สู่วิถีอมตะ - บทที่ 777 หลอกเจ้าเล่น
“เจ้าชื่ออะไร?” เจียงผิงอันถาม
สตรีผู้นี้ทำงานเฉียบขาดมาก ภายหน้าเขาอาจต้องการคนผู้นี้
เป้าจือแสนยินดี ในที่สุดอีกฝ่ายก็ถามชื่อนาง หมายความว่าเขา
เห็นค่านาง
“ข้าชื่อเป้าจือ ตัวจือจากเห็ดหลิงจือ”
เจียงผิงอันพยักหน้า จำชื่ออีกฝ่ายไว้แล้วถามต่อ “สามร้านไหน
น่าสงสัยที่สุด”
เป้าจือชี้อาคารหรูตรงหน้า “ร้านตรงหน้าคือหนึ่งในนั้น”
อาคารหรูตรงหน้าเรืองจรัสงามตระการ แผ่ประกายเจ็ดสี เจิด
จรัสยิ่งแม้เป็นยามกลางวัน
ท่ามกลางรัศมีเจิดจรัส มีอักษรเรืองขึ้นตัวใหญ่ว่า [โถงศัสตรา
เสินเชวีย]
เป้าจือแนะนำ “โถงศัสตราเสินเชวียเป็นหนึ่งในสำนักหลอมอาวุธ
จำนวนน้อยที่เทียบชั้นสำนักร้อยศาสตราได้ แม้จะแตกต่างจากสำนัก
ร้อยศาสตราอยู่หน่อย แต่ก็ไม่มาก ร้านนี้ตั้งตรงข้ามร้านเรา และน่า
สงสัยที่สุด”
เจียงผิงอันพยักหน้า เดินไปยัง [โถงศัสตราเสินเชวีย]
เป้าจือเดินตามไปพลางเอ่ยปาก “อาจารย์ปัว การตรวจสอบว่า
เรื่องนี้เป็นฝีมือ [โถงศัสตราเสินเชวีย] หรือไม่นั้นไม่ง่าย ข้าแนะนำว่า
เราเปลี่ยนรูปลักษณ์แล้วซุ่มอยู่ใกล้ ๆ รอสามคนที่โผล่มาในร้านเรา
ปรากฏตัวดีกว่านะ”
“หากปรี่เข้าไปตรง ๆ ต้องตรวจสอบไม่เจออะไรแน่ ๆ หากเป็น
การลำบากอาจารย์ ผู้น้อยยินดีอยู่เฝ้าตลอดวันคืน รายงาน
สถานการณ์แก่อาจารย์ได้ทันที”
เป้าจือวางแผนให้เจียงผิงอันเสร็จสรรพ
เจียงผิงอันส่ายหัว “ไม่ต้องลำบากเพียงนั้นหรอก”
“อาจารย์ปัวมีวิธีตรวจสอบแล้วหรือ?” เป้าจือถามอย่างสงสัย
เจียงผิงอันไม่พูดอะไรมาก เขาเดินตรงเข้าไปในร้าน
โถงศัสตราเสินเชวียหรูหรากว่าร้านของเซี่ยเปิ่นจวิน แต่ก็มี
ลูกค้าไม่มากนัก
ระดับการหลอมอาวุธของ [โถงศัสตราเสินเชวีย] มิได้แย่ แต่
สถานะนั้นต ่ากว่าสำนักร้อยศาสตราเล็กน้อย เทียบกันแล้ว คนยังเอน
เอียงเชื่อถือสำนักร้อยศาสตรามากกว่า ลูกค้าจึงมีไม่มาก
เจียงผิงอันเข้าร้านไปก็พูดกับเจ้าหน้าที่หญิง “เรียกผู้จัดการมา
ที บอกว่าข้าเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เซียนหลอมอาวุธจากสำนักร้อย
ศาสตราร้านตรงข้าม”
เป้าจือซึ่งตามหลังมาเบิกตากว้าง มิใช่ว่าเขามาตรวจสอบหรือ?
