สู่วิถีอมตะ - บทที่ 760 โอสถเซียนเกิดจิตวิญญาณ
เป็นเรื่องปกติที่คนเหล่านี้จะไม่เชื่อวาทะของเจียงผิงอัน
โอสถเซียนอยู่ตรงหน้า เอื้อมมือคว้าก็ได้มาแล้ว แต่จู่ ๆ กลับมี
คนบอกว่าอย่าไปแตะโอสถเซียนนี้ โอสถเซียนจะกินเจ้านะ
ไม่ว่าใครล้วนสงสัยทั้งสิ้น
เจียงผิงอันพูดต่อ “พวกเจ้าดูดี ๆ บริเวณในค่ายกลมีรอยขีดข่วน
หรือไม่?”
แม้ปวงชนจะไม่เชื่อเจียงผิงอัน แต่พวกเขาก็ยังมองตามอย่าง
เผลอตัว
ในบริเวณนั้นมีรอยขีดข่วนอยู่จริง ๆ
“แต่นี่พิสูจน์อะไรได้? บนพื้นมีรอยก็ไม่แปลกนี่?” ผู้ฝึกตนคน
หนึ่งถามขึ้น
สีหน้าของเจียงผิงอันเครียดขึง “ค่ายกลระดับเซียนหยุดมิให้
ตัวตนอื่นเข้าใกล้ แต่ภายในกลับมีรอยขีดข่วน เจ้าว่าเกิดอะไรขึ้น
เล่า?”
เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ เติ้งหลวนพลันตระหนักแจ้ง โพล่งตะโกน
เสียงดัง “นี่คือรอยที่โอสถเซียนข้างในทิ้งไว้!”
เจียงผิงอันไม่อธิบายมาก กล่าวกับปวงชนในคณะเลือดเหล็ก
“เราขึ้นชั้นสี่กัน อยู่ที่นี่ต่อมิได้แล้ว หากค่ายกลเปิดแล้วโอสถเซียน
ออกมาได้ ทุกคนจะตายกันหมด”
เติ้งเส้าสี่กับคณะพยักหน้า สีหน้าพวกเขาเคร่งขรึม เหินสู่ชั้นสี่
กันทันที
สีหน้าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ล้วนแสนบิดเบี้ยว พวกเขาเชื่อวาทะเจียง
ผิงอันแล้ว
“ปรากฏว่าเป็นโอสถเซียนที่เกิดจิตวิญญาณแล้ว เป็นตัวตน
ระดับเซียน ต่อให้ไม่รู้วรยุทธ์ เราก็ไร้หนทางรับมืออยู่ดี”
“มารดามัน ข้าเสียแรงเปล่าอยู่ตั้งนาน เสียคนไปก็เยอะแยะ”
“เวรเอ๊ย โอกาสท้าทายสวรรค์อยู่ตรงหน้า แต่มิอาจคว้ามาได้
เลย”
การเห็นโอสถเลิศล ้าตรงหน้าแต่มิอาจจับต้องนี้ มิต่างจากเห็น
หญิงงามล่มนครนอนอยู่ตรงหน้า แต่พอจะเปลื้องอาภรณ์กลับมีคน
มาบอกว่านางเคลือบพิษบนตัว
ผู้ฝึกตนจากต่างขุมกำลังล้วนใบหน้างอง ้า พากันเร่งสู่ชั้นสี่ด้วย
สีหน้าเคืองแค้นขัดใจ
โอสถเซียนที่นี่แตะไม่ได้ มีแต่ต้องหาโอกาสอื่นแล้ว
ขณะมองผู้คนตามมาเบื้องหลัง เติ้งหลวนก็บ่นอุบ “สหายเต๋า
เจียง เมื่อครู่เจ้าไม่น่าบอกพวกเขาเลย”
“ให้เจ้าพวกนี้เปิดค่ายกล ให้โอสถเซียนกิน ๆ ไปให้หมด คู่แข่ง
เราจะได้น้อยลง พวกเขาไม่ออมมือให้แค่เพราะเจ้าช่วยพวกเขา
หรอกนะ”
เจียงผิงอันตอบ “หากพวกเขาเปิดค่ายกลจริง ๆ เราก็จะตกอยู่ใน
อันตรายด้วย การสู้กับคนระดับเดียวกันดีกว่าสู้กับภูตโอสถระดับ
เซียนนะ”
“ก็จริง” เติ้งหลวนจนใจเล็กน้อย
ปวงชนเร่งฝีเท้าขึ้นชั้นสี่ ไม่นานก็หายลับไป
ชั้นสามกลับสู่ความเงียบ เหลือเพียงโอสถเซียนทั้งสามซึ่งแผ่
ปราณเต๋าเซียน
“เจ้าคนน่าตายนั่นพูดมากเสียจริง ขัดลาภเราไม่เหลือเลย”
หนึ่งพฤกษาซึ่งงอกผลเป็นโอสถเซียนคล้ายผลตะวันสามเม็ดบน
ยอดพลันส่งเสียง
“เกือบได้ออกไปแล้วเชียว ออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะงาบเจ้าคน
ปากมากนั่นก่อนเลย!”
