สู่วิถีอมตะ - บทที่ 778 อันดับสองในประวัติศาสตร์
ภาพลักษณ์สูงส่งของเจียงผิงอันในใจเป้าจือถล่มเรียบ
เป้าจือเคยคิด ว่าแม้ชายตรงหน้าจะไม่ยิ้ม แต่ก็ตรงไปตรงมาและ
สุขุม แข็งแกร่งและมีความมั่นใจ
มีหรือจะคิดว่า ทันทีที่ได้ยินว่ามีศาสตราเซียนเป็นรางวัล เขาก็
ตอบตกลงประลองทันที กระทั่งพูดออกมาหน้าตาเฉยว่าจะหนี
เจียงผิงอันกลับร้าน ถามอวิ๋นเหยาในโลกใบน้อยของตน “ผู้
อาวุโส ระดับการหลอมอาวุธของข้า เทียบกับนักหลอมอาวุธร่วม
ระดับ น่าจะพอใช้ได้กระมัง”
หากบอกให้เขาประลองฤทธิ์ ต่อให้สู้ข้ามขั้นเขาก็ไม่กลัว แต่พอ
เป็นเรื่องการหลอมอาวุธ เขายังไม่เคยได้ประลองกับใคร เลยไม่รู้
ระดับของตน
“ก็งั้น ๆ”
อวิ๋นเหยาตอบสามพยางค์เหมือนเช่นเคย
แตกต่างตรงที่ครั้งนี้มีประโยคตามหลัง
“ว่าถึงการเสริมพลังและสร้างอาวุธวิเศษด้วยมือเปล่า ใต้ระดับ
เซียน ยุคนี้มีน้อยคนนักจะต่อกรเจ้าได้ แต่หากเป็นด้านอื่นก็แค่งั้น ๆ
ห่างชั้นกับตัวข้าในอดีตอยู่”
“ผู้อาวุโสในกาลก่อนอยู่ในระดับใดหรือ?” เจียงผิงอันถามอย่าง
สงสัย
“ยามนั้นข้า…”
น ้าเสียงของอวิ๋นเหยาพลันคลุมเครือ นางเงียบไปเนิ่นนานแล้วจึง
รำพึง “ช่างเถอะ มันจบสิ้นไปหมดแล้ว เจ้ารู้ไว้ก็พอว่าข้าเป็นอัจฉริยะ
นักหลอมอาวุธอันดับสองในประวัติศาสตร์”
แม้เจียงผิงอันจะไม่แน่ใจว่าสตรีผู้นี้พูดจริงหรือไม่ แต่นาง
แข็งแกร่งขนาดนี้ คงมิคลาดเคลื่อนมากนักหรอก
“อัจฉริยะนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์คือผู้ใด
หรือ?”
ถึงกับทำให้อวิ๋นเหยาบอกว่าตนเป็นที่สองได้ อันดับหนึ่งต้อง
แข็งแกร่งสุดยอดแน่ ๆ
“ไร้อันดับหนึ่ง ข้าบอกว่าเป็นอันดับสองเพื่อรอดูว่าคนไร้ยางอาย
ที่ไหนกล้าบอกว่าตัวเองเป็นอันดับหนึ่งนี่แหละ” อวิ๋นเหยาเอ่ยเนิบ ๆ
เจียงผิงอัน “…”
เห็นกันชัด ๆ ว่าเจ้านั่นแหละไร้ยางอาย หรือมิใช่?
ไม่รู้สตรีผู้นี้พูดอะไรถูกบ้าง แต่เจียงผิงอันก็ได้คำตอบที่ต้องการ
แล้ว ระดับการหลอมอาวุธของเขาน่าจะมิได้แย่ ต่อให้ประลองกับ
ผู้อื่น ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่น่าแพ้
หากบานปลายแพ้ขึ้นมา ก็หนีเสีย
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็บรรลุ ‘วิชาอำพรางสรวง’ สู้ไม่ได้ก็แค่ซ่อน
หลังจากเจียงผิงอันออกจาก [โถงศัสตราเสินเชวีย] หม่าคั่วจาก
โถงศัสตราเสินเชวียก็เริ่มก่อกระแสการปราชันระหว่างสองร้าน
เนื่องจากมีเรื่องลดราคาเข้าร่วม จึงทำให้รอบข้างเซ็งแซ่ไม่น้อย
ที่ทางเข้าโลกใบน้อยของราชินีปีศาจเช่นนี้ มีผู้ฝึกตนเข้าออก
มากมาย ผู้ฝึกตนมากมายได้ยินว่ามีอาวุธวิเศษลดราคา ก็ตัดสินใจ
อยู่ต่ออีกสองสามวัน
ยามโจวหยวน ผู้ดูแลร้านของเซี่ยเปิ่นจวินทราบเรื่องนี้ เขาก็ไป
โวยวายกับเจียงผิงอัน
“ใครบอกให้เจ้าตกลงประลองโดยมิได้รับอนุญาต!”
