สู่วิถีอมตะ - บทที่ 789 กลับมาอย่างกะทันหัน
“อะไรนะ? ตั้งแต่เริ่มประลองกับหม่าคั่ว เขาก็เป็นแค่อวตารมา
ตลอดเลยหรือ?”
“ไม่จริงน่า! อวตารจะมีพลังต่อสู้ดุเดือดขนาดนั้นได้อย่างไร?”
“หากที่สู้กับหม่าคั่วเมื่อครู่เป็นอวตารจริง ๆ คนผู้นี้ก็น่ากลัว
เกินไปแล้ว แค่อวตารยังประมือหม่าคั่วได้”
ทุกสายตามองมาที่เจียงผิงอันอย่างตกใจและไม่อยากเชื่อ
การเอาชนะยอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนได้ขณะที่ตนอยู่ใน
ขั้นกลางระดับเขตแดนก็ทำให้พวกเขาตกใจแล้ว หากผู้ลงมือเป็น
เพียงอวตารอีก ก็มิอาจคาดคิดแล้วว่าคนผู้นี้แท้จริงแข็งแกร่งเพียงไร
เจียงผิงอันจิบชา กล่าวกับเป้าจือที่ทรุดกองบนพื้นเบา ๆ “เจ้าไป
นั่งทำอะไรบนพื้นล่ะนั่น ลุกขึ้นแล้วไปเอาอาวุธวิเศษจากร้านตรงข้าม
มา มันเป็นของเราแล้ว”
“ใต้เท้า ข้าตกใจแทบตายแน่ะเจ้าค่ะ ข้านึกว่า…” เป้าจือคืนสติ
จากความตะลึง รีบลุกขึ้นแล้วปาดน ้าตา
นางนึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจียงผิงอันแล้วเสียอีก
หม่าคั่วตะลึงค้างกับที่ กระทั่งเขาลอบโจมตี ก็ยังจัดการอีกฝ่าย
มิได้หรือ
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ตัวตนแข็งแกร่งขนาดนี้ ไม่มีทางไร้คนรู้จัก
เจียงผิงอันคร้านเกินจะสนใจ ถือถ้วยน ้าชากลับเข้าร้านไป
หม่าคั่วเดือดดาลจนแทบกระอักเลือด อัจฉริยะอย่างเขาเคยถูก
เมินเช่นนี้เสียที่ไหน ต่อให้เป็นเซียนก็ยังต้องเหลียวมอง แต่อีกฝ่าย
หาได้สนใจสักนิดไม่
พ่ายสองหนติดต่อ กระทั่งร้านยังเสียไป หม่าคั่วไม่มีหน้าอยู่ต่อ
เขาหันกายเหินจากทันที
เขาจะกลับบ้านไปตั้งอกตั้งใจบรรลุเซียน เมื่อบรรลุเซียนได้ยาม
ใด เขาจะกลับมาฆ่าไอ้เจ้านี่ให้ตาย
เจียงผิงอันคิดว่าเขารังแกผู้อ่อนแอไปสักนิด ถึงกับสู้กับนัก
หลอมอาวุธ พูดไปก็น่าอาย แม้จะแค่ส่งอวตารไปสู้ก็เถอะ
เมื่อกลับเข้าห้อง เจียงผิงอันพลันชะงักมองห้องตาค้าง ภายในมี
บุคคลหนึ่งนั่งบนที่นั่งเขาอยู่
“อาจารย์! ท่านกลับมายามใดกันขอรับ! มิใช่ท่านบอกจะกลับมา
ในอีกห้าสิบปีหรือ?”
บนเก้าอี้ในห้อง เซี่ยเปิ่นจวินกำลังลิ้มลองชาพฤกษากระจ่างเต๋า
ที่เจียงผิงอันชงไว้
เซี่ยเปิ่นจวินกล่าวยิ้ม ๆ “หาทรัพยากรหลอมอาวุธวิเศษเจอเร็ว
เลยได้กลับมาก่อนเวลาน่ะ ทำไม ไม่ต้อนรับอาจารย์หรือ?”
