สู่วิถีอมตะ - บทที่ 744 จากจร คะแนนเรียน
คำว่า ‘ไสหัวไป’ สะท้อนในตำหนัก ปวงชนคลับคล้ายถูกตรึงนิ่ง
ค้างกับที่
ผู้บัญชาการเป็นเซียนสวรรค์ มีอำนาจส่วนตน ผู้มาใหม่ควรค่า
ตั้งคำถามการตัดสินใจของเขาแล้วหรือ?
เจียงผิงอันซึ่งยืนเฉยมาแต่แรกพลันก้มหน้าลงพูด “ศิษย์พี่หญิง
ไปกัน”
หากอยู่ที่นี่แล้วต้องถูกเหยียดหยาม ก็อย่าได้อยู่ต่อ สำนักศึกษา
ชางจือมิได้มีเพียง [เสินกวง] คณะเดียว
“ข้าพยายามตั้งนาน กว่าจะฆ่าสัตว์ร้ายจักรวาลได้ก็เจออันตราย
มาหลายหน ทำไมรากฐานส่วนของข้าจึงไม่ได้!” เหมียวเสียไม่เต็มใจ
ต่อให้ต้องไป ก็ต้องได้สิ่งที่เป็นของนางมาด้วยสิ
เจียงผิงอันกอดเอวบางของเหมียวเสีย ออกแรงดึงไปด้วยกัน
“ศิษย์พี่หญิง ที่นี่มิใช่สำนักเซียนอวี่หวงของเรานะ โลกภายนอกเป็น
เช่นนี้แหละ”
ศิษย์พี่หญิงอาศัยในรั้วสำนักเซียนอวี่หวงมาตลอด มิเคยออก
สัญจรโลกหล้า โลกามิเคยมีเหตุผล ผู้แข็งแกร่งตัดสินทุกสิ่งมาแต่
ไหนแต่ไร
“สิ่งที่เป็นของข้า ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องได้คืนมา!” หลังเหมียวเสียทิ้ง
ข้อความนี้ไว้อย่างไม่เต็มใจ นางก็ถูกเจียงผิงอันลากตัวจากไป
เฉียนอู่มองคนทั้งสองจรจาก ในใจอารมณ์ดียิ่ง แต่ยังพูดกับ
บุคคลด้านในตำหนักด้วยสีหน้าเช่นคนมีชนักติดหลังว่า
“ใต้เท้าผู้บัญชาการ เหมียวเสียมากสามารถยิ่ง เพิ่มความ
แข็งแกร่งของเราเสินกวงได้ ไฉนท่านจึงไล่นางไปล่ะเจ้าคะ”
น ้าเสียงของผู้บัญชาการแปรเปลี่ยนสู่นุ่มนวล “ใครบ้างใน
เสินกวงของเราไม่มากสามารถ? คนที่ไม่สนใจภาพรวมเช่นนี้ เก็บไว้
ก็เปล่าประโยชน์ รากฐานสัตว์ร้ายจักรวาลชิ้นนั้นให้เทียนอวี่ไป
กลับกัน ให้เทียนอวี่เติบโตมาแล้วอุทิศตนเพื่อเสินกวงของเรา ดีที่สุด
แล้ว”
“ขอบคุณใต้เท้าผู้บัญชาการ!”
เฉียนอู่สะเทือนใจยิ่ง ผู้บัญชาการขับเหมียวเสียผู้บรรลุเซียน
ก่อนอายุครบร้อยออกจากคณะเพื่อบุตรชายนาง ทำให้เฉียนอู่รู้สึก
ถูกเอาใจใส่อย่างยิ่ง และยามนี้อยากอุทิศตนให้เสินกวงอย่างเต็มที่
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่คณะเสินกวงขับเหมียวเสียออก เพราะมัน
จะยิ่งกระตุ้นความภักดีของเฉียนอู่ต่อเสินกวง
แค่เหมียวเสียคนเดียว ไม่มีผลอะไรกับพวกเขาเสินกวงเลย ส่วน
เจียงผิงอันผู้นั้น จะให้มองยังมิควรค่า
ผู้กล้าตั้งคำถามกับเขาเช่นนั้นต้องถูกขับออก อำนาจของเขา
ห้ามถูกล่วงล ้า
งานเลี้ยงดำเนินต่อ ปวงชนชนแก้วสังสรรค์ เสวนารื่นเริงราวไม่มี
อะไรเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน เหมียวเสียเดินพลางด่าพลาง
“สารเลวสมควรตายพวกนี้! เหตุใดมาขโมยส่วนแบ่งข้า! ข้าช่วย
พวกเขาแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้อะไร เรื่องน่าหงุดหงิดที่สุดคือสาร
เลวพวกนั้นไล่เราออกทันที! ไม่ให้ค่ากันเลยสินะ?”