“แค่ประลองเอง ร้อนใจอะไร” เจียงผิงอันนั่งละเลียดชาในห้อง
อย่างแช่มช้า
“ร้อนใจอะไร?”
ได้ยินเช่นนี้ โจวหยวนก็เดือดแทบสลบ “เจ้าตกลงว่าผู้ใดพ่าย
ห้ามเปิดร้านในละแวกนี้ ข้าจะไม่ร้อนใจได้หรือ!”
“อีกฝ่ายเป็นคนจากโถงศัสตราเสินเชวีย ขลุกอยู่กับเตาไฟตั้งแต่
เด็ก ร ่าเรียนการหลอมอาวุธวิเศษจากปรมาจารย์เซียนชั้นยอด เจ้า
เพิ่งศึกษาการหลอมศาสตราไม่กี่ปี เอาความมั่นใจที่ไหนไปปราชัน
พวกเขา?”
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “ข้าศึกษามาหลายปีอยู่ แค่
จำเวลาแน่ชัดมิได้”
โครม!
โจวหยวนความดันขึ้น ดวงตาวูบดับ ฟาดกรอบประตู ร่างสะท้าน
ด้วยโทสะ
เขาแค่พูดเฉย ๆ มิคาดว่าอีกฝ่ายจะเรียนวิชาหลอมอาวุธมาแค่
ไม่กี่ปีจริง ๆ!
ฝีมือแค่นี้กล้ารับคำท้าของคนจากโถงศัสตราเสินเชวีย? สมอง
ถูกประตูหนีบมาหรือ?
ขณะนั้น เป้าจือวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “ผู้จัดการ สืบมาให้แล้ว
เจ้าของร้านตรงข้ามเป็นของตระกูลหม่าแห่งโถงศัสตราเสินเชวีย
ผู้จัดการร้านขณะนี้ชื่อหม่าคั่ว เป็นอัจฉริยะนักหลอมอาวุธผู้ลือนาม
จากโถงศัสตราเสินเชวียเจ้าค่ะ”
“หม่าคั่วเริ่มหลอมอาวุธตั้งแต่อายุสิบปี สิบสองปีบรรลุเพลิงแท้
สมาธิ สามสิบปีบรรลุเพลิงแท้กิเลน ห้าสิบปีบรรลุเพลิงดวงจิตดารา
สามเพลิงหลอมศาสตราสูงสุด จากคำร ่าลือ อีกฝ่ายกำลังหาภาพร่าง
อาวุธวิเศษระดับเซียนที่เหมาะสม พร้อมบรรลุเซียนด้วยมันเจ้าค่ะ!”
ตุ้บ!
โจวหยวนเข่าทรุดลงกับพื้นด้วยดวงตาว่างโหวง “จบสิ้นแล้ว หน
นี้จบสิ้นแล้วจริง ๆ อัจฉริยะระดับนี้ ต่อให้ข้าไปปราชันเองก็ไม่มีทาง
เอาชนะได้”
เมื่อไม่นานนี้ เขาติดหนี้พนัน ฉวยโอกาสยักยอกเงินร้าน
เล็กน้อยออกมาจ่ายหนี้ แต่หากธุรกิจร้านไม่ดี เขาก็ทำเช่นนี้ต่อไป
ไม่ได้
โจวหยวนเด้งขึ้นชี้หน้าเจียงผิงอันอย่างเดือดดาล “ไอ้โง่นี่ ยังไม่
รีบไปสารภาพผิดกับปรมาจารย์เซียนอีก! รีบให้ปรมาจารย์เซียน
แก้ปัญหาสิฟะ!”
“สารภาพผิด? ผิดอะไรให้สารภาพ นี่ก็แค่แข่งขันมิใช่หรือ อีก
อย่าง นี่เป็นปัญหาของข้า ไปเดือดร้อนอะไรเจ้า?”
เจียงผิงอันไม่รอให้อีกฝ่ายพูด ปากกล่าวต่อ “เลิกโวยวายทีได้
หรือไม่ ช่วงนี้ข้ากำลังฝึกฝนหัวใจ เจ้ากำลังทำให้ข้าอารมณ์เสีย
อยากฆ่าคนนะ”
นิสัยของเขาเกรี้ยวกราดอารมณ์ร้อนกว่ากาลก่อนมากนัก
“เจ้า… รอก่อนเถอะ! กระทบธุรกิจร้านเราเมื่อไหร่ เดี๋ยว
ปรมาจารย์เซียนก็จะโยนเจ้าลงเตาหลอมเอง!”
