สู่วิถีอมตะ - บทที่ 772 รับเจ้าไว้อย่างไม่เต็มใจแล้วกัน
“ไม่ต้องดื่มชาหรอก บอกข้าก็พอว่าจะขอเรียนงานได้อย่างไร”
เจียงผิงอันไม่สนใจดื่มน ้าชากับญาติอีกฝ่าย ไม่ว่าอย่างไร อีก
ฝ่ายก็ไม่มีชาดี ๆ อะไรอยู่แล้ว
“ลูกค้าไว้คุยกันยามซื้อขายเถิด ข้ามีข้อมูลภายในเรื่องการเข้า
ศึกษาอยู่”
พนักงานหญิงกลัวเจียงผิงอันจะหลุดมือไป จึงขอซื้อขายให้เสร็จ
ก่อน
เจียงผิงอันพยักหน้า ตามอีกฝ่ายเข้าไปตกลงราคาในห้อง
ส่วนตัว
“แปดแสนผลึกเซียนขาดตัว” เจียงผิงอันว่า
พนักงานหญิงต่อรอง “ลูกค้า แปดแสนผลึกเซียนเยอะไปเจ้าค่ะ
ท่านต้องทราบแน่ว่าศาสตราเซียนสักชิ้นราคาเพียงล้านผลึกเซียน
เท่านั้น ดาบยอดสมบัติชิ้นนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกใช้มานานแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นตัวอาวุธวิเศษหรืออักขระของมันล้วนเสื่อมสภาพ ขายได้
อย่างมากก็หกแสนห้าหมื่นผลึกเซียนเท่านั้น”
ในสายงานของพวกนาง ยามซื้อสมบัติ พวกนางต้องกดราคาให้
ได้มากที่สุด หากอาวุธวิเศษไร้ปัญหา ก็ต้องบอกว่ามีปัญหา ตรงข้าม
กับยามขายทุกประการ ต่อให้มีปัญหาก็ต้องบอกว่าไม่มี มีแต่ทำ
เช่นนี้ พวกนางจึงมีรายได้
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่ายอย่างเล็กน้อย บางทีอาจเพราะเข่นฆ่า
ต่อเนื่องมานาน เขาจึงอยากผ่าอีกฝ่ายเป็นพิเศษ
650,000 ผลึกเซียน อย่างมากก็ซื้อสมบัติลับได้ชิ้นหนึ่ง แต่อีก
ฝ่ายกลับจะซื้อยอดสมบัติด้วยราคานี้
ไม่อยากมัวเถียงมากความกับอีกฝ่าย เขานำเศษแร่ออกมากำ
หนึ่ง ใช้อักขระพิเศษแล้วเริ่มซ่อมจุดสึกหรอมันตรงนั้น
ดาบเล่มนี้มีจุดสึกหรออยู่จริง ทว่ามันหามีปัญหาใดไม่ แค่หม่น
ประกายสีซีดจางเล็กน้อย กล่าวคือ อาวุธวิเศษนี้ถูกใช้มานาน จึง
เปลี่ยนสีไปใต้อิทธิพลหลากกฎเกณฑ์
เพียงชั่วประเดี๋ยว ดาบยอดสมบัติชิ้นนี้ก็ถูกซ่อมเสร็จ แถมยัง
เพิ่มค่ายอักขระพิเศษขนาดย่อม ทำให้ยอดสมบัติดาบเล่มนี้ดู
เรืองรองเปล่งประกายราวของใหม่
“ซ่อมเสร็จแล้ว”
พนักงานหญิงหน้าง ้า แล้วนางจะกดราคาเช่นไร?
ขณะที่พนักงานหญิงกำลังจะพูดอะไร จู่ ๆ นางก็สัมผัสจิตสังหาร
ร้ายกาจได้ ทำให้นางรู้สึกหนาวสะท้านทั้งกาย ความรู้สึกกดดันทำให้
นางคลับคล้ายเผชิญหน้าเซียนมนุษย์
อาภรณ์ของนางพลันโชกเหงื่อ มองเจียงผิงอันอย่างขวัญผวา
คนผู้นี้เป็นใครกัน ไฉนจึงมีจิตสังหารน่ากลัวเช่นนี้!
นางมิกล้าเพ้อเจ้อ กลัวจะหาเงินได้แต่ไม่มีชีวิตไปใช้จ่าย จึงรีบ
แย้มยิ้มกล่าวขึ้น “ท่านลูกค้าซ่อมอาวุธวิเศษได้ยอดเยี่ยม แปดแสนก็
แปดแสนเจ้าค่ะ”
ต่อให้ซื้อด้วยราคาแปดแสนผลึกเซียน นางก็ยังมีรายได้เล็กน้อย
แต่หากซื้อด้วยราคาหกแสนห้าหมื่น นางจะได้กำไรเกินแสนเท่า
นั้นเอง
“ข้อมูลที่ข้าต้องการล่ะ?” เจียงผิงอันถามอย่างเหลือทน
เขารู้สึกว่าอารมณ์ของเขาร้ายแรงขึ้นทุกขณะ ความอดทนไม่
เหลือแล้ว
พนักงานหญิงบันทึกข้อมูลพลางตอบกลับ “ท่านลูกค้า นี่เป็น
เพียงร้านที่เปิดโดยผู้อาวุโสจากสำนักร้อยศาสตรา มิได้รับศิษย์ผู้ใด
หากท่านจะเรียนการหลอมอาวุธ ต้องเข้าร่วม ‘สำนักร้อยศาสตรา’ ที่
สำนัก…”
“เจ้าหลอกข้าอยู่หรือ? นี่หรือที่เจ้าเรียกข้อมูลภายใน?”
