สู่วิถีอมตะ - บทที่ 790 แดนยมโลก
เจียงผิงอันเดินมาหาเซี่ยเปิ่นจวินที่ห้องแล้วก้มหัวคารวะ
“อาจารย์ ศิษย์จัดการธุระเสร็จแล้ว ไปแดนยมโลกได้แล้วขอรับ”
เจ้าเฒ่านี่จ้องเขาตาไม่กะพริบ หาโอกาสหนีไม่ได้ ไปเร็วไปช้า
ไม่กี่วันก็ค่าเท่ากัน
“เข้ามาสิ”
หนึ่งเสียงเฒ่าชราดังออกมาจากในห้อง
เจียงผิงอันผลักประตูเข้ามา
วันนี้ เซี่ยเปิ่นจวินเปลี่ยนไปสวมชุดขาวสะอาดสะอ้าน ทั่วกาย
เปล่งประกายสุกสกาว กระทั่งหนวดเครายังถูกหวีเรียบแปล้ ขนคิ้ว
ยาวถูกตัดเล็ม ให้บรรยากาศราศีจับเช่นเซียน
“ในการเดินทางครั้งนี้ เจ้าจะได้เป็นพยานการทะลวงขอบเขต
ของอาจารย์ ได้เป็นสักขีของหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์”
“ยังจะเอามาโอ่” เจียงผิงอันเหยียดในใจ ทว่าใบหน้าสุดแสนนับ
ถือ “ศิษย์จะเดินตามรอยอาจารย์ เป็นปรมาจารย์เซียนนักหลอม
อาวุธระดับสูงเหมือนอาจารย์ให้ได้ขอรับ”
เซี่ยเปิ่นจวินมองศิษย์ตนยิ้ม ๆ ขณะพูดในใจว่า “ความฝันเป็น
นักหลอมอาวุธของเจ้าดับแล้วล่ะ แต่เจ้าเป็นจิตศาสตราให้อาจารย์ได้
เจ้าจะได้ติดตามอาจารย์ตลอดไปไง”
“อาจารย์ แดนยมโลกคืออะไรหรือขอรับ?” เจียงผิงอันถาม
“แดนยมโลก มีอีกชื่อว่าแดนมรณะ แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ตั้งอยู่
ในภพปีศาจที่เราอยู่ในขณะนี้แหละ กล่าวกันว่ามันนำไปสู่หนึ่ง
สถานที่นอกภพเซียน แน่นอน มันเป็นแค่ข่าวลือน่ะนะ”
“ในแดนยมโลกมีเพลิงชั่วร้ายสุดขั้วหยินอยู่ชนิดหนึ่ง เรียกว่า
เพลิงยมโลก ซึ่งก็คือจุดประสงค์ของเราในครั้งนี้ อาจารย์อยากจะยืม
ใช้เพลิงยมโลกหลอมอาวุธวิเศษน่ะ”
เซี่ยเปิ่นจวินเคยไปแดนยมโลกมาแล้ว และไปวางค่ายกลไว้ที่นั่น
ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายตรงไปหามันได้โดยตรง
เจียงผิงอันดูตกใจ “อาจารย์ ท่านพยายามหลอมอาวุธวิเศษชั่ว
ร้ายอะไรอยู่หรือขอรับ ถึงต้องใช้เพลิงชั่วร้ายเช่นนี้? อาจารย์ ท่าน
ต้องสุขุมสงบใจ อย่าออกนอกเส้นทางนะขอรับ!”
เขาพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายให้เปลี่ยนใจ
“เจ้ายังไม่ถึงระดับข้า ไม่เข้าใจหรอก” สายตาของเซี่ยเปิ่นจวินพ
ลันลุ่มลึก เปี่ยมร่องรอยแห่งกาล
“ผู้ฝึกตนที่ยังไม่บรรลุเซียนอย่างพวกเจ้า คิดว่าเซียนอย่างเรามี
สถานะสูงส่ง จะทำอะไรก็ได้ สัญจรหมื่นภพไร้ข้อจำกัด แต่แท้จริง
มิใช่เช่นนั้นเลย”
“ถึงจะบรรลุเซียน ข้าก็ยังเป็นเซียนระดับต ่าสุด แม้จะมีชีวิตอมตะ
ข้าก็ยังต้องใช้ทรัพยากรมากมายในการรักษาชีวิต อยู่ได้ไปวัน ๆ
โดยหลอมศาสตราเซียนมาแลกทรัพยากรเท่านั้น”
“เจ้าสงสัยหรือไม่ว่า เปิดร้านกำไรตั้งมากมาย จะมีเงินแค่รักษา
ชีวิตได้อย่างไร?”
