สู่วิถีอมตะ - บทที่ 786 รอเขาออกมา
“ตระกูลอวิ๋น?”
เมื่อได้ยินชื่อตระกูลนี้ สีหน้าของหม่าคั่วก็แปรเปลี่ยนทันใด
ตระกูลนี้คุ้นเหลือจะคุ้นสำหรับเขา หากพูดให้ถูกคือ ขอเพียง
เป็นนักหลอมอาวุธที่มีสถานะสักเล็กน้อย ล้วนเคยได้ยินถึงตระกูลนี้
ถ้วนหน้า
ตระกูลอวิ๋น ตระกูลนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่ง มีประวัติศาสตร์
และความสำเร็จโรจน์รุ่ง สร้างตำนานเกินนับถ้วน
ทั่วทั้งภพเซียน มีเพียงตระกูลอวิ๋นที่เคยสร้างอาวุธเทพระดับ
สูงสุด และมีเพียงสามชิ้น
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ตระกูลอวิ๋นกลับถูกล้อมทำลาย สุดยอด
วิชาหลอมอาวุธและอาวุธวิเศษมากมายสูญหายไป
แม้สำนักร้อยศาสตราจะได้อาวุธวิเศษและวิชาหลอมอาวุธ
มากมายไปจากตระกูลอวิ๋น ก็ยังมิอาจก้าวข้ามตระกูลอวิ๋นได้
ตระกูลอวิ๋นเป็นตัวตนระดับตำนานเสมอมา
แต่ยามนี้ ปู่เขากลับบอกว่าอาวุธวิเศษเหล่านี้มีเค้าลางของอาวุธ
วิเศษตระกูลอวิ๋น
“ท่านปู่แน่ใจหรือขอรับว่าเข้าใจไม่ผิด? นี่เป็นอาวุธวิเศษ
ตระกูลอวิ๋นจริง ๆ หรือขอรับ?” หม่าคั่วเชื่อไม่ลง
“ปู่เจ้าผู้นี้ศึกษาอาวุธวิเศษตระกูลอวิ๋นมานับแสน ๆ ปี คุ้นเคยกับ
อาวุธวิเศษตระกูลอวิ๋นยิ่ง วิชาหลอมอาวุธเช่นนี้ คล้ายคลึงอย่างน้อย
ก็เจ็ดส่วน”
ปู่ของหม่าคั่วซึ่งอยู่อีกฝั่งของยันต์สื่อสารถามขึ้น “เจ้าไปได้
อาวุธวิเศษเหล่านี้จากที่ใด? ไฉนจึงดูเหมือนเป็นอาวุธวิเศษที่เพิ่ง
สร้างใหม่ ๆ เลย?”
หม่าคั่วเล่าเรื่องที่เกิดที่นี่ให้ปู่เขาฟัง
ปู่ของหม่าคั่วเร่งเสียงขึ้นทันที “ระดับการหลอมอาวุธเด็กนี่สูงยิ่ง
นัก!”
เห็นได้ชัดว่ากระทั่งบุคคลระดับนี้ยังตกใจเมื่อทราบว่ามีใครสัก
คนในขั้นกลางระดับเขตแดนสร้างสมบัติลับได้
“หากเจ้านี่มิใช่ทายาทตระกูลอวิ๋น ก็อาจได้มรดกตระกูลอวิ๋นไป
หาไม่คงไม่มีทางมีวิชาหลอมอาวุธระดับสูงเพียงนี้ และอาวุธวิเศษที่
สร้างก็ไม่มีทางเหมือนอาวุธวิเศษตระกูลอวิ๋นได้ขนาดนี้ด้วย”
เมื่อได้ยินวาทะปู่ตน หม่าคั่วก็พูดอย่างตื่นเต้น “ท่านปู่รีบมาเถอะ
จับเจ้านี่แล้วถามเรื่องมรดกตระกูลอวิ๋นกัน!”
“พูดอะไรมีสติหน่อย! ข้าเป็นปรมาจารย์เซียนนักหลอมอาวุธชั้น
นำนะ ให้ไปจับเจ้าคนที่เซียนยังไม่บรรลุน่ะหรือ? เจ้าเอาหน้าข้าไปไว้
ไหน? นอกจากนั้น ต่อให้อีกฝ่ายมีมรดกจริง ก็อาจไม่ระดับสูงนัก
หากเป็นมรดกระดับสูงจริง ๆ มีหรือจะมากราบสวะอย่างเซี่ยเปิ่นจวิน
เป็นอาจารย์?”