โอสถเซียนคล้ายอสรพิษ แผ่ปราณลี้ลับบิดตัว
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวต้องมีคนอื่นมาอีกแน่ ๆ และมาถึง พวกเขา
จะต้องเปิดค่ายกล มนุษย์สมควรตายพวกนี้ พอออกมาได้ ข้าจะกิน
ไม่ให้เหลือ”
โอสถต้นที่สามซึ่งปกคลุมด้วยม่านหมอกปริปาก
ทันใดนั้น สามโอสถเซียนซึ่งคุยกันอยู่พลันสังเกตเห็นบางสิ่ง หัน
มองไปยังทิศเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
และเห็นว่าพื้นส่วนที่เจ้าคนปากมากยืนอยู่เมื่อครู่พลันขยับ ถุง
เก็บของใบหนึ่งทะลวงพ้นผืนทราย หุ่นเชิดสตรีนางหนึ่งออกมาจาก
ภายใน
ใบหน้างดงามนั้นมิอาจมองเห็นได้ชัดเจน แต่เห็นทรวดทรงอัน
เด่นล ้าได้ถนัดตา
“ด้วยโอสถเซียนสามต้นนี้ ความเร็วการฟื้นตัวของข้าก็จะเร็วขึ้น
สมเป็นเจ้าหนูที่ถูกอำนาจผลกรรมคัดเลือกมาช่วยข้า นำแต่โชคมา
ให้ข้าแท้ ๆ”
อวิ๋นเหยามองโอสถเซียนทั้งสามตรงหน้าอย่างสุดตื่นเต้น
อันที่จริง เจียงผิงอันมิใช่ผู้ที่ค้นพบว่าโอสถเซียนทั้งสามเกิดจิต
วิญญาณ ผู้ค้นพบคืออวิ๋นเหยาต่างหาก
อวิ๋นเหยาขอให้เจียงผิงอันช่วยไล่คนอื่น ๆ ไป นางจะได้เริ่มถอน
โอสถเซียนทั้งสามได้ นี่คือสัจธรรมเบื้องหลังการที่เจียงผิงอันบอกคน
ทั้งหลายว่าโอสถเซียนเกิดจิตวิญญาณแล้ว
ร่างของอวิ๋นเหยาไม่อาจออกมาจากโลงแก้วผลึกได้เพราะจะถูก
ศัตรูตามเจอ นางจึงหลอมหุ่นเชิดที่เจียงผิงอันรวบรวมไว้ สร้างเป็น
หุ่นเชิดตัวใหม่ขึ้นมา
เดิมที นางได้วรยุทธ์เซียนพลังวิญญาณจากในเมืองผี สามารถ
ถอดวิญญาณจากกายเนื้อได้ อวิ๋นเหยาใช้เวลาส่วนหนึ่งปรับแก้วิชา
เซียนนี้ ผสานวิญญาณส่วนหนึ่งของนางเข้าไปในหุ่นเชิด
มีหุ่นเชิดนี้อยู่ นางก็จะสามารถเคลื่อนไหวในโลกภายนอกได้
อย่างอิสระ
แต่นางสู้กับใครไม่ได้ หากสู้แล้วใช้วิชาลับพิเศษ ตัวตนร้ายกาจ
บางส่วนก็จะพบว่านางยังมีชีวิต
อวิ๋นเหยายกนิ้วร่ายวาดบนอากาศ อักขระเซียนตัวแล้วตัวเล่า
ปรากฏกลางเวหา เหินเข้ากระทบค่ายกลทั้งสามจนสั่นสะท้านรุนแรง
มีสามค่ายกลนี้อยู่ การเก็บโอสถเซียนทั้งสามหายากเย็นไม่
“เจ้าเป็นใครกัน?”
โอสถคล้ายอสรพิษตะโกนอย่างขวัญผวา
หุ่นเชิดนี่ไม่ชอบมาพากล อักขระเซียนที่วาดออกมาผนึกพลัง
มหาศาล!
อวิ๋นเหยามิได้ตอบ นางตั้งอกตั้งใจวาดอักขระเซียน
บนชั้นสี่ เจียงผิงอันกุมหัวใจด้วยสีหน้ารวดร้าว
หุ่นเชิดเกือบร้อยตัว มูลค่าเกือบห้าร้อยล้านผลึกเซียนที่เขา
สะสมไว้ โดนสตรีผู้นั้นปล้นผลาญไปหมดแล้ว!
นั่นมันห้าร้อยล้านผลึกเซียนเลยนะ!