เจียงผิงอันที่ข้างกายนางกล่าวขึ้น “ศิษย์พี่หญิง เจ้าเป็นเซียน
มนุษย์แล้ว ต้องขัดเกลาบุคลิกให้สมเป็นเซียนสิ อย่าฮึ่มแฮ่นักเลย”
“รากฐานของเจ้าโดนปล้นนะ ไม่โกรธหรือไร?”
เหมียวเสียรู้สึกชอบกลว่าเจียงผิงอันสุขุมเกินไป
“ต้องโกรธอยู่แล้ว แต่โมโหโทโสไปได้อะไร แค่ยอดฝีมือ
‘ขอบเขตเซียนมนุษย์’ พวกเขายังมีตั้งหลายสิบ มิต้องพูดถึงเซียน
สวรรค์”
เจียงผิงอันเข้าใจโลกหล้าชัดเจน ต่อหน้าคณะยอดฝีมือระดับนั้น
เขาไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเกิดโทสะด้วยซ ้า
“เฮ้อ หากข้าฉวยรากฐานเทพโบราณอันสมบูรณ์นั่นได้คงดีสิ
มันจะดีกว่าเศษรากฐานสัตว์ร้ายจักรวาลนั่นเยอะแยะเลย”
เหมียวเสียนึกถึงรากฐานเทพโบราณที่เคยพบในจุลภพเทพ
โบราณแล้วอดรำพึงมิได้
เทพโบราณกลืนกินพลังของโลกใบน้อยทั้งใบ รากฐานที่เกิด
ต้องแข็งแกร่งสุดขั้วแน่แท้ เทียบกับรากฐานเซียนสวรรค์ยังได้ พอ
เทียบกับรากฐานสัตว์ร้ายจักรวาลแล้ว อย่างหลังเล็กจ้อยสิ้นดี
น่าเสียดายที่รากฐานเทพโบราณหนีไปได้
เจียงผิงอันเห็นสีหน้าเจ็บใจของเหมียวเสีย ก็พูดขึ้นมา “รากฐาน
เทพโบราณอยู่กับข้าแล้ว”
“อืม เช่นนั้นก็ดี… อะไรนะ! เจ้าว่าอะไรนะ!”
เหมียวเสียพลันขึ้นเสียงโวย ดวงตาเบิกกว้าง คนผ่านไปมาสะดุ้ง
โหยง
เหมียวเสียคว้าเจียงผิงอัน ไหวกายเข้าป่าอันห่างไกลจากที่เดิม
หมื่นลี้ เนินอกมหึมาสะท้านรุนแรง “เจ้าบื้อ เจ้า… พูดจริงหรือ?”
เจียงผิงอันพยักหน้า “มันอยู่กับข้า เจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงให้ข้ากับ
มือ”
แล้วเขาก็เล่าเรื่องที่เกิดในจุลภพเทพโบราณให้นางฟัง
“มิน่าเล่า! ฮ่า ๆ มิน่าเจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงถึงเกลียดแค้นเจ้านัก! ฮ่า
ๆ!” เหมียวเสียพูดปนหัวเราะเหมือนคนบ้า
รากฐานเทพโบราณที่หายไป ปรากฏว่าอยู่ในมือเจียงผิงอัน!
เจ้าบื้อตัวเหม็นนี่โชคดีชะมัดเลย
“รากฐานสัตว์ร้ายจักรวาลโหลยโท่ยอะไร ไม่อยู่ในสายตาแม่
หรอกย่ะ… แต่ถึงเช่นนั้น ข้าก็ให้คณะเสินกวงไปเปล่า ๆ ไม่ได้
แข็งแกร่งขึ้นยามใด ข้าจะต้องให้สารเลวโขยงนั้นชดใช้!”