“ทุกครั้งที่อาจารย์เปิดร้านโดยอาศัยนามของสำนักร้อยศาสตรา
ก็ต้องจ่ายทรัพยากรมากมายให้สำนักร้อยศาสตรา ซึ่งเงินจำนวนนี้
หากไม่ใช้เวลาขั้นต ่าสามพันปีก็อย่าหวังหาคืนได้ หากอยากได้แบบ
ร่างศาสตราเซียน ก็ต้องจ่ายทรัพยากรมากมายซื้อมา อยากได้
ปรมาจารย์เซียนระดับสูงชี้แนะ ก็ยังต้องจ่ายทรัพยากรมากมาย…”
“สรุปคือ ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ผู้ฝึก
ตนอย่างอาจารย์ที่ไม่มีภูมิหลังพิเศษ เก็บออมทรัพยากรได้ยากยิ่ง”
“บางครั้ง อาจารย์ก็คิดนะว่าไฉนบรรลุเซียนแล้วจึงเหนื่อยขนาด
นี้ เหตุใดเป็นเซียนแล้วจึงไร้ความสุขเหมือนเดิม กระทั่งอยากทิ้งทุก
สิ่ง ออกสัญจรโลกหล้า รอวันตายไปเสียเดี๋ยวนี้”
“แต่อาจารย์ไม่ยอมแพ้ หลังจากบากบั่นลำบากจนบรรลุเซียน
ไฉนต้องตายด้วย? อาจารย์ไม่เต็มใจเสียสถานะปัจจุบัน ไม่เต็มใจถูก
ปรมาจารย์เซียนคนอื่น ๆ เหยียบย ่าจนวันตาย ไม่ขอเป็นบุคคลปลาย
แถวไปตราบกาล!”
“ข้าอยากบากบั่นปีนป่าย กระเสือกกระสนเป็นปรมาจารย์เซียน
ระดับสูง อยากให้ผู้อื่นชื่นชมนับถือ อยากยืนเหนือศีรษะปวงชน ให้
พวกเขาสรรเสริญ กลัวข้า ยำเกรงข้า!”
เสียงของเซี่ยเปิ่นจวินเปี่ยมความทะเยอทะยานและความไม่เต็ม
ใจ เขาไม่เต็มใจกับความธรรมดา ไม่อยากเป็นบุคคลหางแถวต่อไป
“แม้ศาสตรามารจะเป็นสิ่งชั่วร้าย มันก็ช่วยอาจารย์ให้เป็นเซียน
ปฐพีที่แข็งแกร่งได้ ไม่ว่าอย่างไร อาจารย์ก็ต้องสร้างมัน!”
ขณะพูดติดลม เซี่ยเปิ่นจวินก็มิอาจควบคุมความปรารถนาจะ
ทะลวงขอบเขตได้ เขานำธงค่ายกลออกมาสามผืน โยนมันไปรอบ ๆ
ทั้งสอง เรียกใช้อักขระ กฎมิติทะยานเคลื่อน โอบล้อมทั้งคู่ไว้
นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบมีทิศทาง สามารถเคลื่อนย้ายสู่จุด
ที่ตั้งค่ายกลไว้ได้
เพียงพริบตา ทั้งสองก็หายวับไป
ภาพตรงหน้าเจียงผิงอันเคลื่อนผ่านเร็วจี๋ชั่วขณะ ก่อนจะมา
ปรากฏตัวในถ ้าแห่งหนึ่ง
เมื่อมองออกจากถ ้า โลกหล้านั้นมืดมิด บนฟ้ามีหนึ่งดวงตะวันที่
ดูเหมือนใกล้ดับเต็มทีลอยอยู่ แสงจากมันแดงเข้ม แดนดินเบื้องล่าง
แร้นแค้น ไร้พืชผลหรือสิ่งมีชีวิตใดในสายตา บนอากาศก็ไร้ซึ่งปราณ
เซียน
บรรยากาศวังเวงไร้ชีวิตทำให้เจียงผิงอันขนลุกซู่
ผู้ฝึกตนอาจไม่ต้องการอาหาร แต่ต้องได้รับปราณ ทว่าที่นี่
สัมผัสปราณอะไรแทบมิได้เลย สรรพสิ่งล้วนเย็นเยียบ เงียบสงัด ไม่มี
กระทั่งลม เงียบเสียจนน่าขนลุก
ชวนสั่นประสาทดุจสามัญชนถูกส่งไปยังป่าเขาโดยไร้อาหาร
“นี่คือแดนยมโลก หรืออีกนามคือแดนมรณะ ห่างไกลสุด
ชายแดนภพเซียน”
เซี่ยเปิ่นจวินคว้าไหล่เจียงผิงอัน พาออกจากถ ้ามายังยอดผาแห่ง
หนึ่ง
ใต้ผาแห่งนั้นมีเพลิงสีดำโชติช่วง
เมื่อเห็นเปลวเพลิงเหล่านี้ เจียงผิงอันก็รู้สึกคลื่นเหียนอย่างบอก
ไม่ถูก เหมือนเขาเห็นของเน่าเหม็นชวนอาเจียน อำนาจรากฐานใน
กายเดียดฉันท์ปราณนี้นัก
นี่น่าจะเป็นเพลิงยมโลก สิ่งชั่วร้ายอย่างบริสุทธิ์ ไม่รู้ไฉนมันจึง
อยู่ที่นี่
ใบหน้าของเซี่ยเปิ่นจวินเปี่ยมความตื่นเต้น โอกาสบรรลุเป็น
เซียนปฐพีอยู่ตรงหน้าแล้ว!