ไฉนจึงบอกตัวตนกับอีกฝ่ายเสียเสร็จสรรพ? แล้วจะตรวจสอบเช่น
ไร? อีกฝ่ายไม่มีทางบอกตรง ๆ ว่าเป็นฝีมือตัวเองแน่
ยามพนักงานหญิงของโถงศัสตราเสินเชวียรู้ตัวตนของเจียงผิง
อัน นางก็รีบขึ้นชั้นบนไปรายงาน
ไม่นานนัก ชายชุดน ้าเงินผู้หนึ่งก็เดินลงมา
ชายผู้นี้มีปราณกล้าแข็ง ร่างกายรายล้อมด้วยกฎเกณฑ์ธาตุไฟ
หนาแน่น ฝ่ามือหยาบกร้าน การฝึกฝนอยู่ในขั้นปลายระดับเขตแดน
ตัดสินจากบรรยากาศแล้วหาธรรมดาไม่
หม่าคั่วเดินเข้ามากล่าวกับเจียงผิงอันด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“สหายเต๋าจากสำนักร้อยศาสตรามีธุระใดที่นี่หรือ?”
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันเตะโต๊ะที่ข้างตัว ฝุ่นเสี้ยนไม้กระจายคลุ้ง
เสียงดังสนั่นทำให้ปวงชนสะดุ้ง หันมามองเป็นตาเดียว
เจียงผิงอันกล่าวกับหม่าคั่วเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าแผนแนบเนียนไร้
ที่ติ เราจะหาไม่พบว่าเป็นเจ้าจริงหรือ? ในสายอาชีพเรา หากคิดเรียก
ลูกค้า ก็ควรมุ่งหน้าพัฒนาระดับการหลอมอาวุธวิเศษ สร้างอาวุธ
วิเศษดี ๆ ออกมาสิ มิใช่ใช้ลูกไม้ซกมกแบบนี้!”
“หากมีหนหน้า อย่าโทษข้าที่เสียมารยาทแล้วกัน!”
เป้าจือด้านหลังเขาตะลึงงัน ปรากฏว่าอาจารย์ปัวรู้อยู่แล้วว่า
[โถงศัสตราเสินเชวีย] ส่งคนมาใส่ร้ายร้านพวกเขา แต่อาจารย์ปัวรู้
ได้อย่างไร?
หม่าคั่วหรี่ตา “มิคาดว่าเจ้าจะรู้อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรา…”
“ไม่รู้หรอก หลอกเจ้าเล่น” เจียงผิงอันตอบกลับเสียงเย็น “แต่
โชคดีเหลือที่หลอกทีเดียวก็ได้ผลเลย มิต้องไปเตะโต๊ะให้เมื่อยขา”
เขาแค่มาลองเชิงดูเฉย ๆ หากร้านนี้ไม่ยอมรับ เขาก็จะไปร้านอื่น
แต่ช่างโชคดี มาร้านแรกก็เจอเลย
หม่าคั่ว “…”
เป้าจือ “…”
แผนการชั่วร้ายอะไรเช่นนี้
“ลาก่อน” เจียงผิงอันกล่าวลาอย่างสุภาพ
เขารับหน้าที่เพียงตัวสืบหาตัวการ ต่อจากนี้ทำเช่นไร ไม่
เกี่ยวกับเขาแล้ว
“รอเดี๋ยว!”
หม่าคั่วหน้าง ้าบูด การกระทำของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกเหมือน
สมองตนมีเท่าขี้เล็บ ต้องรักษาหน้าเอาไว้
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าจะใช้อาวุธวิเศษดี ๆ มาเรียกลูกค้า กล้าให้นัก
หลอมอาวุธใต้ระดับเซียนดวลกับร้านเราหรือไม่? หากฝ่ายไหนแพ้
ห้ามมาตั้งร้านแถวนี้”
ร้านของสำนักร้อยศาสตราตั้งตรงข้ามร้าน [โถงศัสตราเสิน
เชวีย] ของพวกเขาเช่นนี้ กระทบต่อยอดขายของร้าน ต้องขับอีก
ฝ่ายไปไกล ๆ กำไรร้านก็จะทวีคูณ
“ขออภัย ข้าไม่สนใจ และข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วย”