ในที่สุดเหมียวเสียก็อารมณ์ดีขึ้น แต่ความแค้นนี้จดจำไว้แล้ว
เรื่องอะไรนางต้องทุ่มเทมากมาย มิเพียงสิ่งที่สมควรได้มิอาจถึงมือ
นางยังถูกขับออกด้วย นางไม่ยอมหรอกนะ
เหมียวเสียผ่อนลมหายใจยาว สะกดความเคืองแค้นในใจ ปรับ
น ้าเสียงสู่ปกติ “เจ้าบื้อ เจ้าจะทะลวงขอบเขตแล้ว ยังขาดผลึกเซียน
อีกแค่ไหน จำนวนผลึกเซียนที่เจ้าต้องใช้ทะลวงขอบเขตต้องชวนขน
ลุกมากแน่ ๆ”
นางเห็นแล้วว่าเจียงผิงอันเจียนทะลวงขอบเขตเต็มที
“ผลึกเซียนไม่ขาดแล้ว หาที่ทะลวงขอบเขตได้เลย”
ไม่นานมานี้ เจียงผิงอันเพิ่งได้ผลึกเซียนมาหนึ่งล้าน เพียงพอ
ทะลวงขอบเขตได้
“หากผลึกเซียนไม่ขาด ก็ไปทะลวงขอบเขตที่ ‘โถงบรรลุเต๋า’ บน
เขาไท่ชูสิ ข้าได้ยินคนพูดอยู่ว่าเขาไท่ชูมีพลังรากฐานอันเก่าแก่ที่สุด
การบรรลุขอบเขตที่นั่นจะเพิ่มโอกาสสำเร็จ สร้างผลรากฐานที่ดีขึ้น
ได้
เหมียวเสียกอดแขนเจียงผิงอัน ไปยังเขาไท่ชู
เขาไท่ชู หนึ่งในพื้นที่ฝึกฝนอันล ้าค่าซึ่งลือนามสูงสุดของสำนัก
ศึกษาชางจือ คณะศึกษามากมายจึงมาตั้งที่มั่นกัน ณ ตีนเขาไท่ชู
ผู้ฝึกตนระดับเซียนมากมายมาทำความเข้าใจกฎเต๋าเซียนกัน
ที่นี่
บนเขาไท่ชูมีสถานที่ฝึกฝนอย่างโถงบรรลุเต๋าอยู่มากมาย ยอด
ฝีมือสูงสุดของสำนักศึกษาชางจือสร้างแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อการฝึกฝน
ไว้ตามอำนาจรากฐานของเขาไท่ชู ผู้ฝึกตนมากมายที่กำลังจะบรรลุ
ขอบเขตสามารถเข้าโถงบรรลุเต๋าเพื่อเพิ่มโอกาสทะลวงขอบเขตได้
ขณะเดินขึ้นเขาไท่ชู ศิลาทุกก่อนบนเขาไท่ชูล้วนบรรจุปราณ
เซียนแข็งแกร่งยิ่ง หากมิใช่ที่นี่มีคนอยู่เยอะแยะ เจียงผิงอันคงอยาก
เก็บหินเหล่านี้กลับภพแร้นแค้นไปด้วย
อำนาจรากฐานรายล้อมพลุ่งพล่าน เจียงผิงอันมิอาจกลั้น
ความรู้สึกอยากทะลวงขอบเขตได้
เมื่อเข้ามาในโถงบรรลุเต๋า เจียงผิงอันก็กล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล
“ข้าอยากได้ห้องฝึกฝนสักห้อง”
“โปรดแสดงป้ายเทวะเพื่อลงนามและจ่ายหมื่นผลึกเซียนด้วย”
เจ้าหน้าที่หญิงกล่าวยิ้ม ๆ
เจียงผิงอันส่งป้ายเทวะให้นาง
เจ้าหน้าที่หญิงวางป้ายเทวะลงบนแท่นค่ายกล มองคะแนนเรียน
ของเจียงผิงอันแล้วส่งป้ายเทวะคืน “ขออภัยด้วย เจ้าเข้าไปมิได้ เจ้า
ไม่มีคะแนนเรียน ใช้สถานที่ฝึกฝนไม่ได้นะ”
เหมียวเสียตบหน้าผากตัวเอง จำได้ขึ้นมาเฉียบพลัน “ลืมเรื่องนี้
ไปสนิทเลย เจ้ายังไม่มีคะแนนเรียน!”
