สู่วิถีอมตะ - บทที่ 753 ขั้นกลางระดับเขตแดน
แม้เจียงผิงอันผู้นี้จะเป็นเซียนมิได้ สายเลือดของเขาก็ยังอยู่
ไม่ว่าจะเป็นร่างอันมีพลังกลืนกิน ร่างศึกและร่างมโหฬารนั่น แต่
ละร่างล้วนเพียงพอทิ้งนามบนป้ายศิลาทั้งสิ้น
และพลังนี้สืบทอดกันได้
กระทั่งเซียนสวรรค์ยังชอบใจสายเลือดของเจียงผิงอัน และอยาก
ให้บุตรหลานสตรีระดับเซียนกับเจียงผิงอันร้อยคน
ขอเพียงสายเลือดของเจียงผิงอันมีการสืบทอด อีกไม่กี่สิบปีก็จะ
ปรากฏอัจฉริยะคนใหม่ และอีกไม่กี่ร้อยปีก็จะปรากฏเซียน
เซียนสวรรค์ข้าง ๆ เขาพูดขัด “มาอยู่ตระกูลข้าดีกว่า ตระกูลข้า
ให้สตรีระดับเซียนกับเจ้าได้ร้อยห้าสิบคน ยืดอายุขัยเจ้าได้อย่างเต็ม
สามารถ เจ้าก็แค่ต้องผลิตลูกวันละสิบหนเอง”
เดิมที เหมียวเสียยังเกรงเซียนทั้งสองอยู่นิดหน่อย แต่พอได้ยิน
เช่นนี้ นางก็ตะโกนขึ้นอย่างร้อนใจทันที “ไม่ได้ เจ้าบื้อมีข้าแล้ว!”
แม้เจียงผิงอันจะมิอาจเป็นเซียน นางก็มิรังเกียจเขา และไม่อยาก
แบ่งเจียงผิงอันกับสตรีอื่น
เจียงผิงอันผงะไป สตรีระดับเซียนคนเดียวก็น่ากลัวพอแล้ว นี่มา
เป็นร้อย จะให้เขาตายคาเตียงหรือไร?
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ข้าขออภัยด้วยจริง ๆ ขอรับ แต่ข้ายังต้อง
ฝึกฝน มิอาจใช้เวลากับเรื่องเช่นนี้ขอรับ”
เซียนทางซ้ายมือเกลี้ยกล่อม “หากพูดถนอมน ้าใจหน่อย ชีวิต
เจ้าก็ถูกกำหนดแล้ว มิอาจบรรลุเป็นเซียนได้ ไฉนไม่สำราญกับชีวิต
หน่อยเล่า? ภายหน้าเจ้าจะมีภรรยาระดับเซียนคุ้มกันเจ้าเป็นร้อยเลย
นะ ยิ่งใหญ่อลังการสุด ๆ เลย”
เจียงผิงอันตอบกลับอย่างสุขุม “ผู้อาวุโส นับแต่ข้ายังไม่เริ่ม
ฝึกฝน ใครบางคนก็บอกข้าว่าไร้โอกาสเหยียบย่างบนเส้นทางสู่เซียน
แต่ข้าก็มาถึงจุดนี้ได้ ข้าไม่เคยเชื่อขอรับว่าชะตากำหนดชีวิตคน
ล่วงหน้า เส้นทางอยู่ใต้เท้าข้า ขึ้นกับว่าข้าจะเดินอย่างไร แม้มิอาจ
เป็นเซียนได้จริง ๆ ข้าก็ต้องขอเดินถึงจุดจบด้วยตนเองจึงหยุดขอรับ”
ยามมองสายตาหนักแน่นของเจียงผิงอัน เซียนทั้งสองล้วนเผยสี
หน้ายอมรับ
“มิน่า เจ้าจึงมาถึงวันนี้ได้ มุ่งมั่นดุจกระบี่คม ทะลวงอุปสรรค
ขวากหนามทั้งปวงได้”
“หากภายหน้าเจ้ามิอาจเป็นเซียน ทุกวาจาข้ายังนับนะ มารับ
