สู่วิถีอมตะ - บทที่ 775 หาเรื่อง
เจียงผิงอันเดินออกจากห้อง พร้อมจะขายอาวุธวิเศษบางส่วน
ขณะเดียวกันก็หาแร่มาใช้หลอมอาวุธ
จะว่าไป อาจารย์ใหม่ของเขาก็ไม่ได้กลับมาหลายเดือนแล้ว
คงมิใช่ไปตายข้างนอกแล้วกระมัง?
เจียงผิงอันพบหนึ่งปัญหา ผู้ใดที่กลายเป็นอาจารย์เขามักต้อง
เผชิญความทุกข์ทนบางอย่างเสมอไป
อย่าเพิ่งตายเสียเล่า เขายังไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย
เมื่อเดินออกจากห้อง เขาก็ได้ยินเสียงก่นด่าจากทางเดิน
“ดูจากทั้งร้าน ผลงานเจ้าแย่ที่สุด ขายอาวุธวิเศษได้น้อยกว่าใคร
ซื้ออาวุธวิเศษก็กำไรไม่มาก เจ้าจะหากำไรให้ร้านได้เช่นไร? ไสหัว
ไปเสีย!”
ผู้ฝึกตนในชุดเหลืองคนหนึ่งกำลังก่นด่าพนักงานหญิงผู้หนึ่ง
เป้าจือก้มหน้า ขบริมฝีปากแดง น ้าตาไหลนอง นางไม่เคยหลอก
คน และไม่ขายตัวเองเพื่อลูกค้า จึงไม่อาจเรียกกำไรให้ร้านได้มาก
นี่เป็นร้านที่ห้าแล้วที่นางเข้าทำงาน แล้วทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ จริง
หรือที่หากจะอยู่รอดในโลกหล้า นางมีแต่ต้องขายตัวเอง?
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เจียงผิงอันเดินเข้ามาถาม
“เจ้าเป็นใคร ชั้นบนเป็นเขตส่วนตัว ใครบอกให้เจ้าขึ้นมา” โจวห
ยวนขมวดคิ้ว กล่าวกับเจียงผิงอันด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ
“เขาเป็นศิษย์คนใหม่ของปรมาจารย์เซียน” เป้าจือที่ข้างกัน
กระซิบบอก
“อ้อ”
โจวหยวนพลันกระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็เป็นลูกมือคนใหม่ที่ปรมาจารย์
เซียนหามาได้นี่เอง “อาจารย์*[1]มีเรื่องใดหรือ?”
แม้จะรู้ว่านี่คือลูกมือที่ปรมาจารย์เซียนหามา แต่ฉากหน้า อีก
ฝ่ายก็ยังเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เซียน เขาจึงยังต้องให้เกียรติอีกฝ่าย
“ข้าแค่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เจียงผิงอันกล่าว
“ข้าเป็นผู้จัดการร้านนี้ เพิ่งไล่ขยะไร้ประโยชน์นี่ออกน่ะ” โจวห
ยวนตอบ
“ให้เงินเดือนข้าสามเดือนมาสิ แล้วข้าจะไป”
เป้าจือมือกำกระโปรง ก้มหน้ากระซิบ
“ยังมีหน้าขอเงินเดือนอีกหรือ? สามเดือนนี้เจ้าหาเงินได้เท่าไหร่
เชียว? อีกอย่าง สามเดือนนี้เป็นช่วงทดลองงาน ในเมื่อเจ้าไม่ผ่านก็
ไม่มีเงิน รีบไสหัวไปได้แล้ว อย่าบังคับข้าให้ไปส่งเจ้าเองเชียว!”