ปู่ของหม่าคั่วตำหนิ “เจ้าจะเป็นเซียนอยู่แล้ว จากนี้ก็ทำอะไรให้
มันมั่นคงหน่อย อย่าทำให้เราโถงศัสตราเสินเชวียเสียหน้า ว่าง ๆ จะ
ศึกษาการหลอมอาวุธก็ได้ เส้นทางการหลอมอาวุธนั้นกว้างใหญ่ลึก
ล ้า…”
หม่าคั่วไม่คิดฟังปู่ตนเทศนา รีบตัดการติดต่อยันต์สื่อสารไป
สายตาของหม่าคั่วมองร้านค้าสำนักร้อยศาสตราตรงหน้าอย่าง
โหยหา
เขาอยากได้มรดกตระกูลอวิ๋น
แม้โถงศัสตราเสินเชวียของพวกเขาจะมีสถานะสูงยิ่งในภพเซียน
แต่ก็ยังห่างไกลจากตระกูลอวิ๋นในอดีต
หากพูดกันตรง ๆ เทียบสองฝ่ายแล้ว วิชาหลอมอาวุธของพวก
เขาโถงศัสตราเสินเชวียช่างเล็กจ้อยเกินเหลียวแล
หาก ‘ปัวซือ’ ผู้นี้มีมรดกระดับสูงของตระกูลอวิ๋น แล้วเขาได้มา
จริง ๆ เขาก็จะสามารถบรรลุเซียน เป็นที่ตื่นตาปวงชนในตระกูลได้
อย่างรวดเร็วแน่แท้
หม่าคั่วกล่าวกับผู้คุ้มกันด้านหลัง “อาสิง ช่วยข้าหน่อย หากทำ
สำเร็จ ภายหน้าข้าจะไม่ปฏิบัติแย่ ๆ กับอาสิงแน่นอน”
ผู้คุ้มกันคนนี้ ตระกูลส่งมาอารักขาเขา เป็นยอดฝีมือขอบเขต
เซียนมนุษย์
“รับบัญชานายน้อย” สิงเจี๋ยอู่กุมกำปั้นตอบรับ
เขาเป็นเพียงเซียนทั่วไป หากคิดมีชีวิตยืนยาวอีกสักหน่อย ก็
ต้องมีทรัพยากรไม่ขาดช่วง และเพื่อหาเงินเลี้ยงตนเอง นอกจาก
อันตรายแล้ว รายได้ยังอาจไม่มากด้วย
การได้เป็นผู้คุ้มกันให้กับสำนักยักษ์ใหญ่อย่างโถงศัสตราเสิน
เชวียมิเพียงปลอดภัยและมั่นคง ยังมีทรัพยากรไม่ขาดมือด้วย
สิ่งที่เสียไปก็แค่อิสระเล็กน้อย
สิงเจี๋ยอู่ทราบถึงความสำคัญของการสร้างสัมพันธ์กับทายาทขุม
กำลังใหญ่ซึ่งมากสามารถอย่างหม่าคั่วดี ยามอีกฝ่ายเรืองฤทธิ์ เขาก็
จะพลอยรับบารมีไปด้วย
หม่าคั่วชำเลืองร้านค้าของสำนักร้อยศาสตราตรงข้าม พลางเอ่ย
ว่า “ช่วยข้าดักรอปัวซือนั่นที พอเขาออกมาก็จับตัวไว้!”
สิงเจี๋ยอู่ตอบกลับยิ้ม ๆ “นายน้อยวางใจเถิด เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว
แค่ผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดน จับง่ายจับดายอยู่แล้ว”
“อย่าได้ประมาท อีกฝ่ายต้องมีอาวุธวิเศษระดับเซียนกับตัวอย่าง
น้อยหนึ่งชิ้น กลับร้านไปหยิบศาสตราเซียนระดับเซียนปฐพีสองชิ้น
ได้เลย ให้เป็นค่าเหนื่อยของอาสิงนะ”
หม่าคั่วใจกว้างอย่างยิ่ง เซียนมากมายอิดออดใจจะซื้อศาสตรา
เซียนราคาแพง แต่เขาเล่นให้กันสองชิ้นในคราวเดียว แถมยังเป็น
คุณภาพระดับเซียนปฐพีด้วย
สิงเจี๋ยอู่สุดปรีดา รีบกุมกำปั้นคารวะ “ขอบคุณนายน้อยที่
เมตตา! ผู้น้อยจะทำงานให้ลุล่วงแน่นอน!”