โจวหยวนกระฟัดกระเฟียดจากไป ความผิดสารเลวสมควรตายนี่
คนเดียว เขาต้องรีบหาทางจ่ายหนี้พนันใหม่แล้ว
ในที่สุดห้องก็เงียบเสียที เจียงผิงอันเปิดฝาถ้วยชา กล่าวกับเป้าจื
ออย่างไม่รีบร้อน “มาลองจิบชานี่สิ เพิ่มการประจักษ์แจ้งของเจ้าได้
นะ”
นี่คือใบจากพฤกษากระจ่างเต๋าระดับเซียน บรรจุคลื่นพลังเต๋า
พิเศษ เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ยิ่ง
เป้าจือปิดประตูเอ่ยขึ้น “ระหว่างยังมีเวลา หนีกันเถอะ!”
แค่ประลองเฉย ๆ ยังพอว่า ประเด็นอยู่ตรงที่แพ้ชนะจะกระทบต่อ
ร้าน หากไปกระทบเส้นทางหาเงินของเซี่ยเปิ่นจวินเข้า ด้วยนิสัย
ตระหนี่เหนียวของเซี่ยเปิ่นจวิน ผลที่ตามมาต้องแย่สุดแสนแน่นอน
“เรา? เจ้าจะหนีทำไม? มันไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยนะ” เจียงผิงอันริน
ชาถ้วยหนึ่งให้อีกฝ่าย
เป้าจืออธิบาย “ข้าใกล้ชิดอาจารย์เพียงนี้ ด้วยนิสัยพวกคน
ระดับสูงที่นี่ ต่อให้เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าก็จะถูกลากมาเกี่ยวด้วยอยู่
ดี แน่นอน ข้าไม่ว่าอาจารย์หรอก แค่ว่าหากเราหนีไปด้วยกัน ก็จะได้
ดูแลกันได้”
เจียงผิงอันส่งชาให้อีกฝ่าย “เจ้าคิดว่าข้าจะซื่อบื้อจนเจอ
อันตรายก็หนีไม่เป็นหรือ? ทุกอย่างก็แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องห่วง ทุก
อย่างจะปลอดภัยดี”
“หากเจ้ายังกังวล เจ้าเอาอาวุธวิเศษชิ้นนี้ไปแล้วไปเสียก็ได้ ถือ
เป็นค่าทำขวัญของเจ้า”
ว่าพลาง เจียงผิงอันก็นำอาวุธวิเศษระดับเขตแดนอีกชิ้นออกมา
อาวุธวิเศษขั้นสูงระดับเขตแดนหนึ่งชิ้นมีมูลค่าแสนผลึกเซียน
สำหรับพนักงานร้านเช่นนี้ นี่เป็นเงินมหาศาล
เป้าจือจ้องตาเจียงผิงอันอยู่นาน ไม่ยอมรับอาวุธวิเศษ แต่ใช้สอง
มือรับถ้วยชา “ข้าเชื่ออาจารย์”
ไม่รู้ว่าทำไม แต่นางเชื่อชายผู้นี้มากนัก สายตาสุขุมของเขา
เหมือนจะเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย
ห้าวันให้หลัง ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันล่วงหน้าระหว่าง
ร้านทั้งสอง คนจากร้านอาวุธวิเศษร้านอื่นก็มามุงดู
“การประลองระหว่างสำนักร้อยศาสตราและโถงศัสตราเสินเชวีย
นั้นหาดูยาก ต้องมาชมการประลอง เรียนรู้อะไรได้มากเลย”
“ข้าเหมือนเคยได้ยินว่า ร้านของสำนักร้อยศาสตรานี้เป็นแค่ของ
เซียนนักหลอมอาวุธทั่วไปโดยอาศัยนามสำนัก ทว่าแท้จริงระดับ
อาวุธวิเศษมิได้สูงนัก”
“จริงหรือ? เช่นนั้นก็ไร้จำเป็นต้องมาดูแล้วสิ”
“ยังจำเป็นอยู่ เจ้าพินิจหม่าคั่วจากโถงศัสตราเสินเชวียได้ นี่คือ
อัจฉริยะสูงสุดผู้บรรลุวิชาเพลิงสามรูปแบบเชียวนะ”
“ตระกูลหม่าจากโถงศัสตราเสินเชวีย? เช่นนั้นก็น่าดูแล้ว”
นักหลอมอาวุธมากมายผิดหวังเมื่อได้ยินว่านักหลอมอาวุธจาก
ฝั่งสำนักร้อยศาสตรามิได้ยอดเยี่ยมนัก แต่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็น
ยอดอัจฉริยะจากโถงศัสตราเสินเชวีย พวกเขาก็คาดหวังกันอีกครั้ง