สู่วิถีอมตะ - บทที่ 761 รูปสลักศิลาของราชินีปีศาจ
ผู้คนติดที่ทางเข้าชั้นสี่ มองรูปสลักศิลาไร้หัวตรงหน้า ไร้ผู้ใด
กล้าเดินเข้าไป
“ข้าไม่คิดว่าต้องคลานเข่าโขกหัวเพื่อผ่านเสมอไป ขอเพียง
ร่างกายและพลังใจถึงขีดกำจัดของขอบเขตก็ฝ่าเข้าไปได้แหละ” ผู้
ฝึกตนคนหนึ่งเอ่ย
“ต้องให้เจ้าเพ้อเจ้อหรือ?”
ปวงชนชำเลืองผู้ฝึกตนเหลวไหลคนนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าหากทนได้
ก็ฝ่าไหว ปัญหาอยู่ตรงที่พวกเขาทนไม่ได้ต่างหาก
ตุ้บ!
ชายชุดม่วงคนหนึ่งพลันคุกเข่าลงกับพื้น ยกมือขึ้นทรุดลงโขก
หัว “ราชินีปีศาจจงเจริญ เป็นที่คารวะตราบนาน”
เมื่อเห็นการกระทำของคนผู้นี้ สีหน้าปวงชนพลันพิกล เจ้านี่
คุกเข่าจริง ๆ ด้วย ไม่สนศักดิ์ศรีแล้วหรือ?
กัวชิงลุกขึ้น ก้าวเข้าไปคุกเข่าโขกหัวกราบอีกครั้ง “ราชินีปีศาจ
จงเจริญ เป็นที่คารวะตราบนาน”
เขาแตกต่างจากอัจฉริยะทั้งหลาย มิใช่อัจฉริยะจากภพเซียน
กว่าจะมีวันนี้ได้ เขาต้องใช้เวลาสามหมื่นปี
เพื่อให้สามารถฝึกฝนได้ เขาคุกเข่าหาอาจารย์ไปทั่ว เพื่อให้ได้
ทรัพยากร เขาทำงานสกปรก ภารกิจยากเย็นต่าง ๆ มากมาย และ
เพื่อให้อยู่รอด เขาจึงคุกเข่าต่อหน้ายอดฝีมือทั้งหลายที่บังเอิญ
ล่วงเกินไปครั้งแล้วครั้งเล่า
คำอย่างอัปยศศักดิ์ศรีหายไปจากใจเขานานแล้ว ทราบเพียงว่า
เขาอยากแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น มีแต่ต้องอดทน จึงทวง
คืนศักดิ์ศรีที่เสียไป ล้างอายที่เคยประสบในกาลก่อนได้
แค่คุกเข่าเสียหายอะไร? ในยามเยาว์วัย เพื่อเอาตัวรอด เขาเคย
ถูกเหยียดหยาม ให้กินอาจมสัตว์ภูตตรงหน้าสตรีที่ชอบมาแล้วด้วย
ซ ้า
มีเพียงเขาที่ทราบดี ว่าสามหมื่นปีที่ผ่านมาเป็นเช่นไร และในใจ
เขาก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นเซียน ไม่ว่าจะทำอย่างไร จ่ายด้วยราคาเช่นไร
เขาก็ต้องเป็นเซียนให้ได้!
เขาทุ่มเทพยายามกว่าจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่หอคอยแดงมา และจะ
ไม่ยอมปล่อยตัวเองให้ติดค้างที่นี่
กัวชิงโขกหัวทุกย่างก้าว มิได้คุกเข่าให้รูปสลักราชินีปีศาจ
ตรงหน้า แต่คำนับแก่เส้นทางบรรลุเซียนของตนเอง
เขาไม่มีพรสวรรค์ล ้าเลิศ ไม่มีภูมิหลังแข็งแกร่ง ไม่มีทรัพยากร
มหาศาล มีแต่ต้องแลกศักดิ์ศรีกับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงโขกหัวและสรรเสริญของกัวชิงสะท้อนชัดในจัตุรัสบนชั้นสี่
เมื่อเห็นกัวชิงเคลื่อนเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเบื้องหลังเขาก็
ร้อนใจเล็กน้อย
หากไม่คุกเข่าก็เข้าไปไม่ได้ ทำได้เพียงมองคนอื่น ๆ ขึ้นไปหา
สมบัติที่ชั้นบน
“มารดามัน! ก็แค่คุกเข่าไม่ใช่เหรอฟะ! ขอเพียงได้ ‘วิชาลวง
สวรรค์’ มาก็คุ้มแล้ว!”
