สู่วิถีอมตะ - บทที่ 754 บุกสุสานราชินีปีศาจ
หลายวันจากนั้นของเจียงผิงอันหมดไปกับการทำความเข้าใจ
กฎเกณฑ์และเสถียรการฝึกฝน
เมื่อถึงวันที่ตกลงไว้กับเติ้งเส้าสี่ เขาก็ทิ้งร่างศึกไว้ทำความเข้าใจ
กฎเกณฑ์ต่อในวิหารเทพชางจือ ขณะที่ร่างจริงและอวตารกลืน
สวรรค์ไปยังจุดนัดพบที่ทางเข้าภพปีศาจ
แม้จะไม่แน่ใจว่าในสุสานราชินีปีศาจตงฟางฉิงเสวี่ยจะมี ‘วิชา
ลวงสวรรค์’ อยู่จริงหรือไม่ เขาก็ยังต้องไป หากมีขึ้นมา ปัญหาทัณฑ์
ค ้าหัวก็จะคลี่คลาย
ก่อนจาก เจียงผิงอันเปลี่ยนลักษณ์อำพรางปราณของตนด้วย
หากไร้สิ่งใดเกินคาด ผู้จ้างมือสังหารในยามนี้ต้องอยากฆ่าเขา
จนตัวสั่นอยู่แน่ ๆ เขาจึงต้องซ่อนตัวให้ดี
ทางเข้าภพปีศาจ
ผู้ฝึกตนเก้าคนในชุดคลุมสีแดงเพลิงช่างเด่นสะดุดตา ผู้ฝึกตนที่
ผ่านไปมาอดชำเลืองมาเป็นพัก ๆ มิได้
ตัดสินจากการแต่งกาย คนเหล่านี้คือหัวกะทิของคณะศึกษา
เลือดเหล็ก
สำนักศึกษาชางจือมีคณะศึกษาหลากหลาย ความแข็งแกร่งโดย
ภาพรวมของคณะเลือดเหล็กนั้นติดห้าอันดับแรก ย่อมแข็งแกร่ง
อย่างไร้กังขา
ในหมู่คนทั้งเก้า มีหนึ่งบุคคลลือนามอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือบุตรเซียน
สวรรค์เติ้งเส้าสี่
ในการประลองอัจฉริยะร้อยแดนดินชางจือหนล่าสุด พลังต่อสู้
ของคนผู้นี้อยู่ในอันดับเจ็ด โดดเด่นล ้าเลิศ ใกล้ความเป็นเซียนเต็มที
แล้ว
ผู้ฝึกตนหญิงที่ยืนข้างเติ้งเส้าสี่ถามขึ้น “พี่เติ้ง เรารอใครอยู่หรือ
หากไม่รีบไปสุสานราชินีปีศาจ ทรัพยากรจะถูกผู้อื่นชิงไปหมดนะ”
“ไม่ต้องห่วง ของในสุสานมิได้หยิบฉวยกันง่าย ๆ หรอก”
เติ้งเส้าสี่ไม่รีบร้อน “คนที่เรารออยู่เข้าใจค่ายกล มีทักษะหลอม
อาวุธขั้นสูง พลังต่อสู้ก็แข็งแกร่ง ช่วยเราในการเข้าไปในสุสานได้”
ยามก่อนที่เห็นเจียงผิงอันเปิดกล่องปิดผนึกได้ง่ายๆ เติ้งเส้าสี่ก็
สรุปว่าเจียงผิงอันเชี่ยวชาญค่ายกลและการหลอมอาวุธ พรสวรรค์
ครอบคลุมเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อการเข้าสำรวจสุสานยิ่ง
“คนผู้นี้เป็นใครกัน พี่เติ้งถึงให้ความสำคัญเช่นนั้น?” บุคคลข้าง
ๆ ถามอย่างสงสัย
เติ้งเส้าสี่เป็นสุดยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดน ผู้ที่ถูกเขาเห็น
ค่ามากมายเช่นนี้ต้องแข็งแกร่งสุดขั้วแน่ ๆ
“เรื่องนี้อย่าถามมากเลย ยามอีกฝ่ายลงมือ เจ้าจะรู้เองว่าเขาเป็น
ใคร”
เติ้งเส้าสี่ปิดบังเจียงผิงอันตามคำขอ กระทั่งผู้ที่มากับเขายังมิปริ
ปากบอก
ทันใดนั้น ชายชุดขาวใบหน้าหล่อเหลา สะพายพลองเบื้องหลังก็
เข้ามากุมกำปั้นคารวะ “สหายเต๋าเติ้ง ขออภัยที่ให้รอนาน”
เติ้งเส้าสี่ผงะไปครู่หนึ่ง นี่ใครกันหว่า?