เจียงผิงอันคร้านเกินแข่งขันไร้ความหมาย จึงหันกายเดินจากไป
“พวกเจ้าศิษย์สำนักร้อยศาสตราตาขาวเช่นนี้หมดหรือ? แค่
ประลองยังไม่กล้า?” หม่าคั่วตะเบ็งเสียง คิดใช้วิธียั่วโมโหบังคับเจียง
ผิงอัน
เจียงผิงอันไม่สนใจคำยั่วยุอะไร ชื่อเสียงของสำนักร้อยศาสตรา
เกี่ยวอะไรกับเขาเจียงผิงอัน หากสำนักเซียนอวี่หวงเจอคำท้าทาย
เช่นนี้สิ อีกฝ่ายคงหัวหลุดจากบ่าไปแล้ว
เห็นเจียงผิงอันสุดแสนเรื่อยเฉื่อยสุขุม ดวงตาของเป้าจือก็ฉาย
ประกายนับถือ ชายผู้นี้ดูไม่เคยเสียอารมณ์ มิขาดสติกับคำยั่วยุ สุขุม
เยือกเย็นดุจเซียน น่านับถืออย่างยิ่ง
“หากเราพ่าย ข้าจะให้ศาสตราเซียนเจ้าหนึ่งชิ้น!” ในที่สุดหม่า
คั่วก็แผดเสียง
ฝีเท้าของเจียงผิงอันพลันชะงัก เป้าจือเดินชนหลังเจียงผิงอันเข้า
จัง ๆ
หากมีรางวัลมาพูดกัน เขาก็ไม่ไปแล้ว
“เวลากับสถานที่”
อยู่ว่าง ๆ พอดี ได้ศาสตราเซียนมาสักชิ้นก็ไม่เลว
“อีกห้าวัน ระหว่างร้านเรา” มุมปากหม่าคั่วยกยิ้ม ในที่สุดก็
หลอกเจ้านี่ได้
เขาสืบมาแล้ว เจ้าของร้านตรงข้ามคือเซี่ยเปิ่นจวิน ปรมาจารย์
เซียนนักหลอมอาวุธผู้ขึ้นชื่อเรื่องไม่เคยสอนอะไรดี ๆ กับศิษย์
สรุปคือ อีกฝ่ายหาศิษย์ดี ๆ ไม่ได้หรอก
เอาชนะอีกฝ่ายได้สบายมาก
ขอเพียงเอาชนะอีกฝ่ายได้ ต่อให้ไล่พวกเขาไปไม่ได้จริง ๆ ธุรกิจ
ของอีกฝ่ายก็ยังถูกกระทบ เพิ่มชื่อเสียงให้ร้านตัวเองได้
“ทุกท่านโปรดเป็นพยาน! อีกห้าวันให้หลัง เรา [โถงศัสตราเสิน
เชวีย] จะแข่งขันสร้างอาวุธวิเศษกับสำนักร้อยศาสตรา ถึงยามนั้น
อาวุธวิเศษของเราโถงศัสตราเสินเชวียจะลดราคาสองส่วน!”
หม่าคั่วรีบประกาศเสียงดัง อีกฝ่ายจะได้หมดโอกาสกลับคำ หาก
ตระบัดสัตย์ก็จะกระทบต่อชื่อเสียง แต่พวกเขา [โถงศัสตราเสินเชวีย]
ก็จะยังได้ประโยชน์
ผู้ฝึกตนมากมายไม่สนใจเรื่องการแข่งหลอมศาสตรา แต่พวก
เขาสนใจส่วนลดเอามาก ๆ
ผู้ฝึกตนซึ่งเดิมคิดจะซื้ออาวุธวิเศษตัดสินใจรอซื้ออีกห้าวัน จะได้
ถูกลงเยอะเลย
ใบหน้าของเป้าจือซีดขาว “อาจารย์ปัว ไปตกลงเช่นนั้นได้
อย่างไร หากแพ้ขึ้นมา ปรมาจารย์เซียนไม่ปล่อยท่านไว้แน่นะ!”
‘อาจารย์ปัว’ ตรงหน้านางเพิ่งมาฝากตัว เซี่ยเปิ่นจวินก็ไม่เคย
สอนอะไร จะเทียบนักหลอมอาวุธจาก [โถงศัสตราเสินเชวีย] ได้ที่
ไหน
“มิต้องลนลาน กลับกัน”
เจียงผิงอันหาได้ร้อนใจไม่
เมื่อเห็นเจียงผิงอันสุดสุขุมมั่นใจ เป้าจือก็ลดกังวลลง “หรือ
อาจารย์ปัวจะมั่นใจว่าเอาชนะอีกฝ่ายได้?”
“เปล่า หากไม่ได้ก็แค่หนี เพราะถึงอย่างไรเจ้าเฒ่านั่นก็เก็บตัว
อยู่ หากชนะก็กำไรเท่านั้นแหละ “เจียงผิงอันพูดเนิบ ๆ
เป้าจือ “…”