ภรรยาเจ้าที่รับปากไว้ได้ทุกเมื่อ เอาป้ายเทวะมา เราจะลงทะเบียนให้
พวกเจ้าเข้าไป”
เจียงผิงอันกับเหมียวเสียโล่งอกที่เห็นว่าเซียนทั้งสองไม่ยัดเยียด
สตรีให้กันแล้ว และส่งป้ายเทวะให้ทั้งคู่
พวกเขาวางป้ายเทวะลงบนโต๊ะข้างตัว ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะ
คืนป้ายให้ทั้งสอง
“เข้าไปเถิด”
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
หลังจากเจียงผิงอันและเหมียวเสียคำนับลา พวกเขาก็เดินเข้า
ประตูวิหารอันโอ่อ่าไป
เหมียวเสียกล่าวกับเจียงผิงอัน “เจ้าห้ามไปขอผู้หญิงจากพวก
เขาเชียว ข้าจะแข็งแกร่งกว่านี้ จะอุปถัมภ์ยืดชีวิตเจ้าเอง”
เจียงผิงอันพูดอย่างจนใจ “ข้าไม่ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว การทำ
เช่นนั้นต่างอะไรกับเป็นพ่อพันธุ์ปศุสัตว์?”
“นั่นเป็นสตรีระดับเซียนร้อยคนเลยนะ เทียบกับข้าแล้วแข็งแกร่ง
กว่า อาจมีกระทั่งสตรีที่งามกว่าข้า หลอกหัวใจบุรุษให้เต้นไม่เป็นส ่า
ได้” เหมียวเสียพอใจกับคำตอบของเจียงผิงอันยิ่ง
เจียงผิงอันเม้มปาก “ชายใดหวั่นไหว ย่อมมีแต่ชายผู้ไม่เคยโดน
สตรีระดับเซียนปู้ยี่ปู้ยำมาก่อนเท่านั้นแหละ…”
“เจ้าว่าไงนะยะ!”
“ชู่”
เหมียวเสียกำลังจะโวยวาย แต่ก็ถูกเจียงผิงอันขัดไว้
เมื่อทั้งคู่เหยียบเข้าวิหารเทพ ภาพภายในก็แปรเปลี่ยนไปทันที
พวกเขาเหมือนมายังจักรวาลแห่งหนึ่ง ภาพฉายยอดฝีมือระดับ
เซียนนับไม่ถ้วนล่องลอยกลางสุญตา เรืองรองดุจดวงตะวัน กฎเซียน
นับพันพริบพราย
เหมียวเสียยกมือปิดปากอย่างตกใจ แต่ละภาพฉายล้วนแผลงกฎ
เต๋าเซียนของตน มีทั้งเซียนกระบี่ผู้บรรลุเต๋าด้วยกระบี่ เซียนดาบผู้ใช้
ดาบบรรลุเต๋า…
สารพัดวิชา สารพัดกฎเกณฑ์ล้วนประจักษ์ชัดตรงหน้า
แต่ละภาพฉายล้วนเป็นทรัพยากรล ้าค่า เป็นประโยชน์ต่อการทำ
ความเข้าใจกฎเต๋าเซียนยิ่ง
เหมียวเสียเพียงชำเลืองผ่าน ๆ เห็นสองภาพฉายบรรลุเต๋าเซียน
จำนงสัประยุทธ์ พวกเขาแผ่คลื่นพลังเต๋าเซียน จำนงศึกกล้าแกร่ง
ร้ายกาจชวนลืมหายใจ
เหมียวเสียตื่นเต้นจนหอบหายใจรุนแรง หากนางทำความเข้าใจ
เต๋าเซียนของคนทั้งสองได้ นางก็จะบรรลุเต๋าเซียนได้อย่างรวดเร็ว
อย่างน้อย ๆ ก็ไวกว่าฝึกฝนในโลกภายนอกร้อยเท่า!