ดวงตาของเจียงผิงอันพลันเย็นเยียบ จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
หลากทะลักอย่างเกินควบคุม
ร่างของพนักงานหญิงพลันนิ่งเกร็ง คราบวารีเหลืองปรากฏบน
กระโปรงขาว นางซึ่งมิได้เยือนสุขามาเป็นร้อย ๆ ปีถึงกับปลดเบา
ขณะนี้ นางเหมือนเข้าใจเสียทีว่า ‘สายตาฆ่าคนได้’ หมายถึง
อย่างไร
มารร้าย! เจ้านี่ต้องเป็นมารร้ายพวกที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาแน่ ๆ!
เช่นนั้นจึงปล่อยจิตสังหารน่ากลัวเช่นนี้ออกมาได้!
“สาธุ สาธุ ไม่เอาไม่โกรธ”
เจียงผิงอันตระหนักแล้วว่าเขาหลุดการควบคุม จึงรีบนำประคำ
พุทธวิถีออกมาควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ยามปากบริกรรม อำนาจของประคำพุทธวิถีก็ปรากฏ เจียงผิงอัน
ผู้กำลังจะเดือดโทสะค่อย ๆ สงบลง
“ช่างมันเถอะ สะสางบัญชีเลย”
จะได้ศึกษางานที่นี่หรือไม่ไร้สำคัญ มันเป็นแค่คำขอของอวิ๋น
เหยา ไม่ใช่ความคิดเขาเสียหน่อย
พนักงานหญิงตัวสั่น รีบนำผลึกเซียนออกมาส่งให้เจียงผิงอัน
จากกระบวนการทั่วไป นางยังต้องมอบยอดสมบัติให้นักหลอม
อาวุธระดับสูงประเมินก่อน แล้วจึงให้ร้านจ่ายเงินซื้อ
แต่ยามนี้นางลนลานสุดขีด กลัวเจียงผิงอันจะไม่พอใจแล้วสับ
นางเป็นชิ้น ๆ จึงรีบควักเงินตนเองมาจ่ายให้อีกฝ่ายรีบ ๆ ไปเสีย
เจียงผิงอันรับเงินแล้ววางดาบล ้าค่า หันกายเดินจากไปขณะปาก
พึมพำสาธุสาธุ
“สาธุบ้านโคตรเหง้าเจ้าสิ! มารร้ายอย่างเจ้ามีอะไรให้สาธุ!”
พนักงานหญิงก่นด่าในใจ
เมื่อเจียงผิงอันเดินออกจากห้องส่วนตัว ก็มีหนึ่งเสียงคำรามมา
จากห้องด้านใน “ข้าบากบั่นเป็นศิษย์เจ้ามาห้าพันปี รับใช้เจ้ามาห้า
พันปีอย่างอดทนอดกลั้น เจ้าทำบอกว่าจะสอน ‘วิชาพันค้อนร้อยหล่อ
หลอม’ กับข้า แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่งไม่จบสิ้น ไม่คิดสอนข้ามาแต่
แรก! เห็นข้าเป็นวานรเหรอ!”
“ความอดทนของเจ้าต ่าเกินไป เป็นศิษย์ข้าอีกร้อยปี แล้วจะสอน
ให้” หนึ่งเสียงสุขุมซึ่งสูงวัยกว่าดังขึ้น
“ห้าพันปีก่อนเจ้าก็พูดแบบนี้! เหลาจื่อไม่เป็นแล้ว!”
