สู่วิถีอมตะ - บทที่ 785 เจตนาของเซี่ยเปิ่นจวิน
“อาจารย์ ศิษย์ขอถือวิสาสะถาม จู่ ๆ ท่านก็ดีกับศิษย์เพียงนี้
ท่านมีจุดประสงค์ใดหรือไม่?”
เจียงผิงอันถามออกไปตรง ๆ
เซี่ยเปิ่นจวินตอบยิ้ม ๆ “ศิษย์ข้าเก่งขนาดนี้ ภายหน้าต้องมี
โอกาสบรรลุเป็นนักหลอมอาวุธระดับเซียนปฐพีได้แน่ อาจารย์เลยจะ
สร้างสัมพันธ์อันดีไว้เสียล่วงหน้า ไว้ศิษย์เติบใหญ่ จะได้ดูแลอาจารย์
ไง”
เหตุผลฟังดูดี แต่เจียงผิงอันยังรู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลก
“ศิษย์จะไม่ลืมน ้าใจอาจารย์เลยขอรับ!” เจียงผิงอันกุมกำปั้น
คารวะ หากอีกฝ่ายจริงใจกับเขา เขาก็จะตอบแทนด้วยความจริงใจ
เช่นกัน
ทั้งสองเสวนามากพิธี ดื่มสุราเสสรวลครึ่งค่อนวัน
เซี่ยเปิ่นจวินวางจอกสุราลง “อาจารย์อยากจะหลอมศาสตรา
เซียนระดับสูงสักชิ้น จะต้องออกไปหาวัตถุดิบ ไม่อยู่ที่นี่สักพัก ร้าน
จะถูกส่งมอบให้ศิษย์ ด้วยระดับเจ้าแล้ว ก็ต้องสามารถพอดูแลมันได้
นอกจากนั้น ช่วยอาจารย์ซื้อวัตถุดิบพวกนี้หน่อย”
“อาจารย์ ท่านว่ามาเถิด ศิษย์กำลังฟังอยู่”
ท่าทีของเจียงผิงอันนอบน้อม
“ศิลาทองโลหิตเซียน ไม้วิญญาณแค้น ผลึกศิลามิคสัญญี” เซี่ย
เปิ่นจวินจดรายชื่อส่งให้เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันพินิจใกล้ ๆ แล้วจดจำชื่อไว้ “ศิษย์จะออกไปหา
วัตถุดิบเหล่านี้ขอรับ”
เซี่ยเปิ่นจวินลูบเครายิ้ม ๆ “เจ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร อย่าเสียเวลา
ฝึกฝน หากออกสัญจรแล้วเจออันตรายหรืออะไรที่มิอาจแก้ รีบแจ้ง
อาจารย์เล่า”
ว่าแล้ว เซี่ยเปิ่นจวินก็ส่งยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งให้เจียงผิงอัน ก่อน
จะจรจากไปอย่างแสนอิดออด
หลังจากเจียงผิงอันส่งอีกฝ่ายไปแล้ว เขาก็อดพึมพำมิได้ว่า
“ไฉนข้ารู้สึกเสมอกันหนอว่าเจ้านี่แปลกๆ”
“เจ้ารู้สึกถูกแล้ว”
เสียงของอวิ๋นเหยาดังขึ้นในหัวเขา
เจียงผิงอันอึ้งไปเล็กน้อย “ผู้อาวุโสรู้อะไรหรือ?”