เจียงผิงอันเองก็ตกใจ แม้เขาจะรู้แล้วว่าในนี้มีอะไร ยามได้เห็น
กับตาก็ยังตกใจอยู่ดี
เหมือนสามัญชนเห็นทองคำตกเกลื่อนพื้น
เจียงผิงอันมองไปรอบ ๆ เห็นภาพฉายผู้บรรลุเต๋าเซียนกลืนกิน
และพบเต๋าเซียนทำลายล้างอันบดขยี้ได้ทุกสิ่ง…
กระทั่งกฎแห่งกาลเวลาอันหายากเย็นยังมี!
มิน่าแปลกใจเลยที่สถานที่นี้จะเป็นแดนสวรรค์สำหรับการฝึกฝน
ที่ปวงชนถวิลหา
เจียงผิงอันกับเหมียวเสียชำเลืองกัน ต่างฝ่ายหยุดเหลวไหล แยก
ย้ายออกหากฎรากฐานที่ต่างคนต้องการ
เมื่อรากเซียนดูดซับกฎรากฐานได้เพียงพอ ผลรากฐานที่ให้
กำเนิดก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ เพิ่มพลังต่อสู้ได้มากกว่า
คนอื่น ๆ มีหนึ่งรากเซียน แต่เจียงผิงอันมีห้า งอกผลรากฐานได้
ห้าผล
อวตารกลืนสวรรค์ไปยังหลุมดำที่กลืนกินได้กระทั่งดวงดาว
เริ่มทำความเข้าใจมัน
ร่างศึกและเหมียวเสียมาหยุดตรงหน้าภาพฉายอันแผ่จำนงศึก
แข็งแกร่งแล้วเริ่มทำความเข้าใจ
ร่างจริงไม่ต้องมัวยุ่งยาก แค่ดูดซับรากฐานเทพโบราณกันตรง ๆ
สามร่างของเจียงผิงอันนั่งกลางสุญตา ต่างฝ่ายต่างทะลวงสู่ขั้น
กลางระดับเขตแดน
รากเซียนในกายส่ายไหว กฎเขตแดนโถมทวี สิบแปดดาราเรือง
รัศมีลึกลับรายล้อมรากเซียน
แม้จะรู้ว่าภายหน้าเขาอาจมิได้เป็นเซียน เจียงผิงอันก็ยังไม่
เดือดร้อนวู่วาม แต่ละย่างก้าวยังคงมั่นคง เส้นทางที่เขาสัญจรจะไม่
หลอกลวงเขา
ในวันที่สิบนับแต่เริ่มทะลวงขอบเขต รากเซียนทั้งห้าของเจียงผิง
อันแปรเปลี่ยนไป แต่ละรากล้วนงอกตุ่มดอก ปราณเริ่มกระเพื่อมแปร
ขึ้นลง ปลดปล่อยเขตแดนจากร่างอย่างเกินควบคุม
วันที่ยี่สิบนับแต่เริ่มทะลวงขอบเขต ตุ่มดอกงอกเป็นบุปผาน้อย
อำนาจเขตแดนจากตัวเจียงผิงอันขยายตัวสุดขั้ว
ในวันที่สามสิบ ห้าบุปผาน้อยโรยรา อำนาจเขตแดนในตัวเจียง
ผิงอันหดหายคืนความสงบ แต่วันนี้ ติ่งผลขนาดเล็กจิ๋วปรากฏขึ้น
ภายในฐานบุปผาอันเหี่ยวเฉาทั้งห้า
วันที่สี่สิบ สามร่างซึ่งสงบนิ่งพากันเรืองรัศมีเจิดจรัส กฎเกณฑ์
พริบพรายรายล้อม เรืองรองทั่วจักรวาลพร่างพราวอันมืดสลัว
เหล่าเซียนที่ฝึกฝนในวิหารสังเกตเห็นคลื่นพลังนี้ และต่างมองมา