ไว้ภายหลัง ต้องขอโอสถเซียนจากนางสักต้นมาชดเชยแล้ว
“สหายเต๋าเจียงเป็นอะไรไป? ที่นี่มีแรงกดดันมากเกินไปหรือ?”
เติ้งเส้าสี่เห็นสีหน้ารวดร้าวของเจียงผิงอันก็ถามอย่างเป็นห่วง
ขณะนี้ พวกเขามาถึงชั้นสี่แล้ว ที่นี่เป็นจัตุรัสอันโอ่อ่า ใจกลางมี
รูปสลักศิลาขนาดมหึมา ร่างกายท่อนล่างเป็นอสรพิษ ท่อนบนเป็น
มนุษย์ ทว่าไร้ซึ่งศีรษะ ไร้รูปลักษณ์ให้พินิจ
ต้นแบบของรูปสลักศิลานี้น่าจะเป็นราชินีปีศาจผู้ลือนามใน
ประวัติศาสตร์ ตงฟางฉิงเสวี่ย
แม้จะเป็นเพียงรูปสลักศิลา ปราณจากมันก็ยังสุดแสนกดดันดุจ
เซียน ทำให้มิอาจหายใจคล่องคอ
ด้านขวาของรูปสลักมีป้ายศิลาสลักอักษรอหังการไว้
‘พบราชินีผู้นี้ หนึ่งก้าวหนึ่งโขกหัว จงนอบน้อมบริสุทธิ์ใจ หาก
เสียมารยาทก็ต้องตาย’
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งอ่านอักษรบนป้ายศิลา ถามขึ้นอย่างสงสัย
“ทางเข้าชั้นห้าอยู่หลังรูปสลักนี้ หมายความว่าเราต้องคุกเข่าโขกหัว
เข้าไปหรือ?”
“หนึ่งก้าวหนึ่งโขกหัวบ้าบออะไร เหลาจื่อไม่คุกเข่าให้ปีศาจ
หรอกเฟ้ย!”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งสายตาเหยียดหยัน กางโล่คุ้มกันสุดกำลังแล้ว
เหินเข้าไป
ทว่า เหินได้ไม่ทันไร เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยน
เฉียบพลัน คิดจะผละถอยแต่ก็สายเกิน อำนาจเซียนชวนสะพรึง
ระเบิดออกจากรูปสลัก ฟาดฟันผ่าร่างของเขากลายเป็นหมอกโลหิต
ในพริบตา
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ที่กำลังจะเหินตามไปพลันชะงัก หลังโชกชุ่ม
เหงื่อ สีหน้าหวาดผวาตามกัน
ผู้มาถึงที่นี่ไม่มีใครอ่อนแอ แต่เจ้าคนตรงหน้ากลับระเบิดแหลก
ไม่มีแม้แต่โอกาสขัดขืน
ใครบางคนชาญฉลาด ไม่ส่งร่างจริงไปเสี่ยง แต่ปล่อยอวตาร
ออกไปลองเชิง
ทุกย่างก้าวของอวตารล้วนปรากฏแรงกดดันมหาศาล นี่คือแรง
กดดันต่อทั้งร่างกายและวิญญาณ ยังไม่ทันเข้าใกล้สักหนึ่งในพัน
อวตารก็ถูกกดดันจนเกินกระดิก หากยังฝืนก้าวต่อไป อวตารนี้จะ
แหลกระเบิด
ปวงชนล้วนพยายามใช้อวตาร แต่ก็มิอาจเข้าไปได้ไกล
“แรงกดดันมหาศาลเกินไป ข้าผ่านไปไม่ได้เลย ต้องหมอบคลาน
เข้าไปจริง ๆ หรือ?”
“ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ขึ้นมาที่นี่ แต่ไม่เห็นใครอยู่ตรงนี้แล้ว น่าจะ
คลานเข่าขึ้นไปกันหมดแล้ว”
“ให้ตายข้าก็ไม่คุกเข่า!”
คนส่วนใหญ่ที่มาถึงตรงนี้ได้ล้วนเป็นอัจฉริยะ พวกเขาล้วนมี
ศักดิ์ศรีความทะนงตนในใจ ยากจะยอมรับได้ว่าจะผ่านที่นี่ พวกเขา
ต้องหมอบคลานโขกหัวทุกย่างก้าว
ใครบางคนไม่ยอมถอดใจ อยากลองใช้วิธีพิเศษเช่นเร้นกาย
ข้ามมิติ หรือใช้ยันต์และอาวุธวิเศษพิเศษบางอย่าง
ทว่าไร้ผู้ใดได้ผล ขอเพียงก้าวเข้าไป ก็จะต้องเผชิญแรงกดดัน
มหาศาล
ต้องคุกเข่าโขกหัวเข้าไปจริง ๆ หรือ?