สู่วิถีอมตะ - บทที่ 787 ยั่วยุ
“จะฆ่าข้า? พวกที่อยากฆ่าข้าเยอะจนนับไม่ถ้วนแล้วหนอ”
เจียงผิงอันนำถ้วยชาออกมาจิบชาช้า ๆ อย่างผ่อนคลาย
ในอดีตยามมีศัตรู เขามิอาจกินอิ่มนอนหลับ แต่ยามนี้ศัตรูเพิ่ม
จำนวน ทั้งเสินกวงเอย สำนักเซียนเทียนหลานเอย เขาก็ไม่รีบร้อน
แล้ว สองร้อยปีที่ผ่านมา เขาใช้มันปรับสภาพจิตใจอย่างสงบสุข
หม่าคั่วกำหมัด จ้องมองเจียงผิงอันอย่างเคืองแค้น
เจ้านี่ทำเขารอเสียเวลาเปล่าสองร้อยปี ยามนี้โผล่มาพูดเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่าจงใจยั่วโมโห
ในฐานะอัจฉริยะจากโถงศัสตราเสินเชวีย เขาเผชิญเรื่องพรรค์นี้
ยามใดกัน?
“หากมิใช่เพราะเจ้าซ่อนตัวในร้านเหมือนเต่าหดหัว ข้าคงฆ่าเจ้า
ได้ง่าย ๆ มิต่างจากเหยียบหนอนแมลงหรอก!”
เจียงผิงอันเอนตัวพิงกรอบประตู เอ่ยเย้าขึ้นว่า “หากเจ้าไร้
ตระกูลหนุนหลัง เจ้าจะไม่มีกระทั่งคุณสมบัติพูดกับข้าด้วยซ ้า”
ทายาทเซียนเหล่านี้คิดเสมอว่าพวกตนแข็งแกร่ง จึงไม่มีใครกล้า
ตอแยด้วย หารู้ไม่ว่าหากไม่มีผู้หนุนหลัง พวกเขาไม่มีทางอยู่รอด
เห็นสีหน้าเย้ยเยาะของเจียงผิงอัน หม่าคั่วก็ยิ่งเดือดดาล ชุดคลุม
สีเพลิงบนตัวส่ายสะบัด “มีปัญญาก็มาดวลตัดสินเป็นตายกับข้าสิ
กล้าหรือไม่!”
เขามิใช่เพียงนักหลอมอาวุธ ยังเป็นอัจฉริยะด้านพลังต่อสู้ที่
บรรลุสามพลังเพลิงต่างชนิด กาลก่อนก็เกือบเข้าร่วมสำนักศึกษาชา
งจือได้แล้ว พลังต่อสู้ล ้าเลิศอย่างยิ่ง
เจียงผิงอันจิบชาพลางเอ่ยเนิบ ๆ “พวกเจ้าคนตระกูลใหญ่นี่
มารยากันจริงแท้ บอกจะสู้ลำพัง แต่พอตายก็พากันมาล้างแค้น หาก
จะสู้กันจริง ๆ สู้เดิมพันทรัพยากรดีกว่า”
“ได้! เช่นนั้นก็เดิมพันทรัพยากร หากเจ้าชนะข้า ข้ายกอาวุธ
วิเศษทั้งร้านนี่ให้เลย!”
หม่าคั่วโทสะขึ้นกระหม่อม ยามนี้อยากเพียงประลองกับอีกฝ่าย
แล้วฆ่าเขาเสีย
“ข้าไม่ประลองกับเจ้าหรอก พวกไม่รักษาคำพูด ก่อนหน้านี้ยาม
ประลองหลอมอาวุธ บอกผู้แพ้ต้องย้ายร้านก็ไม่เห็นเจ้าย้าย วาทะเจ้า
เชื่อไม่ได้ หามีน ้าหนักใดไม่”
วาทะของเจียงผิงอันเหน็บแนมจิกกัด
เมื่อมองสีหน้าอีกฝ่าย ร่างของหม่าคั่วก็สะท้านด้วยโทสะ นำ
กระดาษสีทองซึ่งแผ่อำนาจเซียนออกมา ยกมือขึ้นกล่าวทันทีว่า
“ข้าหม่าคั่ว สาบานว่าจะประลองกับปัวซืออย่างยุติธรรม หากข้า
แพ้ ข้าจะยกร้านและอาวุธวิเศษภายในให้อีกฝ่าย หากตระบัดสัตย์
ชาตินี้ข้าจะมิอาจเป็นเซียน!”
พูดจบ กระดาษสีทองก็กลายเป็นแสงทอง ผสานเข้ากับกฎเต๋า
เซียน
หม่าคั่วถลึงตามองเจียงผิงอันอย่างเคืองแค้น “นี่คือหนังสือ
สัญญาเต๋าเซียน เมื่อลงนามแล้ว ข้าจะอยู่ในข้อจำกัดของเต๋าเซียน
หากละเมิดสัญญา ข้าจะมิอาจเป็นเซียนได้ ยามนี้กล้าประลองแล้ว
กระมัง? อย่าบอกเชียวนะว่าไม่กล้า ตาขาว!”