แต่เขาก็เหลือบป้ายเทวะทันที ซึ่งภายในระบุข้อมูลรูปลักษณ์
ใหม่และนามแฝงที่เจียงผิงอันส่งมาให้
เติ้งเส้าสี่กล่าวกับสหายอีกแปด “สหายเต๋าปัวซือผู้นี้แหละที่เรา
รออยู่ ในเมื่อมาครบแล้ว เราก็ไปกันได้”
“ปัวซือ?”
ปวงชนดูครุ่นคิด ไม่เคยได้ยินว่ามีอัจฉริยะคนใดชื่อปัวซือใน
สำนักศึกษาชางจือมาก่อนเลย
นี่น่าจะเป็นนามแฝง
“พี่ อย่าหาว่าข้าพูดมากเลยนะ คนผู้นี้มีการฝึกฝนเพียงขั้นกลาง
ระดับเขตแดน ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็มิใช่มาเปล่าประโยชน์
หรือ?”
ชายผู้หนึ่งซึ่งมีหน้าตาละม้ายเติ้งเส้าสี่ แต่ดูอ่อนวัยกว่าเอ่ยถาม
เขาเป็นน้องชายของเติ้งเส้าสี่ เติ้งหลวน พรสวรรค์มิได้ด้อยไป
กว่าเติ้งเส้าสี่เลย แต่เวลาฝึกฝนมิได้ยาวนาน
เติ้งหลวนกล่าวความในใจแทนปวงชน
‘ปัวซือ’ ตรงหน้าเขาผู้นี้มีการฝึกฝนเพียงขั้นกลางระดับเขตแดน
มิอาจเทียบยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนเหล่านี้ได้เลย
กุญแจจี้หยกนำคนสู่ใจกลางสุสานได้เพียงสิบคน คณะเลือด
เหล็กมียอดฝีมือตั้งมากมาย แต่ก็มิได้พามา ไฉนจึงนำคนนอกการ
ฝึกฝนต ่าเช่นนี้มาแทน?
หากความแข็งแกร่งของคนนอกผู้นี้เลิศล ้ามากก็แล้วไป แต่อีก
ฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดน
นอกจากอันตรายที่เกิดยามเข้าไปยังแกนกลางสุสานเองแล้ว ยัง
มีอันตรายจากผู้ฝึกตนต่างขุมกำลังด้วย หากสหายร่วมกลุ่มเหลว
แหลก พวกเขาก็เหมือนเอาชีวิตมาล้อเล่น
“ไม่ต้องห่วง เขาไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาเราแน่นอน แถมในสุสานมี
อุปสรรคบางอย่างที่มีเพียงนักหลอมอาวุธและผู้ใช้ค่ายกลเท่านั้นที่แก้
ได้อยู่อีกด้วยนะ” เติ้งเส้าสี่กล่าว
“เขาจะแข็งแกร่งหรือไม่ ลองดูเดี๋ยวก็รู้”
เติ้งหลวนยังอายุน้อย เลือดร้อนวู่วาม เขานำพลองขั้นสูงระดับ
เขตแดนออกมาฟาดใส่เจียงผิงอันอย่างไร้คำเตือนใด ๆ ทันที
พลองนี้มิได้แผ่ปราณร้ายแรงอะไร แต่สุญตาที่มันผ่านล้วน
แหลกลาญ บรรจุอำนาจกฎรากฐาน หากการโจมตีนี้โดนผู้ฝึกตน
ขั้นกลางระดับเขตแดนอื่นใด คงตัวสลายกันแน่แท้
เจียงผิงอันมิได้รีบร้อน เขายกนิ้วหนึ่งขึ้นจี้ใส่พลองอย่างสุขุม
เปรี้ยง!
