สู่วิถีอมตะ - บทที่ 770 ออกนอกเส้นทาง
เจียงผิงอันสัมผัสมิได้ว่าใครเข้ามา แต่หนึ่งมือกลับวางบนบ่า ทำ
ให้เขาตกใจจนเหวี่ยง ‘ไร้จำนน’ เข้าใส่เต็มแรง
นี่คือหมัดอันทรงพลังที่สุดเท่าที่เขาชกได้ขณะนี้ คลื่นพลังแดง
สดดุจโลหิตเคลือบล้อมรอบกำปั้น ระเบิดความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอน
คละเคล้า
ทว่า หมัดนี้ก็ถูกฝ่ามือโลหะข้างหนึ่งรับไว้ง่าย ๆ
เจียงผิงอันเพิ่งสังเกตว่าข้างหลังเขามีหุ่นเชิดตัวหนึ่ง
หุ่นเชิดนี้มีรูปร่างสะโอดสะอง เห็นใบหน้าไร้ที่ติได้เลือนราง
“ผู้อาวุโส”
ปรากฏว่าผู้มาก็คืออวิ๋นเหยา ตกอกตกใจหมด เขานึกว่าเป็น
ศัตรูที่ไหนเสียแล้ว
อีกฝ่ายหายไปหลายปี จนเขาคิดว่านางไปแล้ว
“เลิกฆ่าได้แล้ว เจ้าออกนอกเส้นทางแล้วนะ”
อวิ๋นเหยามองปราณจากตัวเจียงผิงอันแล้วกล่าวเตือนอย่างเคร่ง
ขรึม
“ผู้อาวุโสมิต้องห่วง ข้าควบคุมมันได้ ยามนี้ใจเย็นอยู่ขอรับ”
น ้าเสียงของเจียงผิงอันเยือกเย็น
“ไม่หรอก เจ้าในยามนี้มิได้ใจเย็น อย่าสู้ต่อเลย ไปพักสักเดี๋ยว
แล้วค่อยกลับมาฆ่าต่อ”
แม้ขอบเขตของอวิ๋นเหยาจะร่วงหล่น สัมผัสรับรู้ของนางก็ยังกล้า
แข็งยิ่ง สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดกับเจียงผิงอัน
“ผู้อาวุโส ข้าในยามนี้ใจเย็นมาก ที่นี่มีศัตรูที่ช่วยข้าเสริมความ
แข็งแกร่งได้มากมาย ขอแค่ฆ่าฟันต่อไปอีกสักสองสามร้อยปี ทัณฑ์
สวรรค์พิพากษ์เทวาก็หยุดข้ามิได้”
เจียงผิงอันไม่สนใจอวิ๋นเหยาอีก เขาหันไปเตรียมตัวสู้ต่อ
อวิ๋นเหยาคว้าแขนเจียงผิงอัน “กลับไป”
“ข้าบอกแล้วไง! ข้ายามนี้สบายดี! ไฉนเจ้าจึงหยุดข้า? ไม่อยาก
ให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นหรือ?” เจียงผิงอันซึ่งถูกรั้งหลายหนเข้าก็แผดเสียง
ตะคอก
ป้าบ!
แขนโลหะอีกข้างของอวิ๋นเหยาฟาดหน้าเจียงผิงอันจนฟันหลุด
กระเด็น
อวิ๋นเหยาแค่นเสียงเย็นเยียบ “หากเจ้าไม่กลับไปยามนี้ อย่าหวัง
ให้ข้าช่วยคืนชีพพ่อแม่เจ้าภายหน้าเลย!”
ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเจียงผิงอันพลันปรากฏอารมณ์มากมาย
ทั้งเดือดดาล กราดเกรี้ยว งุนงง…
ใบหน้านิ่งเฉยของเขาเผยอารมณ์มากมายอย่างหาได้ยาก
“ข้า… ข้าว่ามีอะไรผิดไปจริง ๆ ด้วย… ข้าควบคุมจิตสังหารได้แท้
ๆ… แต่สภาพจิตใจกลับเปลี่ยนไป…”
ในที่สุดเจียงผิงอันก็ตระหนักว่าเกิดความผิดปกติกับเขาจริง ๆ
อวิ๋นเหยาจ้องตรงที่เจียงผิงอัน “การควบคุมตัวเองของเจ้า
แข็งแกร่งมาก ควบคุมจิตสังหารได้ก็จริง แต่เจ้าฆ่ามากเกินไปจน
ความรู้ความเข้าใจผิดเพี้ยนไปแล้ว”
“เจ้าในยามนี้เห็นชีวิตคนต้อยต ่าเช่นผักหญ้า ไม่เห็นชีวิตเป็น
ชีวิต เหมือนพวกเซียนหลังบรรลุมากมายที่คิดว่าตัวเองจะควบคุม
อะไรก็ได้แล้วเก็บเกี่ยวชีวิตในต่างภพตามใจชอบเพื่อรักษาชีวิต
ตัวเองนั่นแหละ”
“หากไม่ปรับทัศนคติเจ้าให้ทันเวลา ต่อให้เจ้าบรรลุเซียนได้
สุดท้ายเจ้าก็จะกลายเป็นเช่นคนพวกนั้น สรุปคือ หากปรับสติเจ้าไม่
ทัน เจ้าก็จะเป็นพวกที่เจ้าเกลียดในยามนี้ พวกที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อ
ความแข็งแกร่งและรักษาชีวิตตัวนั่นแหละ”
เสียงของอวิ๋นเหยาเป็นเช่นระฆังเรียกสติ เลื่อนลั่นในคู่โสตของ
เจียงผิงอัน ทำให้เขาตระหนักแจ้งทันที
ปรากฏว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การควบคุมจิตสังหารของเขา แต่อยู่
ที่ความเข้าใจต่อชีวิต!