มุมปากเจียงผิงอันยกขึ้นเล็กน้อย ทายาทตระกูลใหญ่ถูกประคบ
ประหงมมาแต่เล็ก จิตใจมิมั่นคงเท่าปุถุชน กระตุ้นนิดหน่อยก็ยุขึ้น
แล้ว
“เช่นนั้นก็ประลองกัน”
“ข้าจะทำให้ชีวิตเจ้าแย่กว่าตาย” หม่าคั่วแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
แปรเป็นลำแสงสีเพลิงพุ่งสู่จักรวาลเบื้องบน
เจียงผิงอันวางถ้วยชาแล้วเหินตาม
เมื่อเห็นเจียงผิงอันตามมาจริง ๆ หม่าคั่วก็ยิ้มเยาะ “ไอ้โง่! กล้า
รับคำท้าคนที่สูงกว่าตัวเองหนึ่งขั้น เจ้านี่มันกล้าดีจริง ๆ ข้าจะส่งเจ้า
ไปตายเอง!”
ไร้การประวิงเวลา เขานำดาบล ้าค่าธาตุไฟเล่มหนึ่งออกมาฟาด
ฟันเจียงผิงอันทันที
ด้วยการสนับสนุนของสามพลังเพลิง เพลิงแท้สมาธิ เพลิงแท้
กิเลน เพลิงดวงจิตดารา หม่าคั่วจึงแผ่อุณหภูมิสูงลิบ สุญตารอบข้าง
บิดเบี้ยวหลอมละลาย
เจียงผิงอันนำพลองระดับเขตแดนชิ้นหนึ่งออกมาเงียบ ๆ
ก่อนหน้านี้ที่สำนักเซียนอวี่หวง เขาได้เรียนวิชาพลองระดับ
เซียนมนุษย์ ‘สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน’ มาก่อน แต่มิค่อยได้
ใช้ และรู้สึกไม่สะดวกเท่ายามใช้หมัดอู๋จี๋
เขาไม่ได้ใช้วิชานี้มานานแล้ว ดังนั้นต้องนำมาปัดฝุ่นเสียก่อน
เดี๋ยวจะลืมเอา
บนจักรวาลอันมืดสลัว เจียงผิงอันและหม่าคั่วประมืออย่างดุเดือด
เปลวเพลิงถาโถมเรืองรองไร้จุดจบ
ผู้ฝึกตนว่าง ๆ หลายคนสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว แล้วเหิน
ตามมาดู
“มีคนสู้กันอยู่ ไปดูกัน”
“แรงปะทะน่ากลัวอะไรเพียงนี้ ใครสู้กันน่ะ?”
“สองคนนั้นไง!”
ใครบางคนจำเจียงผิงอันกับหม่าคั่วได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกทั้ง
เหลือเชื่อและสมเหตุสมผลยิ่ง
“สองคนนั้นใครกัน? แข็งแกร่งมากทั้งคู่เลย”
“เจ้าของร้านของสำนักร้อยศาสตราและโถงศัสตราเสินเชวีย
ข้างล่างไง สองคนนี้เคยดวลหลอมอาวุธกัน และไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่
สองคนนี้เปิดฉากดวลวรยุทธ์กันแล้ว”
“มิคาดว่าสองคนนี้มิเพียงทักษะหลอมอาวุธเลิศล ้า พลังต่อสู้ยัง
แข็งแกร่งมากด้วย”
ปวงชนที่มาชมกาต่อสู้ขวัญผวาในใจ วรยุทธ์เซียนที่สองคนนี้ใช้
แข็งแกร่งสุดขั้ว หนึ่งบรรลุสามพลังเพลิงร้ายกาจ ประสานกับวรยุทธ์
เซียนธาตุไฟ ดูประหนึ่งจะผลาญเผาได้ทุกสิ่ง
อีกหนึ่งวิชาพลองอหังการ ทุกกระบวนพลองแข็งแกร่งเกินก่อน
หน้า ทวีฤทธิ์เป็นชั้นทบ แข็งแกร่งเกินใดเปรียบ
ทั้งสองพุ่งรบนัวเนีย
ในร้านค้าของสำนักร้อยศาสตราเบื้องล่าง
เป้าจือกำลังตรวจบัญชีในห้อง พลางคิดว่าจะขยายกิจการต่อไป
เช่นไร
นับแต่นางรับหน้าที่ดูแลร้าน นางก็ตั้งใจทำงานสุดชีวิต ด้วย
ความพยายามของนาง ธุรกิจของร้านก็ขยายใหญ่โตหลายสิบเท่าตัว
บรรยากาศของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นสง่างามใจกว้าง ดวงตาบน
ใบหน้างามสะพรั่งเรืองรองด้วยปัญญาลึกล ้า ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ราวไม่เคยลนลานมาก่อน
พนักงานหญิงนางหนึ่งตะลีตะลานเข้ามา
“ผู้จัดการ แย่แล้ว เจ้าของร้านกำลังสู้กับอัจฉริยะหม่าคั่วจากโถง
ศัสตราเสินเชวียที่ร้านตรงข้ามอยู่เจ้าค่ะ!”