โจวหยวนไม่คิดให้เงินเดือนสามเดือนกับเป้าจือ ก่อนหน้านี้เขา
ไปเล่นพนัน เสียเงินไปไม่น้อย แถมยังยืมเงินผู้อื่นมา เงินจำนวนนี้ถูก
ใช้ไปแล้ว หามีจ่ายสักนิดไม่ เพราะเหตุนี้เขาจึงขับสตรีผู้นี้ออก จะได้
หักเงินเดือนสามเดือนนี้ได้สะดวกหน่อย
เจียงผิงอันปริปากกล่าว “ข้าจะขอให้นางซื้อหาวัตถุดิบส่วนหนึ่ง
อยู่พอดี มูลค่าสูงกว่าล้านผลึกเซียน ร้านจะมีรายได้แน่นอน ไม่ต้อง
ไล่ออกหรอก”
เขาจะซื้อขายวัตถุดิบกับใครก็ได้ พนักงานหญิงผู้นี้อุตส่าห์เตือน
เขาเมื่อกาลก่อน จรรยาบรรณมิได้แย่ ช่วยสักนิดหน่อยก็มิยากเย็น
เมื่อเป้าจือได้ยินเช่นนี้ ดวงตาแดงฉานของนางก็เสขึ้นมองเจียง
ผิงอันด้วยอารมณ์ปนเป มิคาดว่าอีกฝ่ายจะยื่นมือช่วยเหลือ
“ไม่ได้!” โจวหยวนโวยวายทันที “สวะพรรค์นี้ปล่อยไว้ก็เสียผลึก
เซียนเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไรกับร้านเลย”
เรื่องสำคัญคือ หากสตรีผู้นี้ยังอยู่ เขาก็ไม่มีเงินจ่าย ดังนั้นจึงต้อง
ไล่ไป
“เช่นนั้นก็ให้เงินนาง พวกนางทำงานมิใช่ง่าย สามเดือนไม่น่าจะ
เป็นผลึกเซียนมากมายหรอก” เจียงผิงอันกล่าว
โจวหยวนหน้าง ้า “อาจารย์ช่วยเลิกยุ่งได้หรือไม่? ปรมาจารย์
เซียนสั่งให้ข้าดูแลร้าน ข้าก็ย่อมต้องภักดีต่อหน้าที่ ปกป้องประโยชน์
ร้านเต็มที่ หากมีคำถามใด ก็ถามปรมาจารย์เซียนเถิด”
“ช่างเถอะ ข้าไปดีกว่า”
เป้าจือไม่อยากให้ทั้งสองบาดหมางเพราะนาง นางกับเจียงผิงอัน
ไร้สัมพันธ์ใด ๆ อีกฝ่ายพูดช่วยนางสองสามคำก็ทำให้นางตื้นตัน
มากแล้ว
ขณะนั้นเอง พนักงานหญิงผู้หนึ่งก็วิ่งขึ้นมา “ผู้จัดการโจว! ผู้
จัดการโจว! แย่แล้ว มีคนมาก่อเรื่องเจ้าค่ะ!”
“ใครจะกล้ามาก่อเรื่องในร้านของสำนักร้อยศาสตราของเรา?
เบื่อชีวิตแล้วหรือ?” โจวหยวนกล่าวเสียงเย็น
“เป็นลูกค้าท่านหนึ่งเจ้าค่ะ เขาบอกว่าอาวุธวิเศษของร้านเรา
คุณภาพมีปัญหา ท่านลงไปดูเถิด!” สตรีผู้นั้นตะโกนอย่างร้อนรน
โจวหยวนสุดแสนหงุดหงิด ก้าวเดินลงไป
ที่ชั้นล่าง ชายชุดเทาใบหน้าดุร้ายโยนดาบหักเล่มหนึ่งลงกับพื้น
เกิดเสียงสนั่นลั่นจนเรียกความสนใจของเหล่าลูกค้าในร้านทันที
“ผู้จัดการร้านพวกเจ้าอยู่ไหน! มาดูขยะที่พวกเจ้าขายนี่ซิ!”
ชายหน้าดุร้ายแผดเสียง “นี่คือดาบล ้าค่าที่ข้าเพิ่งซื้อจากร้าน
พวกเจ้าเมื่อไม่กี่วันก่อน พอซื้อไป เข้าโลกใบน้อยของราชินีปีศาจ
หวังจะสู้ แต่พอเริ่มลงมือ ดาบบ้านี่ก็ระเบิด ข้าเกือบตายไปเพราะมัน
ขยะชัด ๆ!”