ทันทีที่ทั้งสองปะทะ พลองก็สลายเป็นฝุ่นโลหะกระจายลงพื้น
คนทั้งเก้าล้วนจังงัง
เกิดอะไรขึ้น? มันเกิดอะไรนะ? เหตุใดอาวุธวิเศษขั้นสูงระดับเขต
แดนนี่จึงสลายไปกะทันหันได้!
ต้องทราบว่าอาวุธวิเศษขั้นสูงระดับเขตแดนนั้น กระทั่งผู้ฝึกตน
ระดับเดียวกันยังยากทำลาย แต่อีกฝ่ายขยับนิ้วเดียวก็ทำลายได้!
กระทั่งเติ้งเส้าสี่ยังตกใจสุดขีด เขาเคยเห็นเจียงผิงอันแยกส่วน
กล่องปิดผนึกมาก่อน แต่มิคาดว่ากระทั่งอาวุธวิเศษระดับสูงเพียงนี้ยัง
สลายแหลกได้
นี่มันความสามารถชวนขนลุกอะไรกัน ไม่ยักเคยได้ยิน
มิได้หมายความหรือว่า เจ้านี่ยังซ่อนความสามารถไว้อีกยามประ
มือวีรชนในอดีต!
ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้
แม้คนอื่น ๆ จะไม่ทราบตัวตนของเจียงผิงอัน พวกเขาก็ยังเห็นได้
ว่าเจียงผิงอันสามารถสลายอาวุธที่โจมตีเข้ามาได้ในพริบตา และ
ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
อาวุธวิเศษนั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพิ่มพลังต่อสู้ของผู้ใช้ได้สามสี่
ส่วน หากต่อกรกับใคร ให้คนผู้นี้ทำลายอาวุธของศัตรูได้ ก็จะผ่อน
แรงกดดันได้มากนัก
“เมื่อครู่ล่วงเกินแล้ว ขออภัยด้วย!” เติ้งหลวนขออภัยทันที
แม้เขาจะวู่วาม เขาก็มิได้ถือตัวลำพอง เขาแค่อยากทดสอบ
ความแข็งแกร่งของเจียงผิงอันเท่านั้น
แค่ความสามารถสลายอาวุธวิเศษนี้ลำพังก็ทำให้เขายอมรับแล้ว
เติ้งหลวนมองเศษอาวุธวิเศษเกลื่อนพื้นแล้วกระอักเลือดในใจ
อาวุธวิเศษขั้นสูงระดับเขตแดนถูกทำลายไปเช่นนี้ หากรู้แต่แรก คง
เอาอาวุธวิเศษที่ไม่ได้ใช้ออกมาทดสอบแทน
“เข้าใจ”
เจียงผิงอันย่อมไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
สิ่งที่เขาใช้ก็คือวิชาสลายยุทธภัณฑ์ที่อวิ๋นเหยาสอนเขา
เติ้งเส้าสี่สะกดความตกใจไว้ ตบบ่าน้องชายตน “หนนี้เชื่อหรือ
ยังว่าคนที่ข้าพามาแข็งแกร่งแค่ไหน เราไปบุกสุสานราชินีปีศาจกัน
ได้แล้ว”
คนอื่น ๆ ทิ้งความดูแคลนต่อเจียงผิงอัน มีคนผู้นี้ช่วยเหลือ พวก
เขาน่าจะลดปัญหาไปได้เยอะเลย
หากพวกเขาหา ‘วิชาลวงสวรรค์’ ในตำนานได้ พวกเขาก็จะ
บรรลุเซียน เติบโตเป็นบุคคลชั้นปกครองของภพเซียนได้ไม่ยาก!