วาทะคำเดียวของอีกฝ่าย สามารถทำให้เขาอยู่อย่างสุขสบายได้
เป็นพัน ๆ ปี
หม่าคั่วหน้ายิ้มเป็นมิตร แต่ในใจสุดแสนเดียดฉันท์ เซียนเหล่านี้
ฝึกลำบากยากเย็น แต่สำหรับตระกูลของพวกเขา คนเหล่านี้ก็เป็น
เพียงสุนัข
รายได้ที่คนเหล่านี้ตรากตรำได้มา เขาพูดคำเดียวก็ได้แล้ว
เขาอยากจะเปิดร้าน ตระกูลก็ให้ศาสตราเซียนหลายสิบชิ้น
พร้อมอาวุธวิเศษที่ไม่ได้ใช้กับเขามากมาย กระทั่งยามธุรกิจร้านถูก
กระทบจากการประลองก่อนหน้านี้ เขาก็ยังไม่เดือดร้อน เรื่องเหล่านี้
เขาก็แค่เล่นสนุกเท่านั้น
แม้ไม่เดือดร้อน แต่ก็ยังขุ่นเคือง
เขาอยากสร้างอาชีพ แต่เซี่ยเปิ่นจวินและศิษย์หน้าเหม็นนั่น
กลับมาขัดขวาง
หากมิใช่เพราะเซี่ยเปิ่นจวินเป็นสมาชิกของสำนักร้อยศาสตรา
เขาคงเรียกระดมเซียนเป็นสิบ ๆ คนมาถล่มพวกเขาชั่วข้ามคืนแล้ว
ยามนี้หากอยากได้มรดกตระกูลอวิ๋นจาก ‘ปัวซือ’ ก็ต้องแอบ ๆ
ทำหน่อย
ขอเพียงปัวซือออกมา ก็อย่าหวังกลับเข้าไปอีกเลย เว้นแต่เขาจะ
ไม่ออกมา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของหม่าคั่วก็เรืองประกายเหี้ยมเกรียม
มรดกตระกูลอวิ๋นต้องเป็นของเขา!
สองร้อยปีต่อมา
หม่าคั่วยืนบนหลังคาโถง มองร้านค้าที่เพิ่มสูงเป็นร้อย ๆ ชั้นของ
สำนักร้อยศาสตรา ลูกค้าสัญจรเนืองแน่นอย่างอึ้งค้าง
“สองร้อยปี! สองร้อยปีเต็ม ๆ! แต่เขาไม่โผล่ออกมาเลยสักครั้ง!
เจ้านี่ตั้งใจเพาะหนอนในนั้นหรือไงฟะ?”
เขาตั้งใจจะซุ่มจับตัว ‘ปัวซือ’ ยามอีกฝ่ายออกมา ลักพาตัวมา
ถามเรื่องมรดกตระกูลอวิ๋น
แต่อีกฝ่ายกลับหมกอยู่แต่ในร้านสองร้อยปี ไม่เคยออกมาเลยสัก
หน
อีกฝ่ายไม่ต้องหาสตรีมาคลายเหงาบ้างหรือไร? ไม่ออกสังคมนัก
หลอมอาวุธสักหน่อยหรือ? ไม่อยากสำรวจดินแดนลับอะไร? ฝึกฝน
ทุกวันไม่หงุดหงิดแย่เหรอ?
หมกตัวไม่ออกมาสองร้อยปี ต้องทนเหงาได้เพียงไหน!
หม่าคั่วกระทั่งสงสัยว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนรูปลักษณ์สัญจรออก
มาแล้ว จึงส่งคนไปขอเสริมพลังอาวุธที่ร้านอีกฝ่ายบ่อยครั้งเพื่อ
ตรวจดูว่าอีกฝ่ายยังอยู่ในร้านหรือไม่ แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายอยู่ร้าน
ตลอดทุกครั้ง สองร้อยปีมานี้ เขาหมดผลึกเซียนไปเป็นหลักล้าน
ร้านเล็ก ๆ ของพวกเขากลายเป็นอาคารร้อยชั้น ลูกค้าแวะเวียน
ไม่ขาดสาย มีกระทั่งเซียนอารักขาเพิ่มอีกสอง
ทันใดนั้น หม่าคั่วก็สังเกตอะไรได้ สีหน้าของเขาสุดปรีดา
“ออกมาแล้ว!”
ในที่สุดสารเลวนี่ก็ออกมา ทำเขารออยู่ได้ตั้งนาน ไว้จับได้ก่อน
เถอะ ต้องให้ใช้ชีวิตอย่างแย่กว่าตาย!
“อาสิง! เตรียมตัวลงมือ!”
ร่างของหม่าคั่วสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น เพื่อมรดกตระกูลอวิ๋น
สองร้อยปีมานี้เขาจึงใช้อย่างสุดเหลวแหลก ไม่ได้ฝึกฝนมากนัก
ในที่สุดวันนี้ เขาก็จะได้บรรลุเป้าหมายแล้ว
ขณะนั้น เขาเห็น ‘ปัวซือ’ หยุดที่ประตูร้าน เงยหน้าขึ้นแล้วกล่าว
ยิ้ม ๆ
“รออยู่ตั้งสองร้อยปี เหนื่อยหรือไม่ อยากเข้ามาดื่มชากันสักถ้วย
ไหม?”
สีหน้าของหม่าคั่วชะงักค้าง
ปรากฏว่าอีกฝ่ายรู้ว่าเขาดักรออยู่ตลอด
ก็ว่าอยู่ทำไมไม่ออกมา ที่แท้ก็รู้อยู่แล้ว
สรุปคือ สองร้อยปีมานี้ เขาเอาเวลามาทิ้งเปล่า ๆ!
ขณะนั้น หม่าคั่วเกือบกระอักเลือด เขารอคอยมาสองร้อยปี
สุดท้ายก็เสียแรงเปล่า ในใจเกิดจิตสังหารอัดแน่นไร้ประมาณ
“สารเลว! ข้าจะฆ่าเจ้า!”