โจวหยวนเดินลงจากชั้นบน กล่าวขึ้นยิ้ม ๆ “สหายเต๋า ศัตรูที่
ท่านเผชิญน่าจะแข็งแกร่งเกินไป หรือใช้อาวุธวิเศษระดับสูง
เหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้น ในเมื่อท่านเพิ่งซื้อไปไม่กี่วัน เราซ่อมมัน
โดยไม่คิดเงินได้นะ”
การที่อาวุธวิเศษจะเสียหายนั้นสุดแสนธรรมดา ครั้งนี้ต้องสงบ
อารมณ์ลูกค้าก่อน หากรับมือไม่ดี ลูกค้าคนอื่น ๆ ก็ยากจะมีใครซื้อ
อาวุธวิเศษ มันจะกระทบต่อธุรกิจของร้านได้
“ข้าไม่อยากได้การซ่อมแซมไม่คิดเงิน ใครจะรู้ว่าภายหน้ามันจะ
พังอีกหรือไม่ รีบคืนเงินข้าเสีย” ชายหน้าถมึงทึงโวยวาย
เมื่อเห็นปวงชนล้วนให้ความสนใจ โจวหยวนก็ก่นด่าบุพการีอีก
ฝ่ายในใจ แต่ใบหน้ายังคงแย้มยิ้ม “สหายเต๋าโปรดนำใบเสร็จมาให้
เรา แล้วเราจะคืนเงินให้ท่าน”
ขณะนั้นเอง ผู้ฝึกตนหญิงร่างเพรียวสูงนางหนึ่งก็เดินเข้ามา โยน
แส้พัง ๆ เส้นหนึ่งลงพื้นพลางตวาดลั่น “แส้บ้าอะไรเนี่ย ข้าใช้ไม่กี่ทีก็
พังแล้ว”
อึดใจต่อมา ชายชราซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผล แขนหายไปข้าง
หนึ่งก็โซเซเข้ามาในร้าน ในมือถือโล่แตก ๆ ใบหนึ่ง “โล่… ขยะที่
พวกเจ้าขายในร้านจู่ ๆ ก็ระเบิด… ตาเฒ่าผู้นี้เกือบตาย…”
อาวุธวิเศษเสียหายสามชิ้นติดต่อทำให้โจวหยวนหัวใจสะท้าน
ตระหนักแล้วว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง นี่มิน่าใช่ปัญหาของอาวุธวิเศษ
แต่เป็นการใส่ร้ายที่มีบุคคลเบื้องหลัง
หากอาวุธวิเศษมีปัญหาจริง ๆ ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นมากมายเช่นนี้
ในคราวเดียว
ลูกค้าในร้านวิจารณ์เซ็งแซ่ทันที
“อัตราความเสียหายของอาวุธวิเศษในร้านนี้สูงจัง”
“น่ากลัวชะมัด ข้าไม่ซื้ออะไรร้านนี้แล้ว เดี๋ยวอาวุธวิเศษมีปัญหา
จะตายเอาได้”
“เวรเอ๊ย ข้าเพิ่งซื้อกระบี่ไปเล่มหนึ่ง ขอคืนแล้วกัน”
เหล่าลูกค้าขวัญหนีดีฝ่อ คุณภาพอาวุธวิเศษส่งผลตรงต่อชีวิต
พวกเขา และจะไม่มีใครเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่น หากเกิดอะไรขึ้นมา
ความบากบั่นเป็นพัน ๆ ปีก็จะจบสิ้น คู่บำเพ็ญหนีไปอยู่บนเตียงผู้อื่น
ญาติมิตรหัวใจสลายได้
โจวหยวนตะโกน “ทุกท่านอย่าแตกตื่น คนเหล่านี้ต้องเป็นคน
จากร้านอื่นมาใส่ร้ายเราแน่! สำนักร้อยศาสตราของเราเป็นสำนักนัก
หลอมอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในภพเซียน จะมีปัญหาคุณภาพมากมาย
เพียงนี้ได้อย่างไร?”