“ศิษย์ข้า มองไว้แล้วจดจำให้ดี ห้ามออกห่างอาจารย์เกินสามจั้ง
อาจารย์จะอธิบายความรู้เรื่องการหลอมอาวุธระดับเซียนให้เจ้าฟัง”
เซี่ยเปิ่นจวินนั่งบนขอบผา เร่งปราณเซียนดึงดูดเพลิงยมโลกเข้า
มา แล้วโยนวัตถุดิบอย่างศิลาทองโลหิตเซียน ผลึกศิลามิคสัญญีและ
ไม้วิญญาณแค้นเข้าไป
เพลิงยมโลกสีดำนี้มิได้มีความร้อนสูงอะไรอย่างเห็นได้ชัด แต่มัน
กลับทำให้วัตถุดิบอย่างศิลาทองโลหิตเซียนหลอมละลายอย่าง
รวดเร็ว
หากเป็นไปตามสถานการณ์ปกติ ต่อให้ใช้พลังเพลิงระดับเซียน
ก็ยังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะหลอมวัตถุดิบเหล่านี้ได้ แต่ภายใต้การ
เผาผลาญของเพลิงยมโลก การหลอมก็สมบูรณ์ในชั่วครู่เดียว
ยามเจียงผิงอันเห็นเช่นนี้ เขาก็ลอบสะพรึงในใจ หากเขาถูกโยน
ลงไปในเพลิงยมโลก ไม่กี่อึดใจก็คงเป็นธุลีแน่แท้
เซี่ยเปิ่นจวินหลอมอาวุธจากขั้นต้นในแบบร่างของธนูมิคสัญญี
อย่างระมัดระวัง เตรียมวัตถุดิบทั้งสิ้นสามชุด หมายความว่าเขาต้อง
หลอมมันให้ได้ในสามหน
“ศาสตราเซียนหลอมยากกว่าอาวุธวิเศษทั่วไปไม่มาก เรื่อง
สำคัญที่สุดคือต้องคุ้นชินกับคุณสมบัติของวัตถุดิบ…”
เซี่ยเปิ่นจวินบรรยายความรู้ของตนกับเจียงผิงอันพลางหลอม
อาวุธไปด้วย ยิ่งคืบหน้า ปราณของเซี่ยเปิ่นจวินก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ชี้ตรงไป
ยังขอบเขตถัดไปทีละน้อย
เขาบรรลุกฎเต๋าเซียนระดับเซียนปฐพีแล้ว ขาดก็แต่หนึ่งโอกาส
ในการทะลวงขอบเขต
ขอเพียงหลอมธนูมิคสัญญีสำเร็จ ก็จะบรรลุขอบเขตใหม่
ระดับของ ‘อาวุธวิเศษบรรลุเต๋า’ ที่นักหลอมอาวุธเลือกจะเป็นตัว
ตัดสินระดับยามบรรลุเป็นเซียนปฐพีในภายหน้า
แม้จะเป็นนักหลอมอาวุธขอบเขตเซียนปฐพีเหมือนกัน ก็ยังต่าง
ระดับห่างชั้นกันเองอยู่
ขอบเขตเซียนไม่มีขั้นต้นกลางปลายอะไร วิธีการทะลวงขอบเขต
ที่แตกต่างจะเป็นตัวกำหนดความแข็งแกร่งยามเซียนบรรลุขอบเขต
หากเขาสร้างธนูมิคสัญญีได้สำเร็จจริง ๆ เซี่ยเปิ่นจวินก็จะเป็น
นักหลอมอาวุธระดับหัวกะทิในหมู่นักหลอมอาวุธเซียนปฐพีด้วยกัน
มีกระทั่งโอกาสเล็กน้อยที่จะบรรลุเป็นเซียนสวรรค์ด้วย
เพลิงยมโลกเต้นระริกท่ามกลางความวังเวงและแสงริบหรี่ เจียง
ผิงอันจ้องมองเซี่ยเปิ่นจวินหลอมอาวุธอย่างไร้อารมณ์ รอคอยโอกาส
ไปพลาง
เขาเผชิญหน้าเซียนมนุษย์ ครั้งนี้หนที่สองแล้ว
หนก่อนเขาปะทะชิวซื่อผิง รอดมาได้โดยการซ่อนปราณพราง
ตัวตน ทว่าครั้งนี้ เขาจะซ่อนตัวตนยังไม่ได้
ถึงเซี่ยเปิ่นจวินจะมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์สายโจมตี แต่เขาก็เป็นเซียนอยู่