ผู้ฝึกตนอีกคนฮึดฮัดเพื่อรักษาศักดิ์ศรีอันเหลือน้อยนิดเป็นครั้ง
สุดท้าย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าคุกเข่ากราบ
มีผู้นำหน้า ปวงชนเบื้องหลังก็เกิดความกล้า พวกเขาเปลี่ยนสี
หน้าคุกเข่า หากทุกคนอายเหมือนกันหมด ก็ไม่นับว่าหน้าแตกอะไร
“พี่ เราต้องคุกเข่าด้วยหรือไม่?” เติ้งหลวนถามเติ้งเส้าสี่ผู้เป็น
พี่ชาย
“เจ้าอยากได้ ‘วิชาลวงสวรรค์’ ไหมล่ะ?” เติ้งเส้าสี่ถามย้อน
“อยาก” เติ้งหลวนตอบอย่างสัตย์ซื่อ
“งั้นก็คุกเข่า อีกฝ่ายเป็นตัวตนชั้นผู้นำของภพเซียน ขนาดท่าน
พ่อยังเป็นเพียงแมลงน้อยต่อหน้าอีกฝ่าย คุกเข่าไปก็ไม่น่าอาย
หรอก” เติ้งเส้าสี่พูดเหมือนปลอบใจเติ้งหลวน ทว่าแท้จริงกำลังปลอบ
ตัวเองอยู่
“อ้อ” เติ้งหลวนคุกเข่าโขกหัว ปราดเข้าไปด้วยความเร็วสูง
ทว่า เขาเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว แรงกดดันชวนขนลุกก็บี้ตัวเขาแบน
แนบพื้น โลหิตหลากจากมุมปาก
“ข้าก็คุกเข่าโขกหัวนะ ไหงมีแรงกดดันได้!”
“เคร่งขรึมจริงจังหน่อยสิ” เติ้งเส้าสี่เตือนอย่างอ่อนใจ
เติ้งหลวนรีบปรับอารมณ์ หัวใจเปี่ยมความครั่นคร้ามยำเกรง
แล้วแรงกดดันบนตัวเขาก็สลายไปทันที
แค่คุกเข่านั้นไม่พอ ต้องแสดงความนับถือด้วย
ผู้คนทยอยกันคุกเข่า ท่าทีฮึดฮัดก่อนเปลี่ยนสีหน้าคุกเข่านั้น
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีสุดท้าย
ท้ายที่สุด ก็เหลือเพียงอัจฉริยะระดับปีศาจน้อยคนเท่านั้นที่ยังไม่
คุกเข่า คนเหล่านี้ให้เกียรติตนเองสูงมาก มิเคยต้องลดศักดิ์ศรีอับ
อาย การคุกเข่าจึงยากสำหรับพวกเขากว่าใคร ๆ
เติ้งเส้าสี่หันไปถามเจียงผิงอัน “สหายเต๋าปัว เจ้าจะไปต่อ
หรือไม่?”
ต่อหน้าคนนอก เขายังเรียกเจียงผิงอันว่าสหายเต๋าปัว
อันที่จริง เขากำลังถามเจียงผิงอันว่าจะคุกเข่าหรือไม่ สำหรับ
อัจฉริยะสักคน การคุกเข่าให้ผู้อื่นนั้นยากเย็น แถมอีกฝ่ายยังเป็นเผ่า
ปีศาจอีกต่างหาก
“ข้าต้องไปแน่อยู่แล้ว ข้าต้องได้ ‘วิชาลวงสวรรค์’ มา” ดวงตา
ของเจียงผิงอันหนักแน่น
“มีแต่ต้องเรียนจากพวกเขาแล้ว…”
เติ้งเส้าสี่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เห็นเจียงผิงอันเดินตรงเข้าไปโดย
ไม่คุกเข่า
เติ้งเส้าสี่สีหน้าเปลี่ยน “ไม่ได้นะ! เดี๋ยวจะ…”
ขณะที่เขาจะเกลี้ยกล่อม จู่ ๆ ก็นึกอะไรได้แล้วหุบปากไปแต่โดย
ดี
แรงกดดันที่นี่พุ่งเป้าที่ร่างกายและวิญญาณ ยิ่งขอบเขตสูง แรง
กดดันยิ่งแข็งแกร่ง
สำหรับผู้อื่น แรงกดดันที่นี่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง แต่สำหรับคนผู้นี้ซึ่ง
อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นต้นระดับเขตแดน มีความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอน
แรงกดดันเช่นนี้ดูไม่เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร
ผู้คุกเข่ากราบกรานตรงหน้าสังเกตเห็นว่าจู่ ๆ ข้างตัวก็มีเท้าคู่
หนึ่งปรากฏ ทำให้พวกเขาตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองอย่าง
เผลอตัว
“ใครกันกล้าไม่หมอบกราบ อยากตายหรือไร?”