“หากข้าเข้าใจไม่ผิด เขาน่าจะกำลังหลอมธนูมิคสัญญี ศาสตรา
มารชิ้นหนึ่ง” อวิ๋นเหยาคะเนจากวัตถุดิบที่เซี่ยเปิ่นจวินต้องการ ทราบ
ได้ว่าอีกฝ่ายจะสร้างอาวุธวิเศษชิ้นใด
“ศาสตรามาร? ธนูมิคสัญญี? มันคืออะไรหรือ? เกี่ยวอะไรกับ
การที่เขามาทำตัวดีกับข้าด้วย?” เจียงผิงอันถามอย่างสงสัย
อวิ๋นเหยาอธิบาย “ศาสตรามารแตกต่างจากอาวุธวิเศษทั่วไป มัน
เป็นสิ่งชั่วร้าย บรรจุพลังชั่วร้าย กาลก่อนข้าเคยเห็นแบบร่างของ
อาวุธวิเศษชิ้นนี้ หากจะหลอมธนูนี่ ต้องใช้ชีวิตของบุคคลที่รักที่สุด
ด้วย”
“สรุปคือ เซี่ยเปิ่นจวินคิดเลี้ยงดูเจ้าเป็นบุคคลที่รักที่สุด แล้วค่อย
โยนเจ้าลงเตาเพื่อสร้างธนูมิคสัญญี”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเจียงผิงอันก็แข็งค้าง เขาสังหรณ์ไว้ไม่ผิด
เจ้าเฒ่านี่มิได้เจตนาดีเลย
เจ้านี่จะวิปริตไปแล้ว จงใจบ่มเพาะความรู้สึก แล้วจึงโยนผู้ที่ตน
สานสัมพันธ์จนสนิทสนมลงเตาด้วยมือตัวเอง
เจ้าเฒ่านี่ไร้คู่บำเพ็ญและทายาท หากมีขึ้นมา ก็อาจโยนคู่
บำเพ็ญกับบุตรหลานลงไปอย่างเยือกเย็น
“ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจริง ทั้งคนทั้งอาวุธเลย”
“เพราะเช่นนี้มันจึงถูกเรียกว่าศาสตรามาร คนบางพวกชอบหัน
หน้าสู่ความชั่วร้ายเพียงเพื่อให้ได้พลังยิ่งใหญ่ เจ้าก็เกือบเดินผิดทาง
แล้วเหมือนกัน”
อวิ๋นเหยาเห็นเรื่องทำนองนี้มามากนัก หามีความประหลาดใจไม่
“เผ่นเถอะ ยามคนผู้นี้เกิดความรู้สึกผูกพันกับเจ้า เขาจะโยนเจ้าลง
เตาแน่”
“ไม่หนี ข้าจะใช้ร้านสำนักร้อยศาสตราของเจ้านี่สร้างกำไรเพิ่ม
สักหน่อย”
ในที่สุดเจียงผิงอันก็ได้ร้านนี้มา หากยามนี้เผ่นหนี ก็อิดออดใจ
อยู่นิดหน่อย
อวิ๋นเหยาเอ่ยปาก “บอกเจ้าไว้ก่อนนะ ข้าจะไม่ช่วยอะไรเจ้า เจ้า
รับผลการกระทำตัวเอง อย่าหวังพึ่งข้าเชียว”
“ผู้อาวุโสคิดมากไปแล้ว ข้าแค่คิดว่าผู้อาวุโสเป็นตัวถ่วง หากถูก
เปิดโปงตัวตน เรียกศัตรูร้ายกาจมา ข้าก็หมดหวังมีชีวิต” เจียงผิงอัน
ตอบ
อวิ๋นเหยา “…”
เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่ถึงกับพูดว่านางเป็นตัวถ่วงรึ
“มานี่เลย นั่งฝึกฝนทั้งวันไม่ดีกับสุขภาพ ข้าจะช่วยเจ้าทำกาย
บริหารสักหน่อย” อวิ๋นเหยาควบคุมหุ่นเชิดเดินมาหาร่างจริงของเจียง
ผิงอัน
“ผู้อาวุโสแน่ใจนะ ว่านี่มิใช่จะมาล้างแค้นข้า?”