ก่อนจาก เจียงผิงอันโกยผงอาวุธวิเศษบนพื้นกลับไป นี่คือผงแร่
ระดับสูงทั้งนั้น ใช้เสริมพลังอาวุธวิเศษส่วนใหญ่ได้
มาถึงก็ได้กำไรแล้วนิดหน่อย
ผลึกเซียนติดตัวเขาแทบสิ้นไปยามทะลวงขอบเขต หนนี้ที่บุก
สุสานราชินีปีศาจ นอกจากจะหาวิชาสลายยุทธภัณฑ์ เขายังจะมา
เก็บเกี่ยวของมีค่าให้ได้มากที่สุดด้วย
สามร่างล้วนเขมือบผลึกเซียนกันมากมาย ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าใน
ตัวเขายังมีค่ายกลกาลเวลา และหนึ่งสัตว์ประหลาดเฒ่าเสพติดการ
นวดอยู่อีก
การใช้จ่ายผลึกเซียนของเจียงผิงอันมากกว่าผู้ฝึกตนร่วมระดับ
คนอื่น ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ร้อยเท่าตัว
คนทั้งสิบผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย มายังภพปีศาจ
พลังปราณในฟ้าดินที่นี่แตกต่างจากในแดนดินทั่วไปอย่างเห็น
ได้ชัด บริเวณรอบข้างคละคลุ้งด้วยปราณปีศาจ
สำหรับมนุษย์ทั่วไป ปราณนี้มิใช่ของดี และยังส่งผลกระทบต่อ
สติสัมปชัญญะของคน
แต่สำหรับหัวกะทิจากสำนักศึกษาชางจือเหล่านี้ พวกเขาได้ผล
กระทบไม่มากนัก
เติ้งเส้าสี่นำเรือเหาะลำหนึ่งออกมา พาคณะมุ่งหน้าสู่ทิศที่ตั้ง
สุสานราชินีปีศาจ
“สหายเต๋าปัว สุสานอันตรายมาก มีข้อมูลบางอย่างต้องบอกเจ้า
ล่วงหน้า”
เติ้งเส้าสี่เดินมาหาเจียงผิงอัน “เจ้าน่าจะรู้เกี่ยวกับราชินีปีศาจมา
นิดหน่อยแล้ว นางเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมาก นอกจากสร้างวิชาลวง
สวรรค์แล้ว ความสำเร็จของนางด้านหุ่นเชิดยังเป็นหนึ่งในโลกาด้วย”
“ตลอดล้าน ๆ ปีที่นางถูกเผ่าสะกดไว้ นางสร้างหุ่นเชิดสารพัด
แบบในโลกใบน้อยของนาง หุ่นเชิดเหล่านี้แข็งแกร่งสุดขั้ว บางตัว
กระทั่งเทียบถึงขอบเขตเซียนมนุษย์”
“ยิ่งเราเข้าใกล้ใจกลาง หุ่นเชิดจะยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อไปถึงเราต้อง
ระวัง สหายเต๋าเชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ รับมือหุ่นเชิดเหล่านี้ได้
หรือไม่?”
เจียงผิงอันมิได้เชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ นับประสาอะไรกับหุ่น
เชิด แต่เขาเสริมพลังและสลายอาวุธวิเศษได้
เขาทำได้เพียงถามอวิ๋นเหยาในโลกใบน้อย “ผู้อาวุโส วิชาสลาย
ยุทธภัณฑ์ใช้กับหุ่นเชิดได้หรือไม่?”
“ขึ้นกับสถานการณ์ ขอเพียงมันทำจากแร่ ก็แยกส่วนได้” อวิ๋น
เหยาตอบเนิบ ๆ
เจียงผิงอันกล่าวกับเติ้งเส้าสี่ “ไม่เสมอไป ขึ้นกับสถานการณ์
อาจรับมือได้ส่วนหนึ่ง”
เขามิให้ความคาดหวังอะไรกับอีกฝ่ายมากนัก ยิ่งคาดหวังมาก
ยิ่งผิดหวังสูง
เติ้งเส้าสี่พยักหน้า “รับมือส่วนหนึ่งได้ก็ไม่เลวแล้ว หุ่นเชิดพวก
นั้นน่ารังเกียจแท้ ไม่รู้สึกเจ็บปวด สู้ได้อย่างบ้าคลั่ง แถมระเบิดตัวเอง
ได้ยามเพลี่ยงพล ้า…”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เจียงผิงอันก็หน้าเปลี่ยนสี ตะโกนขึ้นว่า
“มีผู้ซุ่มโจมตี! รับมือ!”
เติ้งเส้าสี่สัมผัสอันตรายได้ในเวลาเดียวกัน เขาเปิดระบบคุ้มกัน
ของเรือเหาะทันที
ตู้ม!
หนึ่งอำนาจชวนสะพรึงกระแทกใส่เรือเหาะจนกระเด็นร่วง
กระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง ระเบิดภูเขานับร้อยใกล้เคียงเรียงกัน
กระเด็นไปหลายร้อยลี้กว่าจะหยุดลงได้