สู่วิถีอมตะ - บทที่ 788 หนึ่งจิตสังหาร
สูงล ้าเหนือจักรวาล สองร่างปะทะถี่รัว
หม่าคั่วถือดาบใหญ่ เปลวเพลิงลุกโชนรายล้อม ทุกการกวัด
แกว่งร่ายระบำล้วนลากรอยเพลิงเจิดจรัสเป็นทางกลางสุญตา
เจียงผิงอันควงพลองฟาดกระหน ่า อำนาจอหังการคลับคล้ายขยี้
สรวงถล่มภูมิ ไร้เทียมทานในหล้า
ดาบปะทะพลอง พลองอหังการย่อมเหนือกว่า
แต่หม่าคั่วไร้ซึ่งความลนลาน รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งทวีความเจิด
จรัส
ยามผู้ฝึกตนที่ยังไม่เป็นเซียนใช้วรยุทธ์เซียน การสิ้นเปลือง
ปราณนั้นมหาศาล วิชาพลองที่อีกฝ่ายใช้อหังการดุเดือดเพียงนี้ ต้อง
เปลืองพลังมากมายแน่ ๆ การโจมตีพลังสูงเช่นนี้ไม่มีทางยืนยาว
หม่าคั่วไม่เลือกเข้าสู่ยิบตากับเจียงผิงอัน แต่ค่อย ๆ ยื้อเวลา
จนกว่าอีกฝ่ายจะสิ้นปราณ แล้วค่อยปลิดชีพเผด็จศึก
เจียงผิงอันเผยยิ้มเหยียดหยัน “แค่นี้หรือ? โดนข้าตีก็หมดแรง
สนองแล้ว?”
หม่าคั่วหน้าง ้า
เจียงผิงอันเหวี่ยงพลองพลางเย้ย “ข้าก็นึกว่าเจ้ามีดีอะไรทำหยิ่ง
ผยอง แต่ข้าซึ่งขั้นขอบเขตต ่ากว่าเจ้าหนึ่งขั้นกลับสยบเจ้าในศึกได้
ทายาทเซียนที่เกาะตระกูลกินไปวัน ๆ อย่างเจ้า วิชาหลอมอาวุธก็สู้
ข้าไม่ได้ ประลองวรยุทธ์ก็สู้ไม่ไหว ยังมีทักษะอะไรเหลือ?”
“ไอ้เวรนี่! หาที่ตายเองนะ!”
หม่าคั่วผู้คิดถ่วงเวลาได้ยินเสียงเย้ยเยาะมากเข้า โทสะในใจก็
ปะทุดุจเพลิงโหม อำนาจเพลิงพิสดารปะทุหลอมสุญตา แต่ละดาบดู
ประหนึ่งสัตว์ร้ายห้อตะบึง
แม้ผู้ฝึกตนจากตระกูลใหญ่จะภาคภูมิในตระกูลตน แต่ก็ยังมิ
ชอบให้ใครพูดว่าพวกเขาเกาะตระกูลกินไปวัน ๆ ขณะที่ตัวเอง
เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวโอบล้อมเจียงผิงอัน สถานการณ์
พลิกกลับ ความได้เปรียบกลายเป็นของหม่าคั่ว ขณะที่เจียงผิงอัน
ถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า
“กล้าดีอีกสิ! สามหาวกว่านี้เป็นหรือไม่! สู้กลับสิ! คิดจริง ๆ หรือ
ว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้! เจ้ามีอะไรดีพอมาผยองกับข้า!”
หม่าคั่วระบายโทสะอย่างบ้าคลั่ง
เจียงผิงอันไร้วาจา ก้าวถอยปัดป้องอย่างระมัดระวังต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้ไม่น่าประหลาดใจเลย
“สองฝ่ายมีความต่างขอบเขต ผู้ฝึกตนใช้พลองไม่มีทางเอาชนะ
คู่ต่อสู้ได้หรอก”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้ฝึกตนขั้นกลางระดับเขตแดนคิดอะไรอยู่
ถึงกับท้าทายผู้ฝึกตนขั้นสูงกว่าตัวเองเช่นนี้”
“บางทีอาจผยองเกินไป คิดว่าตัวเองสู้ข้ามระดับได้กระมัง ไปล่ะ
ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว”
คนมากมายคิดว่าการประลองนี้ไร้สิ่งใดให้ลุ้นรอก็หมดอารมณ์ดู
จึงแยกย้ายจรจาก
หัวใจของเป้าจือเด้งจุกคอ รีบกล่าวกับเซียนทั้งสองข้างตัว “ผู้
อาวุโสทั้งสอง ใต้เท้าจะไม่ไหวแล้ว รีบลงมือเถิด!”