อย่างประหลาดใจ
“คลื่นพลังยามเด็กนี่ทะลวงขอบเขตมหาศาลแท้ ใหญ่โตกว่า
ยามผู้ฝึกตนทั่วไปบรรลุขั้นปลายระดับเขตแดนอีก”
“ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่ารากฐานของเขาคุณภาพเป็นเช่นไร บาง
ทีอาจเป็นรากเซียนเก้าดาราขั้นสุดยอด หรืออาจเป็นรากเซียนกลาย
พันธุ์ก็ได้”
“บางที อาจเพราะเขาแข็งแกร่งเกินไปนี่แหละ สวรรค์เลยไม่ยอม
ให้เขาบรรลุเซียน”
กระทั่งเซียนหลายคนยังตกใจกับการทะลวงขอบเขตของเจียงผิง
อัน
นิมิตนี้คงอยู่สิบวันจึงค่อย ๆ เสื่อมสลาย ปราณของเจียงผิงอัน
คืนสู่ความสงบ บรรลุขั้นกลางระดับเขตแดนอย่างไร้อุบัติเหตุ
บนรากเซียนทุกรากในกายเขาเพิ่มผลไม้สีทองขึ้นหนึ่งผล เต็ม
ไปด้วยอำนาจกฎรากฐาน
ยามผลไม้นี้สุกงอม เขาก็จะไปถึงขั้นปลายระดับเขตแดน หลัง
กินผลไม้นี้เข้าไป ก็สามารถลองบรรลุเป็นเซียนได้
เจียงผิงอันขณะนี้ยืมอำนาจกฎรากฐานได้แล้ว พลังโจมตีของ
เขาจะทรงพลังขึ้นกว่าเก่า
แน่นอน หากยืมพลังรากฐานมากเกินไป ก็จะส่งผลต่อการ
เติบโตของผลรากฐานและการบรรลุเซียน
เจียงผิงอันวางแผนว่าจะไม่ใช้พลังรากฐานนี้เว้นเพียงสุดวิสัย
การเพิ่มพลังต่อสู้หลัก ๆ ยังต้องพึ่งวรยุทธ์
‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ ถูกฝึกฝนมาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็แค่เริ่ม
เข้าใจเพียงผิวเผิน ‘วิชาปีกเทวะ’ มีทั้งสิ้นหกขั้น เขาเพิ่งบรรลุขั้นแรก
วาดอักขระได้เพียงชั้นเดียวเท่านั้น ก่อนจะบรรลุเป็นเซียน เขาวาด
อักขระทับได้สามชั้น ความเร็วจะเป็นรองเพียงเซียนเท่านั้น
วรยุทธ์ทั้งสองนี้เรียนยากเย็น มิอาจเพิ่มพลังต่อสู้ได้มากในกาล
อันสั้น ดังนั้นก็ควรเริ่มเรียน ‘คัมภีร์ตัดชีวิต’ ที่อาจารย์ให้ไว้ได้แล้ว
วรยุทธ์เซียนนี้ชั่วร้ายยิ่ง เพิ่มพลังต่อสู้ได้โดยการฆ่า ทุกการตัด
ชีวิตจะทวีพลังต่อสู้ขึ้นนิดหน่อย
เจียงผิงอันไม่ชอบการฆ่าฟัน รู้สึกว่าวรยุทธ์นี้ไม่ค่อยเหมาะกับ
เขาเท่าไหร่
“ไว้ข้ากลับภพแร้นแค้น ข้าจะไปฆ่าล้างเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์กับ
เผ่าปีศาจสมุทร น่าจะเพิ่มพลังต่อสู้ได้สักหน่อย…”