“แน่นอนว่ามิใช่ขอรับ แค่กะทันหันไปนิด ประหลาดใจน่ะขอรับ”
สีหน้าของเจียงผิงอันดูตื่นเต้น ทว่าหัวใจร่วงกองที่ตาตุ่ม
หลายปีมานี้ เซี่ยเปิ่นจวินเสวนากับเขาเป็นครั้งคราว และหน
สุดท้ายเมื่อสองวันก่อน เขาก็บอกว่าจะกลับมาในอีกห้าสิบปี แต่จู่ ๆ
ก็กลับมาเช่นนี้ ไร้สัญญาณแจ้งล่วงหน้าใด ๆ
เขาคิดจะหนีไปก่อนอีกฝ่ายกลับมา แต่จิ้งจอกเฒ่าใจคดนี่อาจ
ระแวงเขาอยู่จึงกลับมาก่อน
“ฮ่า ๆ อาจารย์หยอกเล่นน่า เพราะคิดถึงศิษย์รักเลยมาหยอกให้
ตกใจเล่นนั่นแหละ” เซี่ยเปิ่นจวินเผยท่าทีเมตตาดุจบิดาบังเกิดเกล้า
ความเมตตานี้มิได้เสแสร้ง แต่เขาเอ็นดูศิษย์ตรงหน้าจริง ๆ
มีแต่ต้องทำเช่นนี้ จึงบรรลุเงื่อนไขการสร้างธนูมิคสัญญี ‘สังเวย
คนที่รัก’ ได้
“อาจารย์รวบรวมวัตถุดิบพร้อมสร้างศาสตราเซียนระดับเซียน
ปฐพีชิ้นหนึ่งแล้ว เพื่อบรรลุเต๋าทะลวงขอบเขต ยามนี้เหลือแค่สร้าง
มันขึ้นมา แต่ต้องไปแดนยมโลก ใช้เพลิงยมโลกหลอมสร้าง เจ้าไป
กับอาจารย์นะ ไปสังเกตงาน ภายหน้าก็จะได้เป็นประโยชน์กับเจ้า”
เซี่ยเปิ่นจวินกล่าวกับศิษย์ตรงหน้ายิ้ม ๆ หลายปีผ่านมา แม้จะ
มิได้อยู่ตรงหน้าศิษย์ เขาก็มักติดต่อกลับมาสานสัมพันธ์
ต่อให้เลี้ยงสุนัข ดูแลสักสองสามปีก็เกิดความผูกพันได้
นับประสาอะไรกับหนึ่งบุคคล
เมื่อมีเยื่อใย ก็สามารถสังเวยอีกฝ่ายได้
เจียงผิงอันผรุสวาทมารดาอีกฝ่ายในใจ สารเลวเฒ่านี่วิปริตจริง
ๆ ผูกพันแต่ก็ยังทำเช่นนี้ได้ลงคอ
“อาจารย์ ศิษย์ได้รับคำขอหลอมอาวุธวิเศษอยู่บ้าง ไว้ศิษย์หลอม
อาวุธวิเศษเหล่านี้เสร็จ จะไปแดนยมโลกกับอาจารย์นะขอรับ”
เขาพยายามถ่วงเวลา หาโอกาสหนี
“ไฉนต้องมากความ เอารายชื่อให้อาจารย์เลย เดี๋ยวเดียวก็
เรียบร้อย”
ในฐานะนักหลอมอาวุธระดับเซียน แม้สถานะของเขาในสำนัก
ร้อยศาสตราจะไม่ได้ดีนัก เขาก็ยังเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์
สามารถสร้างอาวุธวิเศษใต้ระดับเซียนได้ง่ายเยี่ยงกระดิกนิ้ว
“ศิษย์อยากหลอมเองขอรับ เพื่อที่ศิษย์จะได้พัฒนาระดับการ
หลอมอาวุธ มีแต่ต้องทำเช่นนี้จึงมีโอกาสเติบโต”
“ก็ได้ งั้นรอสิบวัน แต่หลังจากนั้นเราต้องไปแล้วนะ”
เซี่ยเปิ่นจวินอยากสร้างธนูมิคสัญญีใจจะขาดแล้ว ขอเพียงเขา
สร้างศาสตรามารชิ้นนี้ได้ เขาก็จะสามารถใช้มันทะลวงสู่ขอบเขต
ถัดไป
ผู้ฝึกตนอย่างนักหลอมอาวุธและนักหลอมโอสถมีวิธีการทะลวง
ขอบเขตแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่ นอกจากต้องบรรลุกฎเกณฑ์
ยังต้องมีเงื่อนไขเฉพาะบางอย่างด้วย
อย่างนักหลอมอาวุธ หากติดทะลวงสู่ขอบเขตถัดไป ก็ต้องสร้าง
อาวุธวิเศษที่ระดับสูงกว่าตนหนึ่งขอบเขตขึ้นมา
อาวุธวิเศษที่เลือกหลอมห้ามระดับต ่าหรือสูงเกินไป สรุปคือ ต้อง
ท้าทายและสร้างได้ในเวลาเดียวกัน
ขอเพียงเขาหลอมธนูมิคสัญญีสำเร็จ เซี่ยเปิ่นจวินจะบรรลุ