เซียนทั้งสองไม่ขยับ แม้เจ้าของร้านจะเสียเปรียบ แต่ด้วย
ประสบการณ์อันโชกโชนของพวกเขา ศึกนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่
นับแต่เริ่มประลองจนบัดนี้ สีหน้าของเจ้าของร้านไม่เปลี่ยนเลย
สักนิด เขาปัดป้องอย่างง่ายดาย ประสบการณ์ต่อสู้มากมายมหาศาล
ดูเหมือนจะเป็นศักยภาพการต่อสู้ของนักรบกรำศึก
พวกเขาเดาว่า เจ้าของร้านต้องยังมีไพ่ตายอื่น
ศึกระหว่างทั้งสองดำเนินไปหลายชั่วยาม หม่าคั่วซึ่งถือไพ่
เหนือกว่ามาตลอดก็มิอาจล้มเจียงผิงอันได้
เจียงผิงอันลิดรอนพลังของอีกฝ่ายด้วยกฎแห่งกำลังตลอดมา
จุดแข็งที่สุดของกฎแห่งกำลังคือ นอกจากจะเพิ่มพละกำลัง
ตนเองแล้ว ยังลิดรอนพละกำลังศัตรูได้ เหมาะสมกับการต่อสู้อย่างยิ่ง
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่มีผู้ฝึกตนมากมายทำความเข้าใจกฎแห่ง
กำลัง
หม่าคั่วตระหนักแล้วว่าตนถูกหลอก อีกฝ่ายจงใจยั่วโมโหเขาให้
เปลืองกำลังตัวเอง
“น่ารังเกียจจริง ๆ คิดจะผลาญปราณข้าหรือ? ข้าไม่ให้เจ้า
สมหวังหรอกเฟ้ย!”
หม่าคั่วหยุดความเสียหายได้ทัน หยุดการกระหน ่าโจมตีแล้ว
ผ่อนจังหวะฟื้นปราณ
เจียงผิงอันเอ่ยเนิบ ๆ “วิชาพลองเริ่มชินมือแล้ว ไม่ต้องต่อแล้ว”
ที่เขาประลองกับหม่าคั่ว นอกจากเพื่อร้านของอีกฝ่าย ยังเป็น
เพราะเขาไม่ได้สู้มาหลายปีแล้ว กำลังหน่าย ๆ เลยหาที่เล่นสักหน่อย
ขณะเดียวกันก็ทำความคุ้นชินกับวิชาพลองนี้ด้วย
“ไม่ต้องต่อแล้ว? เจ้าจะยอมแพ้แล้วหรือไร? อย่าหวัง!” หม่าคั่ว
แสยะยิ้ม
“อาวุธวิเศษในร้านเจ้าเป็นของข้า เจ้าไปได้แล้ว” บรรยากาศ
ของเจียงผิงอันแปรเปลี่ยนกะทันหัน จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
ระเบิดออกจากร่าง ท้องนภาถูกย้อมด้วยสีเลือดทันที
ปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้ดุจมารร้ายปรากฏลักษณ์ ทำให้ผู้ฝึก
ตนที่มองการต่อสู้อยู่ตัวแข็งทื่ออย่างตกใจ ปราณในกายควบแน่น
เผ่นหนีกระเจิงตามสัญชาตญาณ
สีหน้าของหม่าคั่วแตกตื่นกว่าใคร ความกลัวตายทำให้เขาเผลอ
นำดาบเซียนออกมาตั้งรับ
“จบแล้ว”
เจียงผิงอันเก็บจิตสังหาร ไม่โจมตีต่อไป ทันทีที่อีกฝ่ายนำ
ศาสตราเซียนออกมา การประลองก็ชี้ผลชัด
เมื่อจิตสังหารจางหาย เหล่าผู้ชมก็คืนสติ พบว่าอาภรณ์ของ
พวกตนชุ่มโชกด้วยเหงื่อ
พวกเขามองเจียงผิงอันอย่างขวัญผวา
“จ-… เจ้านี่เป็นคนแบบไหนกัน ถึงกับปล่อยจิตสังหารน่า
สะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาได้!”
“บรรลุเต๋าด้วยการฆ่าหรือ?”