“เหลวไหล ข้าเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทาน มีหรือจะใจแคบขนาด
นั้น? ข้าแค่จะช่วยเจ้าให้แข็งแกร่งขึ้นต่างหากล่ะ”
“เหอะ ๆ”
เหตุการณ์จากนั้นก็มิเกินคาด ร่างจริงของเจียงผิงอันถูกอัดเสีย
น่วม ต่อหน้าหุ่นเชิดระดับเซียน เขาจะเอาพลังอะไรไปขัดขืน
หลังจากเจียงผิงอันรู้เจตนาของเซี่ยเปิ่นจวิน เขาก็เริ่มวางแผน
รับมือล่วงหน้า
เซี่ยเปิ่นจวินต้องบ่มเพาะความรู้สึกก่อนลงมือกับเขา เพราะ
เช่นนั้น ช่วงกาลสั้น ๆ นี้เขาจะยังไร้อันตราย
ระหว่างช่วงกาลนี้ เจียงผิงอันต้องเตรียมพัฒนาตัวเองให้มาก
ที่สุด
แสวงทรัพย์เสี่ยงอันตราย เขาสามารถทำเงินได้มากมายจากร้าน
นี้ เมื่อกลับสู่ภพแร้นแค้น เขาก็จะแจกจ่ายให้อาจารย์หวังเหริน เมิ่งจิง
น้องหู่นิวหลี่เยว่เยว่ พี่หญิงเซี่ยชิง เสี่ยวเซียงเฉียนฮวั่นโหรว บุตรี
เจียงเมี่ยวอี เจียงเสียวเสวี่ย… ให้แต่ละคนที่ขานนามมีศาสตราเซียน
ระดับสูงใช้กันหลาย ๆ ชิ้น
ไม่รู้ยามเห็นศาสตราเซียนเหล่านี้ พวกเขาจะทำหน้ากันเช่นไร
ไม่รู้พวกตัวตนจากเขตแดนมารมืดทมิฬ เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์
และเผ่าปีศาจสมุทรจะทำหน้ากันเช่นไร
เจียงผิงอันเดินลงมา เรียกเป้าจือผู้กำลังรับลูกค้าอย่าง
กระตือรือร้น “มานี่หน่อย”
เป้าจือแยกอวตารเข้ามาคารวะเจียงผิงอันอย่างนอบน้อม เอ่ยขึ้น
อย่างปรีดาทันที “ใต้เท้ามีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
นางสุดแสนชื่นชมนับถือเจียงผิงอัน
อัจฉริยะอย่างหม่าคั่วเป็นเหมือนดวงดาวบนฟ้าสำหรับนาง มิ
อาจมองได้ตรง ๆ แต่ใต้เท้ากลับเอาชนะได้
ปวงชนล้วนมีสภาพจิตใจนอบน้อมต่อผู้แข็งแกร่ง เป้าจือก็มิ
ต่างกัน
“จากวันนี้ไป เจ้าไม่ต้องขายของแล้ว” เจียงผิงอันกล่าว
รอยยิ้มบนใบหน้าเป้าจือนิ่งค้าง “ใต้เท้า ข้าทำงานไม่ดีพอหรือ
เจ้าคะ? ข้าปรับปรุงตัว ศึกษาเพิ่มเติมได้นะเจ้าคะ”
“เจ้าคิดอะไรอยู่เนี่ย ข้าหมายความว่า เจ้าไม่ต้องทำงานเหนื่อย ๆ
แบบขายสินค้าแล้ว ภายหน้าเจ้าจะเป็นผู้จัดการร้านนี้แทนโจวหยวน
ต่างหาก”
ร้านค้าต้องการผู้จัดการ ก่อนหน้านี้เป้าจือสนับสนุนเขา ให้
เป้าจือรับตำแหน่งจึงเป็นตัวเลือกดีที่สุด
พนักงานหญิงคนอื่น ๆ ล้วนดูริษยาสุดแสน เป้าจือผู้นี้ช่างแสน
โชคดี ได้นั่งบนตำแหน่งผู้จัดการ
หัวใจของเป้าจือร่วงกลับที่ นางนึกว่าเจียงผิงอันจะไล่นางออก
แล้วเสียอีก ขณะถอนหายใจโล่งอก นางก็ประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง “ใต้