“ไม่ดูกาลเทศะแบบนี้ อีกไม่นานได้กลายเป็นหมอกโลหิตแน่ ๆ”
ปวงชนมองเจียงผิงอันเดินต่อไป สีหน้าต่างผู้ล้วนดำคล ้า
ยามมีผู้ไม่คุกเข่ายามอีกคนคุกเข่า ผู้คุกเข่าจะกลายเป็นคน
ประหลาด แต่ยามทุกคนคุกเข่ากันหมด มีผู้ไม่คุกเข่าอยู่คนเดียว นั่น
ก็จะกลายเป็นกิริยานอกคอกเช่นกัน
ทุกคนมองเจียงผิงอัน รอให้ร่างของเขาระเบิดแหลก
ทว่า เขายังเดินต่อไป และทุกสายตาก็ค่อย ๆ เบิกกว้าง
“เกิดอะไรขึ้น? ไฉนเขาจึงยังไม่ร่างแหลก?”
“แรงกดดันหายไปแล้วหรือ?”
ใครบางคนคิดว่าแรงกดดันหายไปแล้ว จึงลุกขึ้นทันที แต่ทันทีที่
ลุกขึ้น แรงกดดันมหาศาลก็ขยี้เข้าใส่ ร่างของพวกเขาร่วงกระแทก
พื้นดังสนั่น ปากกระอักเลือดย้อมพื้น
สีหน้าของคนเหล่านั้นสับสนงุนงง
“ทำไมกัน? ไฉนยามข้าลุกยืนถึงมีแรงกดดัน แต่เขาเหมือนไม่
โดนอะไรเลย?”
เจียงผิงอันสัญจรอิสระ ไร้การหยุดพัก ราวไร้แรงกดดันใด ๆ
“เขาฝืนรับแรงกดดันนี้ได้หรือ?”
“ไม่มีทาง! แรงกดดันเช่นนี้คือขีดจำกัดของทุกขอบเขต ไม่มี
ทางที่อัจฉริยะไร้เทียมทานคนใดจะฝืนแรงกดดันเช่นนี้ได้ง่าย ๆ เว้น
แต่จะเป็นอัจฉริยะในร้อยอันดับแรกตราบประวัติการณ์”
“คนผู้นี้ต้องมีสมบัติพิเศษอะไรอยู่แน่ เลยเมินเฉยต่อแรงกดดันนี้
ได้!”
ปวงชนเชื่อว่าผู้ฝึกตนตรงหน้ามีสมบัติกับตัว หาเชื่อไม่ว่าอีก
ฝ่ายจะเป็นหนึ่งในร้อยอันดับอัจฉริยะตราบกาล
บุคคลระดับนี้มีน้อยยิ่ง จะมาเจอง่าย ๆ ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เพิ่ง
โผล่มาคนหนึ่ง คนผู้นั้นต่อสู้สี่ร้อยวันแทบไม่หยุดพัก พลิก
ประวัติศาสตร์เอาชนะเวิ่นชางเทียน เพิ่งปรากฏตัวก็สะท้านสะเทือน
ทั่วสำนักศึกษาชางจือ
แต่นั่นก็แค่คนเดียว
“เวรเอ๊ย หากรู้ว่ามีสมบัติพรรค์นี้ น่าจะฆ่าเขาเสียก่อน”
ดวงตาเปี่ยมจิตสังหารบางคู่จ้องมองเจียงผิงอัน หากมิใช่เพราะ
แรงกดดันที่นี่มหาศาลเกินลุกขึ้นสู้ พวกเขาคงลงมือกันแล้ว
ไฉนพวกเขาต้องหมอบกราบ แต่เจ้านี่เดินตัวปลิวได้
มีเพียงคนจากคณะเลือดเหล็กที่รู้ว่าที่เจียงผิงอันเดินตามปกติได้
ที่นี่มิใช่เพราะสมบัติอะไร แต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอนอัน
น่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่าย
แรงกดดันใด ๆ ในขอบเขตเดียวกันมิได้ผลกับเขา มีแต่ต้องเป็น
แรงกดดันจากเซียน
เจียงผิงอันก้าวต่อ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันแต่ก็ไร้ผลกับเขา
ไม่นานก็เดินผ่านกัวชิงซึ่งคุกเข่าคนแรกไป
ขณะที่ผู้อื่นคุกเข่าโขกหัวทุกย่างก้าวอยู่ไกล ๆ เจียงผิงอันก็
มาถึงฐานรูปสลักแล้ว
เจียงผิงอันเงยหน้ามองรูปสลักตระหง่านสูง กุมกำปั้นคารวะ “ผู้
อาวุโส โปรดอำนวยพรให้ข้าได้ ‘วิชาลวงสวรรค์’ ไปด้วย บุตรีข้าก็
เป็นเผ่าปีศาจ หากข้าได้วิชาลวงสวรรค์ไป ข้าจะให้บุตรีเป็นกำลังแก่
เผ่าปีศาจ”
ประโยคช่วงหลัง เจียงผิงอันเพ้อเจ้อทั้งเพ เหมือนที่สามัญชนบน
บานศาลกล่าวว่าหากมีโชคจะทำอะไรนั่นแหละ
เพื่อให้ได้วิชาลวงสวรรค์ รอดพ้นทัณฑ์ถึงตาย เขาก็บนบานกับ
เขาบ้าง