ชายผู้หนึ่งกระฟัดกระเฟียดออกมาจากห้องด้านใน ออกแรง
มหาศาลกราชากเสื้อคลุมนักหลอมอาวุธ กระแทกประตูปิดปังสนั่นทั้ง
ทางเดิน
หลังชายผู้นั้นจรจาก ชายชราชุดเหลืองผู้หนึ่งก็เดินออกมา เขา
ไว้เคราแพะ คิ้วยาวจนเกือบแตะมุมปาก บรรยากาศสง่าล ้าเช่นเทพ
เซียน
เซี่ยเปิ่นจวินกล่าวกับพนักงานหญิงที่ประตู “ส่งข่าวออกไปที
บอกว่าปรมาจารย์เซียนผู้นี้รับสมัครศิษย์ผู้มีพรสวรรค์หลอมอาวุธ จะ
สอน ‘วิชาพันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ในตำนานให้”
พนักงานหญิงก้มหน้าลงกระซิบ “ปรมาจารย์เซียนเซี่ย เราช่วย
ท่านประกาศรับศิษย์แล้วเจ้าค่ะ แต่ไม่รู้ผู้ใดเที่ยวแพร่ข่าวไปว่าท่าน
เป็นคนตืดตระหนี่ รับศิษย์แค่เพื่อหาลูกมือ ไม่คิดสอนศิษย์จริงจัง”
ไม่ใช่ข่าวลืออะไรหรอก จริงแท้ทุกอย่างเลยแหละ พนักงานหญิง
กล้าคิดแต่มิกล้าพูด
เซี่ยเปิ่นจวินเป็นเจ้าของร้านนี้ และยังเป็นปรมาจารย์เซียนนัก
หลอมอาวุธ หากทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้นมา สถานเบาก็ถูกไล่ออก
สถานหนักคือมิอาจออกไปได้อีก
คิ้วยาวของเซี่ยเปิ่นจวินขมวดย่น แน่นอนว่าเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
และคาดการณ์ไว้แล้วว่าสถานการณ์เช่นนี้อาจปรากฏ แต่มิคาดว่า
ข่าวจะแพร่งพรายกระจายไกล หลอกผู้ใดไม่ได้สักคนเลย
อันที่จริง เซี่ยเปิ่นจวินแค่รับศิษย์เพื่อหาลูกมือ แต่จะให้บอกว่ารับ
ลูกมือก็มิได้
หากหาลูกมือยังต้องจ่ายเงินจ้าง แต่หากบอกว่ารับศิษย์ เงินสัก
แดงก็มิต้องเสีย
ยิ่งกว่านั้น แตกต่างจากลูกมือที่คิดแต่จะหาเงิน ศิษย์เหล่านี้จะ
เทิดทูนเขาสุดชีวิตราวบิดา คิดสืบทอดมรดกต่อจากเขา
เขาแค่อยากได้ลูกมือที่ไม่ต้องจ่าย และเทิดทูนเขาเช่นบิดา
เท่านั้น
ทำเช่นนี้ มิใช่ใจไม้ไส้ระกำหรือ?
“ผู้อาวุโส ข้าอยากฝากตัวเรียนการหลอมอาวุธขอรับ”
ขณะที่เซี่ยเปิ่นจวินกำลังครุ่นคิด หนึ่งเสียงพลันดังขึ้นข้างกาย
เซี่ยเปิ่นจวินหันมองมา พบผู้ฝึกตนรูปร่างผอมบางยิ่งผู้หนึ่ง การ
ฝึกฝนขั้นกลางระดับเขตแดน ใบหน้าสุดแสนธรรมดา สองตาหนึ่ง
จมูกหนึ่งปาก
พนักงานหญิงข้าง ๆ กันเบิกตากว้าง ชายผู้นี้ซื่อบื้อหรือไร?
ถึงกับมาฝากตัวเป็นศิษย์เฒ่างี่เง่านี่เอง ไม่เคยได้ยินวีรกรรมเจ้าเฒ่า
นี่หรือ? กระโดดลงกองเพลิงชัด ๆ
เซี่ยเปิ่นจวินยืดตัวตรง หรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด
“ปรมาจารย์เซียนผู้นี้ไม่รับศิษย์ง่าย ๆ นะ”
“เช่นนั้นช่างเถิด ไม่รบกวนผู้อาวุโสแล้วขอรับ”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ หันกายเตรียมจากจร
เซี่ยเปิ่นจวินเห็นว่าในที่สุดก็มีผู้หลงผิดแล้ว ย่อมมิอาจปล่อยอีก
ฝ่ายไปได้
“ช้าก่อน ปรมาจารย์เซียนผู้นี้เห็นเจ้ามีความจริงใจ จะรับเจ้าไว้
อย่างไม่เต็มใจแล้วกัน”
นี่คือบุคคลที่ห้าที่คิดรับเจียงผิงอันเป็นศิษย์
บุคคลแรกอยู่ในภพแร้นแค้น ชื่อว่าหวังเหริน หลังรับเจียงผิงอัน
เป็นศิษย์ เขาก็เกือบมีอันเป็นไป ภายหลังถูกเจียงผิงอันช่วยเอาไว้
คนที่สองคือชิวซื่อผิง ยามนั้นแสร้งทำรับศิษย์ แต่ก็ถูกเจียงผิงอัน
แย่งรากฐานเทพโบราณไป ต้องหนีกระเสือกกระสนพร้อมบาดเจ็บ
สาหัส ไม่รู้หายไปไหนแล้ว
สามคือถานกว่างโซ่ว ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเซียนเทียนหลาน
ถูกเจียงผิงอันหลอกขโมยสองศาสตราเซียนหนึ่งยอดสมบัติ ยามนี้ก็
เสียตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่ไป
สี่คือเหมียวจิ่ง เกือบมีอันเป็นไปจนได้เจียงผิงอันช่วยเหลือ
ผู้ใดเป็นอาจารย์ของเจียงผิงอัน คลับคล้ายจะเผชิญ ‘เคราะห์
เล็กน้อย’ กันถ้วนหน้า
และเจ้านี่คือคนที่ห้า…