“คะแนนเรียน?”
จิตสัมผัสของเจียงผิงอันเข้าไปตรวจหาข้อมูลของคะแนนเรียน
ในป้ายเทวะ
คะแนนเรียนเป็นแต้มพิเศษของสำนักศึกษาชางจือ สะสมได้โดย
ทำภารกิจสำนัก เข้ารับบทเรียน เข้าร่วมกิจกรรมของสำนักและอื่น ๆ
สถานที่ฝึกฝนของสำนักชางจือล้วนต้องใช้คะแนนเรียน สถานที่
ฝึกฝนบางแห่งต้องสะสมคะแนนเรียนไว้มหาศาลกว่าจะเข้าได้
ปกติแล้ว การเข้าฟังบทเรียนของปรมาจารย์เซียนหนึ่งหนได้
หนึ่งคะแนนเรียน ขณะที่จะเข้าโถงบรรลุเต๋าต้องใช้พันคะแนนเรียน
และยังต้องจ่ายผลึกเซียนด้วย
“หากจะรีบเข้า ก็ซื้อคะแนนเรียนได้นะ สิบผลึกเซียนได้หนึ่ง
คะแนนเรียน” เจ้าหน้าที่หญิงกล่าวยิ้ม ๆ
หากจะเข้าห้องฝึกฝนในโถงบรรลุเต๋า ต้องจ่ายผลึกเซียนเพิ่มอีก
หมื่นชิ้น เป็นเงินจำนวนมาก ผู้ฝึกตนในขอบเขตนี้ซึ่งหนึ่งวันกิน
โอสถราคาแค่ไม่กี่ผลึกเซียนฟังแล้วย่อมหนาวสะท้านทุกราย
“ได้ ซื้อคะแนนเรียนให้เขาพันแต้ม”
ขณะที่เหมียวเสียกำลังจะควักเงินจ่าย เจียงผิงอันก็หยุดนางไว้
“ไม่ต้องซื้อ”
สำหรับเจียงผิงอันผู้มีทรัพย์สินหลักล้าน เงินจำนวนนี้ดูไม่
มากมาย แต่เขาไม่อยากจ่าย
เขาเติบโตมากับความยากแค้น หากประหยัดเงินได้ก็ไม่อยาก
จ่าย
“อย่าตระหนี่ไปเลย ข้าแนะนำให้เจ้าเคลื่อนขอบเขตก่อน จะได้
หาคะแนนเรียนได้เร็วขึ้นนะ” เหมียวเสียว่า
“มิใช่เรื่องหาคะแนนเรียนหรอก ข้าเพิ่งเห็นในป้ายเทวะว่า
สามารถเข้าท้าทาย ‘สมรภูมิศักดิ์สิทธิ์’ ได้ ขอเพียงเอาชนะผู้ฝึกตน
ในระดับเดียวกันร้อยนามแรกได้ ก็จะสามารถเข้าสถานที่ฝึกฝนต่าง
ๆ ได้สามร้อยปีไม่คิดมูลค่า มิเพียงไม่ต้องใช้คะแนนเรียน ยังไม่ต้อง
จ่ายผลึกเซียนด้วยนะ”
เจียงผิงอันพูดสิ่งที่คิด นี่จะช่วยเขาประหยัดทรัพยากรและเวลา
หาคะแนนเรียนไปได้เยอะเลย
สถานที่ฝึกฝนระดับสูงหลายแห่งต้องจ่ายคะแนนเรียนและผลึก
เซียนมากมาย คนทั่วไปมิอาจเข้าได้ เหมือนเช่น ‘วิหารเทพชางจือ’
ที่มวลเซียนถวิลหา เซียนทั่วไปยังยากเข้าฝึกฝน
แต่ขอเพียงเอาชนะผู้ฝึกตนร้อยอันดับแรกได้ ก็จะสามารถเข้า
ไปฝึกฝนที่นั่นได้สามร้อยปี
“พรืด!”