ชายหน้าถมึงทึงแค่นยิ้มเย้ย “พอเกิดเรื่องก็เริ่มบ่ายเบี่ยงความ
รับผิดชอบหรือ? ข้าถามมาแล้ว ร้านเจ้าก็แค่แขวนป้ายของสำนัก
ร้อยศาสตรา ทว่าแท้จริงก็แค่ร้านที่ปรมาจารย์เซียนนักหลอมอาวุธ
ธรรมดา ๆ ในสำนักร้อยศาสตราเป็นคนเปิด มิใช่ร้านในอาณัติของ
สำนักร้อยศาสตราสักนิด!”
ผู้ฝึกตนหญิงซึ่งมากับแส้พัง ๆ แผดเสียง “อย่ามาแก้ตัว รีบคืน
เงินมาเสีย!”
ชายชราร่างเต็มไปด้วยบาดแผลกระอักเลือด “มิเพียงคืนค่า
อาวุธวิเศษ… ข้าต้องขอค่าโอสถชดเชยด้วย แค่ก ๆ”
แขกบางส่วนเริ่มทยอยออกจากร้าน พวกเขาจะไม่ซื้ออาวุธวิเศษ
ในร้านที่มีปัญหาเช่นนี้ พวกเขาสั่งสมผลึกเซียนเป็นสิบเป็นร้อยปี
หากเอามาซื้ออาวุธวิเศษที่ใช้ไม่ได้ คงร ่าไห้ตายแน่
แถมร้านนี้ยังบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ บอกว่าคนเหล่านั้นมาใส่
ความกันอีก
โจวหยวนเดือดดาลแน่นอก เขาแน่ใจว่าต้องมีร้านอื่นใส่ความ
พวกเขาอยู่แน่ แต่หาหลักฐานมิได้
เรื่องสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจคือภาพลักษณ์ หาก
ภาพลักษณ์ร้านเหม็นเน่ายามใด ก็ยิ่งยากในการหาเงินในภายหน้า
เป้าจือมองอยู่ห่าง ๆ จู่ ๆ หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นในมโนสำนึก ทำให้
นางสะท้านทั้งกาย หลังชำเลืองเจียงผิงอัน นางก็ขบริมฝีปากแดง
ก้าวออกไปกล่าวกับทั้งสาม “พวกเจ้าทั้งสามเป็นพวกเดียวกันสินะ?”
“เปล่า เราหารู้จักกันไม่ ที่ว่าเราสามคนร่วมมือกันนี่หมายความ
เช่นไร? ยังบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบหรือ? ร้านขยะแท้ ๆ” ชายหน้า
ถมึงทึงยิ้มเหยียด
เป้าจือพูดต่อ “ในเมื่อไม่รู้จักกัน เหตุใดอาวุธวิเศษของพวกเจ้า
ทั้งสามจึงเสียหายเพราะอาวุธวิเศษชิ้นเดียวกันเล่า?”
ทุกสายตาล้วนมองมายังเป้าจือ
“นี่พูดเพ้อเจ้ออะไรของเจ้าอีก? เจ้ามีหลักฐานอะไรมาพูด” ผู้ฝึก
ตนหญิงตวาดแว้ด
เป้าจือยกมือ ชี้อาวุธวิเศษของทั้งสามแล้วกล่าวกับปวงชน
“ทุกท่านโปรดมองใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นดาบหักหรือแส้พังล้วนมี
รอยตัดอยู่ทั้งสิ้น และผู้เฒ่าที่บอกว่าโล่เขาระเบิดก็มีรอยตัดบนโล่
มิใช่ร่องรอยผิดปกติที่เกิดจากการระเบิดเลยสักนิด”
ชายชราซึ่งกระอักเลือดอยู่เมื่อครู่พลันหยุดกระอักเลือด หลังนิ่ง
ค้างไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ระหว่างต่อสู้ข้าถูกทำให้หมดสติ ความทรง
จำเลอะเลือน ใครบางคนใช้กระบี่ผ่าโล่ข้าจริง แต่นั่นก็เท่ากับอาวุธ
วิเศษร้านพวกเจ้ามีปัญหาอยู่ดี! นอกจากนั้น ไฉนเจ้าจึงบอกว่าเรา
ล้วนถูกอาวุธวิเศษชิ้นเดียวกันทำลาย? จะไม่ชดใช้กันหรือ?”