ขอบเขตถัดไปได้
เจียงผิงอันและเซี่ยเปิ่นจวินเสวนากันในห้อง มีเสียงหัวเราะเฮฮา
ดังลอดออกมาเป็นครั้งคราว หากคนนอกไม่รู้ความมาเห็น คงคิดว่า
ทั้งสองความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ทว่าแท้จริง ทั้งสองล้วนมีเจตนาของ
ตน
หลังเสวนาเสร็จ เจียงผิงอันก็เดินออกจากห้อง
ทันทีที่ลงบันไดมาถึงโถง เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสัมผัสสายหนึ่ง
กวาดผ่านไปอย่างเบาบาง
จริงตามคาด เซี่ยเปิ่นจวินจับตามองเขาอยู่เพื่อป้องกันเขาหนี
ขอเพียงเขาหนี เซี่ยเปิ่นจวินจะโผล่มาหยุดเขาแน่นอน
ห้าวันจากนั้น เจียงผิงอันตั้งอกตั้งใจฝึกฝนการหลอมอาวุธใน
ห้อง สร้างอาวุธตามคำสั่งที่ได้
ในวันที่หก เจียงผิงอันนำอาวุธวิเศษที่หลอมเสร็จแล้วมายังห้อง
ของเป้าจือ
เมื่อเป้าจือเห็นเจียงผิงอันเดินเข้ามา นางก็รีบลุกขึ้นทันที “ใต้
เท้า”
“ข้าบอกเจ้ากี่หนแล้ว มิต้องมากพิธี อาวุธวิเศษในมือข้านี่หลอม
เสร็จหมดแล้ว คืนให้ลูกค้าเสีย”
เจียงผิงอันส่งอาวุธวิเศษเก็บของให้เป้าจือชิ้นหนึ่ง ขณะเดียวกัน
ก็ใช้จิตสัมผัสกล่าวกับอีกฝ่าย “ไม่ว่าจากนี้ข้าจะพูดอะไร เจ้าต้องทำ
ตัวสุขุมเข้าไว้นะ”
การสื่อสารด้วยจิตสัมผัสนั้นเป็นความลับยิ่งกว่าการสื่อกระแส
ปราณทั่วไป ยอดฝีมือระดับเซียนก็ตรวจจับได้ไม่ง่าย
เป้าจือคลี่ยิ้มกล่าว “ความเร็วการหลอมอาวุธของใต้เท้าเร็วขึ้น
ทุกทีแล้ว แข็งแกร่งจริง ๆ เจ้าค่ะ”
นางทำตัวเหมือนปกติ ราวไม่ได้ยินวาทะจากจิตสัมผัส
เจียงผิงอันอุ่นใจกับเป้าจือมาก นางดูแลร้านมาตลอดหลายปี ที่
ร้านใหญ่โตได้เพียงนี้ก็เพราะผลงานนาง
เจียงผิงอันสื่อสารกับเป้าจือตามปกติ ขณะเดียวกันก็ใช้จิต
สัมผัสบอกนางด้วย
“ข้ากับเซี่ยเปิ่นจวินกำลังจะไปจากร้านแล้ว หนนี้ข้าไป ไม่รู้จะได้
กลับมาบอกลาเจ้าหรือไม่”
หลังจากรู้จักกันมาสองร้อยปี สองฝ่ายก็ปฏิบัติต่อกันเช่นสหาย
เป้าจือตระหนักถึงบางสิ่ง นิ้วของนางสะท้านน้อย ๆ “ใต้เท้า หาก
มีอันตราย ท่านให้เซียนที่จ้างมาทั้งสองช่วยได้นะเจ้าคะ”
“เปล่าประโยชน์ ถึงจะเป็นเซียนเหมือนกัน แต่ต่อหน้ายักษ์ใหญ่
ระดับสำนักร้อยศาสตรา พวกเขาก็แค่ผู้น้อย มิกล้าลงมือกับเซียน
จากสำนักร้อยศาสตราหรอก ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ลาก่อนนะ”
“ใต้เท้า! ก่อนท่านจะไป ช่วยบอกนามจริงของท่านกับข้าได้
หรือไม่?”
เป้าจือไม่อยากจากอีกฝ่ายโดยไม่รู้กระทั่งนามจริง
“เจียงผิงอัน เจียงจากคำว่าแม่น ้า ผิงอันที่แปลว่าความสงบสุข”
เจียงผิงอันทิ้งนามไว้แล้วหันกายจาก
เป้าจือจ้องตรงที่แผ่นหลังของเจียงผิงอัน สายตาของนางดูเหม่อ
ลอย
หลังจากรู้จักกันมาสองร้อยปี นางชินกับการมีชายผู้นี้อยู่ใกล้ ๆ
และเมื่อต้องมองอีกฝ่ายจากไปเช่นนี้ นางก็รู้สึกเสมอว่ามีบางสิ่งฉก
ฉวยพลังในกายนางไป