สิบปีมานี้ เขาเข่นฆ่าตัดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง หลงลืมไปกระทั่งชีวิต
คือชีวิต
เรียบง่ายดุจเหยียบหญ้าบนถนนอย่างเฉยชา ใครจะสนใจชีวิต
หญ้าต้นหนึ่ง?
นี่แหละจุดที่เลวร้ายที่สุด เมื่อความเข้าใจนี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติ
เขาก็อาจฆ่าคนเป็นผักปลาในภายหน้า กระทั่งไม่มัวสนใจความดีชั่ว
ของอีกฝ่าย
เจียงผิงอันดูพรั่นพรึง สูดหายใจลึก ๆ พยายามสงบสติตน
“เช่นนั้น ข้าจะพยายามไม่ฆ่าคนแล้วยื้อเวลา มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จะ
ขึ้นถึงชั้นต่อไปได้หรือไม่”
“ไม่ได้ เจ้าต้องไปเดี๋ยวนี้ สถานการณ์ปัจจุบันของเจ้าประวิงเวลา
ไม่ได้ ต้องปรับทัศนคติให้ทัน”
อวิ๋นเหยาพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล
“แต่หากข้าไม่ได้วิชาลวงสวรรค์มา การข้ามทัณฑ์ก็จะยาก
สำหรับข้า ผู้อาวุโสก็อาจมิได้ออกจากโลงแก้วผลึกน่ะสิ” เจียงผิงอัน
ไม่อยากยอมแพ้ที่นี่
อวิ๋นเหยาเห็นอีกฝ่ายยังคำนึงถึงเรื่องของนาง น ้าเสียงก็อ่อนลง
“ศึกษา ‘วิชาเสริมแกร่งยุทธภัณฑ์’ ให้ดีก็เพิ่มโอกาสข้ามทัณฑ์
ให้เจ้าได้เยอะแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องของข้าหรอก ปัญหาหลักของเจ้า
ยามนี้คือสงบและปรับความเข้าใจใหม่ให้ได้ก่อน”
“หาไม่ ต่อให้เจ้าบรรลุเซียน เจ้าก็จะกลายเป็นมารร้ายไร้คู่เปรียบ
เป็นตราบาปแปดเปื้อน ข้าไม่อยากฆ่าเจ้าด้วยมือข้าเองนะ”
เจียงผิงอันลังเลในใจยิ่ง นี่คือโอกาสแข็งแกร่งขึ้น และเป็นโอกาส
หา ‘วิชาลวงสวรรค์’ เขาควรรามือแค่นี้หรือ?
เปรี้ยง!
จู่ ๆ อวิ๋นเหยาก็ออกหมัดใส่ท้องเจียงผิงอัน อวัยวะภายในฉีก
กระจุย พ่นโลหิตคำโต
“ใจเย็นลงหรือยัง?”