“ว่าไงนะ!”
เป้าจือหน้าถอดสี ผุดลุกพุ่งออกไปอย่างลนลานทันที
พนักงานหญิงมองปฏิกิริยาของเป้าจือแล้วเอ่ยในใจ ‘นับแต่ข้า
มาทำงานที่ร้านนี้ ก็เพิ่งเคยเห็นผู้จัดการเสียอาการเช่นนี้ครั้งแรก’
เป้าจือร้อนรนยิ่งนัก “ไฉนใต้เท้าไปสู้กับหม่าคั่วได้ หม่าคั่วนั่น
มิใช่เพียงนักหลอมอาวุธ ยังมีพลังต่อสู้ระดับหัวกะทิด้วย ในหมู่ตัวตน
ร่วมระดับ หม่าคั่วมิใช่นักหลอมอาวุธที่แข็งแกร่งเหนือใคร และมิใช่ผู้
ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดอะไรก็จริง แต่เขาเป็นนักหลอมอาวุธที่มาก
สามารถที่สุดของระดับนะ!”
เป้าจือพุ่งออกจากร้าน เห็นสองบุคคลสู้กันกลางเวหา ก็รีบเรียก
เซียนมนุษย์ที่ประตูทั้งสอง
“ผู้อาวุโสทั้งสองท่าน รีบไปช่วยเจ้าของร้านกับข้าเถอะ!”
หลายปีมานี้ ร้านทำกำไรได้ไม่น้อย และเพื่อความปลอดภัยของ
ร้าน จึงจ้างเซียนมนุษย์สองคนมาช่วยดูแล
เซียนมนุษย์เคราดำทางซ้ายมือเอ่ยปาก “เจ้าของร้านเพิ่งบอก
เราว่า หากเซียนมนุษย์ของอีกฝั่งไม่เคลื่อนไหว เราไม่ต้องลงมือ”
สีหน้าของเป้าจือสุดเหลือเชื่อ “ใต้เท้าสติแตกแล้วหรือไร เขาใน
ขอบเขตนี้จะเอาชนะหม่าคั่วได้หรือ?”
หากทั้งสองอยู่ในระดับขั้นเดียวกัน ก็ยังสู้กันได้ แต่ระหว่างใต้เท้า
กับหม่าคั่วห่างกันหนึ่งขั้นย่อย ไม่มีทางเอาชนะอัจฉริยะอย่างหม่าคั่ว
ได้เลย
เซียนมนุษย์ด้านขวามือกล่าวเบา ๆ “เจ้าของร้านอาจมีความคิด
ของเขาอยู่ หากเจ้าของร้านเผชิญอันตราย เราจะลงมือแน่นอน
คุณหนูเป้าวางใจเถิด”
เป้าจือมองขึ้นสู่ฟ้า ยังคงกังวลไม่หาย “ผู้อาวุโสทั้งสอง ใต้เท้ามี
โอกาสชนะบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
เซียนเคราดำทางซ้ายพูดตรง ๆ “พลังต่อสู้ของเจ้าของร้าน
แข็งแกร่งมาก แต่หากเชี่ยวชาญเพียงวิชาพลองแค่นี้ โอกาสชนะก็
ไม่สูงหรอก”
“อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนขั้นปลายระดับเขตแดนแล้ว สามารถ
เรียกใช้พลังรากฐานของตัวเองได้ง่าย ๆ การโจมตีด้วยกฎเกณฑ์
ของสองฝ่ายต่างชั้นกัน มิต้องพูดถึงว่าสามพลังเพลิงของอีกฝ่าย
แข็งแกร่งยิ่ง ทุกครั้งที่ปลดปล่อย ก็มิต่างจากใช้วรยุทธ์เซียน”
มือของเป้าจือในแขนเสื้อกำแน่น กล่าวกับเซียนทั้งสองว่า “ไม่ว่า
อย่างไร หากใต้เท้าอยู่ในอันตราย พวกท่านต้องลงมือทันทีนะ!”
ใต้เท้าต้องถูกหม่าคั่วยั่วยุให้ประลองแน่ ๆ และไม่ว่าด้วยเหตุใด
ชีวิตของใต้เท้าก็ห้ามถูกเบียดเบียน