เป้าจือแย้มยิ้ม “หากจะทำลายอาวุธวิเศษระดับเขตแดน ต้องใช้
อาวุธวิเศษเหนือระดับสมบัติลับ และอาวุธวิเศษระดับสมบัติลับมีพลัง
กฎมหาเต๋า”
“หลังจากถูกอาวุธวิเศษระดับนี้โจมตี กฎมหาเต๋าจะหลงเหลืออยู่
นิดหน่อย ขอเพียงพินิจดี ๆ ก็จะรู้ได้ว่าถูกโจมตีโดยอาวุธวิเศษ
ระดับสูงชิ้นเดียวกันหมด”
เป้าจือพลันตะโกน “ใครก็ได้ รีบปิดประตูร้าน อย่าให้พวกเขา
หนี!”
เมื่อสิ้นวาจาสุดท้าย สีหน้าของทั้งสามก็แปรเปลี่ยน หนีเตลิดสู่
นอกร้านอย่างบ้าคลั่ง หายไปในทันที
มุมปากเป้าจือกระตุก “พวกโง่ ข้าหลอกพวกเจ้าเถอะ บนนั้นหา
มีร่องรอยมหาเต๋าอะไรไม่”
ขณะนี้ สัจธรรมกระจ่างแล้ว
ปวงชนพลันตระหนักว่าคนทั้งสามจงใจมาหาเรื่องกันจริง ๆ
พนักงานหญิงผู้นี้ฉลาดเหลือ ไล่คนเหล่านั้นไป ช่วยร้านได้อย่าง
ง่ายดาย
ผู้จัดการร้านโจวหยวนถอนหายใจโล่งอก ปัญหาร้านคลี่คลาย
แล้ว หากถูกใส่ความจริง ๆ คงเสียหายมหาศาล เขาคงถูกปรมาจารย์
เซียนไล่ออกแน่
เจียงผิงอันที่ข้างตัวเขาเอ่ยว่า “พนักงานหญิงผู้นี้ฉลาดมาก ช่วย
ร้านไว้ได้ ข้าว่าไร้จำเป็นต้องไล่ออกนะ”
โจวหยวนพยักหน้า “เดี๋ยวข้าจะให้รางวัลนางด้วย”
ในยามนี้ การไล่เป้าจือออกเป็นเรื่องไม่ฉลาด จะกระทบต่อหัวใจ
ปวงชนได้
ซากอาวุธวิเศษที่คนทั้งสามทิ้งไว้ก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย ชดเชย
เงินเดือนสามเดือนของพนักงานหญิงผู้นี้ได้
เขาก็สามารถฉวยโอกาสนี้นำเงินจำนวนหนึ่งจากบัญชีร้านมา
ใช้เป็นรางวัล ยักยอกครึ่งหนึ่งไว้กับตัว ให้พนักงานหญิงผู้นี้อีกครึ่ง
ได้
พนักงานหญิงมากมายมองมายังเป้าจือด้วยสายตาอิจฉา มิคาด
ว่าสตรีผู้ปกติโง่เง่านี้จะสร้างผลงานใหญ่โต
เป้าจือมองเจียงผิงอันอย่างซาบซึ้ง ดวงตาพริบพราวรื้นน ้า นาง
เท่านั้นที่ทราบว่าแท้จริง วาทะที่นางเพิ่งพูดล้วนเป็นบทที่เจียงผิงอัน
บอกให้
หากมิใช่เพราะชายผู้นี้ นางคงถูกไล่ออกไปแล้ว
ชายผู้นี้ฉลาดนัก แก้สองปัญหาพร้อมกันได้อย่างง่ายดาย
[1] อาจารย์ในที่นี้เป็นคำให้เกียรติ ไม่ได้นับเป็นศิษย์อาจารย์กัน
จริง ๆ