถูกใช้ไปหมดเกลี้ยง ยามนี้ต้องการเติม
ผลึกเซียนอย่างเร่งด่วน
ทั้งการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์และค่ายกลกาลเวลาล้วนต้องใช้
ผลึกเซียนมหาศาล เขายังมีสามร่าง การใช้จ่ายย่อมทวีคูณทะลวงฟ้า
เมื่อหวนมองอาวุธวิเศษซึ่งจัดแสดงในร้าน เจียงผิงอันพลันเกิด
ความคิดบรรเจิด
เขาศึกษา ‘วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์’ เป็นเวลาร้อยห้าสิบปีใน
ค่ายกลกาลเวลา พอบรรลุได้นิดหน่อย แต่ขาดอาวุธมาเพิ่มความ
ชำนาญ
ที่นี่มีอาวุธวิเศษมากมายที่เขาสามารถฝึกฝนพลางขายทำเงินได้
จากข้อมูลที่สตรีผู้นี้ให้มา เจียงผิงอันก็พบส่วนระบุราคาซื้อและ
ราคาขายแนะนำของอาวุธวิเศษในร้าน
เขาเลือกอาวุธวิเศษขั้นกลางระดับเขตแดนมาสิบชิ้น นำขึ้นชั้น
บน แล้วใส่ไว้ในโลกใบน้อยของตน
ในโลกใบน้อยของเขา อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์ของเจียงผิงอัน
วางกระบี่ยาวเล่มหนึ่งตรงหน้าตน
“กระบี่เล่มนี้เป็นธาตุไฟ ต้องใช้อักขระเซียนเหล่านี้”
เจียงผิงอันยกนิ้ว เริ่มวาดอักขระเซียนกลางอากาศ อักขระเซียน
สีแดงเพลิงตัวแล้วตัวเล่าปรากฏบนสุญตา รายล้อมรอบตัวเขา เพิ่ม
ความลึกลับให้เขาอีกนิด
หนึ่งวันต่อมา อักขระเซียนก็ถูกวาดเสร็จสิ้น พวกมันล้อมเป็น
วงกลม กระบี่ยาวถูกส่งเข้าสู่ใจกลาง แล้วอักขระบนกระบี่ยาวก็ขยับ
ตัว เรืองรัศมีเจิดจรัส แล้วอักขระเซียนที่เจียงผิงอันวาดก็เข้าประสาน
กฎเกณฑ์เคลื่อนโคจร
ครึ่งวันต่อมา อักขระทั้งหลายก็ประกอบตัวบนกระบี่ยาวอีกครั้ง
กระบี่ยาวเล่มนี้เรืองรองโชติช่วง ขยับระดับขึ้นเป็นกระบี่ยาวขั้นปลาย
ระดับเขตแดน
“เฮ้อ ใช้เวลาวันครึ่ง ยังควบคุมให้อยู่ในวันเดียวไม่ได้เลย” เจียง
ผิงอันถอนใจอย่างอับจน
อวิ๋นเหยา “…”
เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่อวดฤทธิ์อยู่หรือไร?
พัฒนากระบี่ขั้นกลางระดับเขตแดนสู่ขั้นปลายได้ในเวลาเพียง
วันครึ่ง ยังจะมาเกี่ยงงอนว่าตนใช้เวลาเยอะอีก!
พรสวรรค์ชวนขนหัวลุกเช่นนี้เพียงพอให้ปรมาจารย์นักหลอม
อาวุธทั้งหลายอายจนมุดหนีเข้าเตาหลอมกันได้แล้ว
ต้องทราบว่าเจียงผิงอันเพิ่งเรียนวิชานี้ไม่ถึง ‘ร้อยห้าสิบปี’
เท่านั้น
หลังเจียงผิงอันรำพึงจบ เขาก็เสริมแกร่งอาวุธวิเศษชิ้นต่อไป
กว่าจะพัฒนาระดับอาวุธวิเศษทั้งสิบได้ เขาใช้เวลาทั้งสิ้นสิบห้า
วัน อาวุธวิเศษรูปแบบพลองด้ามหนึ่งพังไประหว่างเสริมพลังเพราะ
วัตถุดิบของมันระดับต ่าเกินไป ขณะที่อักขระเซียนที่ใช้เสริมพลัง
ระดับสูงเกินไปจนวัตถุดิบรับไม่ไหว
เจียงผิงอันทำได้เพียงควักกระเป๋าตัวเองออกมาจ่ายชดใช้
ยังไม่ทันได้เงินก็เสียผลึกเซียนไปห้าหมื่น เมื่อรวมกับหมื่นผลึก
เซียนที่เสียไปจากการวาดอักขระเซียน ก็ใช้ไปทั้งสิ้นหกหมื่นผลึก
เซียน
ที่หน้าโต๊ะบนชั้นแรก ในที่สุดหวังอิงก็อ่าน ‘อลเวงรักราชันเซียน
อหังการ’ จบเล่ม และเมื่ออ่านถึงตอนอวสาน นางก็ซึ้งจนหลั่งน ้าตา
ทันใดนั้น นางก็ฉุกนึกอะไรขึ้นได้
“เอ จำได้ว่ามีลูกจ้างใหม่คนหนึ่งนี่นา เขาหายไปไหนแล้ว คง
มิใช่เชิดอาวุธวิเศษหนีไปแล้วกระมัง?”
หวังอิงเช็ดน ้าตา ส่งจิตสัมผัสขึ้นสู่ชั้นบน และเห็นว่าอีกฝ่าย
กำลังนั่งอยู่บนชั้นหก
“เฮ้ เจ้านี่ยอมรับชะตาไวจริงนะ ผู้ดูแลคนก่อนยังทนทู่ซี้ ขายของ
อย่างแข็งขันได้หลายวัน แต่เจ้านี่ขึ้นไปนั่งข้างบนไม่สนอะไรแล้ว”
เจียงผิงอันลืมตาขึ้น “ขายของอยู่ต่างหาก”
หวังอิงกลอกตา “จับกระเรียนเซียนบนชั้นวางของก็ไร้ประโยชน์
เปล่า จบเดือนนี้ก็รับผลึกเซียนแล้วรีบไปเสีย ที่นี่ไม่มีอนาคตหรอก
ข้าจะเกลี้ยกล่อมตาเฒ่าให้ขายร้านเดือนหน้าอยู่แล้ว”
เจียงผิงอันไม่พูดอะไร เดินลงจากชั้นบน
ที่นี่มิขาดอาวุธวิเศษ ขึ้นกับจะทำเช่นไรเพื่อดึงดูดลูกค้าต่างหาก