มือซึ่งทั้งแข็งและเย็นของอวิ๋นเหยาคว้าคอเจียงผิงอัน
“ใจเย็นแล้ว…”
เจียงผิงอันเหงื่อแตกพลั่กเพราะความเจ็บปวด แม่นี่ไร้ปรานีแท้ จู่
โจมเขาด้วยกฎเต๋าเซียนตรง ๆ เลย
“แล้วข้าจะออกไปได้อย่างไร? ที่นี่ดูไม่เหมือนมีทางออกเลย”
ทันทีที่ถามเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าไหววูบ ปรากฏ
ขึ้นในอีกมิติ
ที่แห่งนี้เรืองสว่างขาวโพลน มีบุคคลกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นี่
คนเหล่านี้ล้วนถือศาสตราเซียนในมือ สีหน้าเปี่ยมความตื่นเต้น
ในหมู่คนเหล่านี้ มีคนคุ้นหน้าอยู่บางคน
เติ้งเส้าสี่เห็นเจียงผิงอันก็รีบปรี่เข้ามา “สหายเต๋า เจ้าทนได้เก่ง
จริง ๆ สมรภูมิทางสหายเต๋ามีแค่สหายเต๋าคนเดียว ต้องเอาตัวรอด
ยากเย็นแน่แท้”
“ยังไหวน่ะ”
เจียงผิงอันเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก
เติ้งเส้าสี่เห็นใบหน้าของเจียงผิงอันอิดโรย แต่ปากยังพูดว่า
‘ไหว’ ก็เดาว่าอีกฝ่ายแค่ทำปากแข็ง ทว่าแท้จริงรอดยากรอดเย็นยิ่ง
อัจฉริยะก็เห็นแก่หน้าเช่นนี้
เติ้งเส้าสี่มิได้พูดขัด เอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ “สหายเต๋ารีบไปเลือกศาสตรา
เซียนเถอะ บอกชนิดศาสตราเซียนที่อยากได้ตรงนี้ แล้วศาสตรา
เซียนระดับเซียนมนุษย์จะปรากฏขึ้นหนึ่งชิ้น”
“เลือกศาสตราเซียน…” เจียงผิงอันครุ่นคิดหนัก
เขาในยามนี้มีศาสตราเซียนติดตัวหลายชิ้น นอกจากขวดกลืน
สวรรค์และพู่กันพิพากษาที่อวิ๋นเหยายกระดับ ยังมีศาสตราเซียนอีก
สองชิ้นที่เขาได้จากชั้นห้า และศาสตราเซียนที่เพิ่งยึดจากมือสังหาร
มาเมื่อครู่อีก
กล่าวได้ว่ายามนี้ เขามั่งคั่งกว่าเซียนมนุษย์ทั่วไปนัก
ทว่า ศาสตราเซียนเหล่านี้ไม่เหมาะสมกับเขามากนัก นอกจาก
พลองแล้ว อาวุธอื่นเขาล้วนใช้เป็นแค่งู ๆ ปลา ๆ ไม่เหมาะสมสัก
เท่าไหร่
ภายหลังเขาจะยกระดับกิ่งมารสะเทือนสรวงเป็นศาสตราเซียน ก็
ไร้จำเป็นต้องเลือกศาสตราเซียนชนิดพลอง
แล้วจะเลือกศาสตราเซียนเช่นไรดี?
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็นึกอะไรออก เอ่ยขึ้นว่า “ข้าอยากได้
ศาสตราเซียนพลังวิญญาณที่สามารถสงบความคิดจิตใจ หากมีพลัง
โจมตีด้วยยิ่งดี”
แนวคิดของเขาในขณะนี้เกิดปัญหา ต้องปรับแก้โดยด่วน
นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้ฝึกจิต แต่ไม่เคยเห็นศาสตราเซียนพลัง
วิญญาณสักชิ้น จึงขอดูสักชิ้นเถิด
เติ้งเส้าสี่รู้สึกว่าศาสตราเซียนที่เจียงผิงอันเลือกดูประหลาดไป
หน่อย แต่ก็ไม่ถามมาก
ครู่ต่อมา หนึ่งเสียงเยือกเย็นดังขึ้นในพื้นที่สีขาวโพลน “ศาสตรา
เซียนระดับเซียนมนุษย์ไม่มีของเช่นนี้ จะมีก็แค่ศาสตราเซียนระดับสูง
แต่เจ้าแลกไม่ได้ จะเอาตัวรอดในสมรภูมิต่อก็ย่อมได้ แต่มียอดสมบัติ
ระดับต ่าลงหน่อยชิ้นหนึ่งที่เจ้าแลกได้”
เจ้าของเสียงนี้น่าจะเป็นจิตสำนึกที่ควบคุมที่นี่อยู่
ปกติแล้ว ดินแดนลับหรืออาวุธวิเศษระดับสูงล้วนมีจิตสำนึกของ
ตน
จิตสำนึกของดินแดนลับระดับสูงนั้น หลัก ๆ เรียกว่า ‘ผู้พิทักษ์’
ขณะที่จิตสำนึกของอาวุธวิเศษถูกเรียกว่า ‘จิตศาสตรา’
เมื่อได้ยินวาทะของ ‘ผู้พิทักษ์’ เจียงผิงอันก็ผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่มี
ศาสตราเซียนแบบนี้ แต่ก็ยังถามต่อไปว่า “ยอดสมบัตินั้นคืออะไร
หรือ?”