เท้า ข้าจะทำได้หรือเจ้าคะ ข้า…”
“ข้าบอกว่าเจ้าทำได้ ก็ทำได้สิ หากมีเรื่องเกี่ยวกับการหลอม
อาวุธที่แก้ไม่ตก ก็มาหาข้าได้”
เจียงผิงอันอุ่นใจเรื่องความสามารถและจรรยาบรรณของสตรีผู้นี้
ยิ่ง
เห็นใต้เท้าเชื่อใจนางขนาดนี้ ดวงตาของเป้าจือก็แดงก ่าด้วย
อารมณ์หลากหลาย “หญิงผู้น้อยจะไม่ให้ใต้เท้าผิดหวัง จะตั้งใจดูแล
ร้านแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เจียงผิงอันพยักหน้า หลังส่งธุระให้สตรีผู้นี้ เขาจะได้เป็นเถ้าแก่
หลังร้าน เรียนการหลอมอาวุธอย่างสบายใจเสียที
หลังจากเข้าสู่วงการหลอมอาวุธ สภาพอารมณ์ของเขาก็คงตัว
ขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่กลับสู่สภาพปกติเช่นกาลก่อน
หลายปีต่อจากนั้น เขาหลอมอาวุธซ ้า ๆ ทุกวัน เมื่อมีร้านคอย
ส่งเสริม เขาก็มิต้องห่วงเรื่องขาดแร่และผลึกเซียนใด ๆ
เริ่มหลอมจากอาวุธวิเศษขั้นหนึ่งซึ่งระดับต ่าสุด หลังจากครบ
หมื่นชิ้น ก็เริ่มหลอมอาวุธวิเศษขั้นสอง อาวุธวิเศษขั้นสาม อาวุธ
วิเศษระดับเคล็ดพลังและอาวุธวิเศษระดับเขตแดน
กิจวัตรจำเจ วันแล้ววันเล่า เมื่อเบื่อ ๆ ก็เรียน ‘วิชาเสริมแกร่ง
ยุทธภัณฑ์’ สลับแก้เบื่อบ้าง
ไม่ว่าเส้นทางใดล้วนแสนอ้างว้าง มีแต่ต้องทนความเหงา ตั้งใจ
ฝึกฝนท่ามกลางความเดียวดายให้ได้ จึงมีโอกาสเคลื่อนขยับพัฒนา
ที่ชั้นบนของร้านค้าโถงศัสตราเสินเชวียตรงข้ามกัน หม่าคั่วใน
ชุดคลุมนักหลอมอาวุธสีแดงเพลิงยืนบนหลังคาอาคาร จ้องมองร้าน
ของสำนักร้อยศาสตราด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “นานป่านนี้แล้ว ยังสืบตัวตน
คนผู้นี้มิได้หรือ?”
สายสืบเบื้องหลังเขาค้อมตัวลงตอบอย่างระมัดระวัง “เรียนใต้เท้า
หาไม่เจอเลยขอรับ คนผู้นี้เหมือนปรากฏตัวจากอากาศธาตุ น่าจะใช้
ชื่อแฝงขอรับ”
หม่าคั่วมิได้จากไปไหนเช่นเดิมพัน ยังคงเปิดร้านอยู่ที่เดิม
เพื่อสืบตัวตนของเจียงผิงอัน เขาทุ่มทรัพยากรมหาศาล แต่กลับ
คว้าน ้าเหลว
“ยามนี้ ข้าหวังเพียงว่าปู่ข้าจะวิเคราะห์ตัวตนของอีกฝ่ายจาก
อาวุธวิเศษที่สร้างได้นะ”
หม่าคั่วหาคนไปซื้ออาวุธวิเศษของเจียงผิงอันมาสองสามชิ้น
ส่งกลับตระกูลแล้วขอให้ปู่เขาช่วยวิเคราะห์ ตั้งใจจะสืบที่มาของอีก
ฝ่ายจากอาวุธวิเศษ
ขณะนั้นเอง ยันต์สื่อสารในมือเขาก็เรืองแสง เสียงประหลาดใจ
ของปู่เขาดังลอดมา
“เจ้าไปได้อาวุธวิเศษพวกนี้มาจากไหน? บนอาวุธวิเศษเหล่านี้มี
เค้าลางของตระกูลอวิ๋น ตระกูลนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งในสมัย
โบราณอยู่!”