เหมียวเสียไม่ทันได้พูด เจ้าหน้าที่ก็หลุดหัวเราะ กล่าวเตือนอย่าง
หวังดี “ศิษย์ท่านนี้ เจ้าอาจอ่านกฎไม่กระจ่างก็ได้นะ ร้อยอันดับแรกที่
ต้องพิชิตนั่นหมายถึงอันดับตราบประวัติศาสตร์ของสำนักชางจือเลย
นะ”
“ยกตัวอย่างง่ายที่สุด บุคคลอันดับหนึ่งของรุ่นนี้ในขอบเขตเจ้า
ยังติดร้อยอันดับแรกมิได้เลย ร้อยอันดับแรกของแต่ละขอบเขตไม่
เขยื้อนกันมานานแล้ว”
“อัจฉริยะแต่ละคนที่ติดอันดับในทำเนียบอันดับชางจือ ขอเพียง
ไม่ตกตาย ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ในชั่วกาลสมัยหนึ่ง”
“ขอบคุณที่เตือน ข้าจดจำไว้แล้ว”
หลังจากเจียงผิงอันกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ ก็กล่าวกับเหมียว
เสียว่า “ศิษย์พี่หญิง ‘สมรภูมิศักดิ์สิทธิ์’ อยู่ไม่ห่างจากที่นี่นัก ไปกัน
หรือไม่?”
“แน่นอน ข้าต้องอยู่เห็นเจ้าบนทำเนียบ เป็นใหญ่ในโลกาสิ! แต่
ก็เถอะนะ การติดอันดับไม่ง่ายเลย”
หากว่าด้วยความรู้สึก เหมียวเสียก็อยากให้เจียงผิงอันติดอันดับ
แต่หากเสวนาด้วยเหตุผล นางก็รู้ว่าการติดอันดับนั้นยากเย็น ไม่สิ
แสนเข็ญเลยล่ะ
สำนักศึกษาชางจือรวบรวมสุดยอดผู้ฝึกตนจากสารพัดแดนดิน
ทั่วหนึ่งในสี่กิ่งใหญ่ ‘ชางจือ’ แห่งภพเซียน ตราบกาลนานมา มีผู้ฝึก
ตนไร้เทียมทานมากมายเรืองฤทธิ์เป็นใหญ่ในหล้า
กล่าวได้ว่าทำเนียบอันดับนี้คือรายนามอัจฉริยะตราบ
ประวัติการณ์ของภพเซียน ปวงชนล้วนมีตำนานของตน หรือก็คือ
หนึ่งยุคสมัยของพวกเขาเอง
แต่หากพาตนไปติดอันดับได้ ก็มิได้หมายความว่าวงศ์ตระกูลจะ
รุ่งเรืองเจิดจรัส บรรพชนนั่งขนาบข้าง บิดาคุกเข่าชงชารินน ้าให้เช่น
ผู้น้อยแต่อย่างใด
ขณะมองเจียงผิงอันและเหมียวเสียออกเดินทางสู่ ‘สมรภูมิ
ศักดิ์สิทธิ์’ เจ้าหน้าที่โถงบรรลุเต๋าก็ส่ายหัวยิ้ม ๆ
ไม่รู้ว่าชายผู้นี้คิดง่ายหรืออวดดี แต่ก็กล้าไปท้าทายจริง ๆ
เดี๋ยวพวกเขาก็สะบักสะบอมสิ้นท่ากลับมา ตระหนักสัจธรรม
กันเองแหละ
ยามผู้ฝึกตนที่ผ่านไปมาได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ พวกเขาล้วน
เมินมันไปยิ้ม ๆ ไม่ต่างกัน
ทุกปีก็มีหน้าใหม่ลำพองตนเช่นนี้ คิดว่าตนเลิศล ้าเหนือใครใน
ขอบเขต เลยจะมาแผลงฤทธิ์ในสำนักศึกษาชางจือ
แต่ก็เช่นที่ทราบทั่วกัน คนเหล่านี้เป็นเพียงขั้นบันไดให้เหล่าสุด
ยอดฝีมือที่แท้จริงเหยียบย ่า เพื่อให้ตัวตนระดับยุคสมัยเหล่านั้น
สัญจรสู่จุดที่สูงยิ่งกว่าได้เท่านั้น