“เขาต้องฆ่ามากี่ศพแล้ว ถึงปลดปล่อยจิตสังหารน่ากลัวได้ขนาด
นี้”
ปวงชนต่างพรั่นพรึงกับจิตสังหารของเจียงผิงอัน กระทั่งเซียนที่
ชมศึกอยู่ยังตกใจ
ใต้ระดับเซียน มีน้อยคนนักที่จะคงความสุขุมไว้ได้ภายใต้จิต
สังหารน่ากลัวเพียงนี้ ความหวาดกลัวในใจพวกเขาจะถูกขยายผลไม่
จบสิ้น
หากจะปลดปล่อยจิตสังหารน่ากลัวระดับนี้ ต้องตัดชีวิตมาแล้ว
มากมายนัก
“ร้านของเจ้าเป็นของข้าแล้ว”
เจียงผิงอันกล่าวกับหม่าคั่ว แล้วหันกายเหินกลับ
สีหน้าของหม่าคั่วแปรเปลี่ยนไปมา มิคาดเลยว่าศึกจะจบลง
เช่นนี้
อีกฝ่ายแค่ปล่อยจิตสังหาร เขาก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ความรู้สึกทั้งโทสะ ความไม่เต็มใจ ริษยาและแค้นเคืองอัดแน่นใน
อก
ความพ่ายแพ้สองหนติดทำให้หม่าคั่วสติแตก จ้องมองหลังของ
เจียงผิงอัน จิตสังหารท่วมท้น ใช้ดาบเซียนในมือฟาดฟันเข้าใส่
“ตายซะ!!”
เซียนทั้งสองที่เป้าจือจ้างวานผงะไป ก่อนจะพุ่งเข้าหยุดการโจมตี
ทันที
ทว่าหนึ่งร่างยืนขวางพวกเขาไว้
ซึ่งก็คือผู้อารักขาของหม่าคั่ว สิงเจี๋ยอู่
เพียงพริบตา ดาบเซียนก็ฟันใส่หลังของเจียงผิงอัน
“เจ้าของร้าน!”
“ใต้เท้า!”
สีหน้าของเซียนทั้งสองและเป้าจือแปรเปลี่ยนรุนแรง
ฉับ!
ร่างของเจียงผิงอันถูกผ่าเป็นสองซีก
เป้าจือสมองเต้นตุบ ร่างทรุดกองกับพื้น สีหน้านิ่งค้าง ความคิด
ว่างโล่ง ในใจเหลือเพียงหนึ่งความคิด ใต้เท้าตายแล้ว
“ฮ่า ๆ ร้านข้าเป็นของเจ้าอะไร เจ้ามีชีวิตรอดเอาไปได้หรือ! สวะ
เอ๊ย!” หม่าคั่วหัวเราะอย่างหมดมาด ใบหน้าสุดสาใจหลังได้ล้างแค้น
ไร้ผู้ใดคาดว่าเขาจะลอบโจมตี รอบข้างมีเสียงก่นด่ามากมาย
“น่ารังเกียจจริง ๆ สู้ซึ่งหน้าไม่ได้ก็ลอบโจมตี”
“น่าสะอิดสะเอียนนัก คนจากโถงศัสตราเสินเชวียไร้สำนึกเกินไป
แล้ว”
“ภายหน้าข้าจะไม่มีวันซื้ออะไรจากโถงศัสตราเสินเชวียอีก ใคร
จะรู้ว่าภายหน้าอาวุธวิเศษมีปัญหา อีกฝ่ายจะรักษาสัตย์รับประกัน
หรือไม่”
ผู้ฝึกตนทั่วไปสนใจเรื่องความเป็นธรรมที่สุด พวกเขาไร้ภูมิหลัง
ใหญ่โต หากพบอยุติธรรมก็ไร้หาทางแก้ไข จึงเดือดดาลเป็นพิเศษ
ยามเห็นเรื่องเช่นนี้
“เดี๋ยวสิ! ไม่มีเลือด! คนผู้นั้นมิได้ตาย!”
มีผู้สังเกตพบว่าเจียงผิงอันผู้ถูกผ่าร่างหามีโลหิตไม่
และขณะนี้เอง เจียงผิงอันผู้แยกเป็นสองเสี่ยงสลายเป็นปราณ
เซียนกระจายไป
“อวตาร!”
ทุกคู่เนตรเบิกกว้าง คนผู้นี้กลายเป็นอวตารไปแต่ยามใด? มิอาจ
ทราบได้เลย
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งของหม่าคั่วหยุดลงกะทันหัน
“หากอยากผ่าอวตารข้าขนาดนั้นก็จ่ายเงินข้าก็ได้นี่ ข้าให้เจ้า
ผ่าง่าย ๆ เลย”
หนึ่งเสียงเลื่อนลอยดังขึ้นที่ประตูร้านค้าของสำนักร้อยศาสตรา
ปวงชนสะบัดศีรษะหันมองกันทันที
และพบว่าเจียงผิงอันเอนพิงกรอบประตู มือถือถ้วยชา บรรจงจิบ
อย่างพิถีพิถัน
ปวงชนต่างผงะ “เขากลับไปยามไหนกัน? จะไวไปแล้ว”
“มิใช่แล้ว! เขาไม่มีทางกลับไปได้เร็วขนาดนั้นต่อหน้าสายตา
ปวงชน กระทั่งซ่อนจากสายตาเซียนได้หรอก บางที ผู้ที่ประลองกับ
หม่าคั่วอาจเป็นอวตารมาแต่แรก!”