ดี ควบคุมพลังเต๋าเซียนได้ ตบทีเดียวผู้ฝึกตนใต้ระดับเซียนก็ตาย
แล้ว
เมื่อกาลผ่านไป เค้าโครงของคันธนูก็ปรากฏภายในเพลิงยมโลก
คันธนูนี้เป็นสีม่วงเข้มทั้งคัน กฎเต๋าเซียนพลุ่งพล่านอัดแน่น
ปราณมืดมิดชวนหม่นหมองปกคลุม แม้จะอยู่ห่างนับพันลี้ก็ยังสัมผัส
ปราณชั่วร้ายชวนขนลุกนี้ได้
คันธนูและลูกธนูก่อร่างขั้นต้น เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายอัน
สำคัญที่สุด ศาสตรามารชิ้นนี้ก็จะสำเร็จ
เขามองกลับมาที่ศิษย์ที่ตนคลุกคลีด้วยมานาน แล้วหยาดน ้าตา
หมองหม่นสองสายก็ไหลลงจากคู่เนตรชราวัย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามอบความผูกพันให้ใคร แต่ยามนี้เขาต้อง
สังเวยอีกฝ่าย หัวใจเจ็บปวดยิ่งนัก
แต่เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น บรรลุสู่จุดสูงขึ้น เขาก็ต้องทำ
“อาจารย์ ไฉนท่านจึงร้องไห้กันขอรับ?”
เจียงผิงอันลุกขึ้นเช็ดน ้าตาให้เซี่ยเปิ่นจวิน
“ศิษย์ข้า เจ้ามีความปรารถนาใดหรือไม่?” เซี่ยเปิ่นจวินเห็นศิษย์
จนใส่ใจเขามาก หัวใจก็ยิ่งบิดมวน เพื่อผ่อนความรู้สึกผิดในใจ เขา
เลยจะพยายามบรรลุความปรารถนาของอีกฝ่ายอย่างดีที่สุด
“ความปรารถนาของศิษย์หรือ?”
พริบตานั้น สีหน้าของเจียงผิงอันพลันเย็นเยียบสุดขีด “ศิษย์
ปรารถนาให้เฒ่าวิปลาสอย่างเจ้าไปตายซะ!”
ศาสตราเซียน ‘กำไลทลายมิติ’ บนข้อมือเขาฉีกสุญตาไปพร้อม
ๆ ศีรษะของเซี่ยเปิ่นจวิน
กำไลทลายมิติชิ้นนี้ เขาหลอกมาจากถานกว่างโซ่ว ผู้อาวุโส
ใหญ่แห่งสำนักเซียนเทียนหลานยามเขายังสวมรอยเป็นศิษย์ มี
อำนาจควบคุมมิติได้
เซี่ยเปิ่นจวินมิคาดว่า ‘ศิษย์รัก’ ของตนจะโจมตีกันกะทันหัน และ
เพราะระยะปราชิดเกินไป ไม่มีเวลาป้องกัน ศีรษะของเขาจึงถูกสับเป็น
ชิ้น ๆ พร้อมกับถูกเคลื่อนย้ายลงสู่เพลิงยมโลกใต้หน้าผา
ขณะเดียวกัน อวตารที่เตรียมไว้นานแล้วก็เหินออกจากกาย เร่ง
ใช้ขวดกลืนสวรรค์สูบร่างครึ่งหนึ่งของเซี่ยเปิ่นจวินเข้าไป
เขาเก็บขวด ฉวยธนูมิคสัญญีที่เสร็จไปครึ่งทางแล้วเผ่นหนีสุด
ชีวิต
บาดแผลแค่นี้ ฆ่าเซียนมิได้หรอก!
“ไอ้เด็กเวร! เซียนผู้นี้จะสับเจ้าเป็นหมื่น ๆ ชิ้น!”
ศีรษะชิ้นเล็กชิ้นน้อยของเซี่ยเปิ่นจวินหวนประสาน อำนาจเซียน
มหาศาลหลากทะลัก แปรสีสันทั่วฟ้าดิน
เพียงพริบตา เซี่ยเปิ่นจวินก็ตามเจียงผิงอันทัน
อำนาจน่าสะพรึงกลัวทำให้โลหิตของเจียงผิงอันควบแน่น
ความแตกต่างหนึ่งขอบเขตใหญ่นั้น ห่างชั้นดุจเทียบเมฆากับ
ชั้นดิน
“เด็กเวร เจ้าจะหนีได้หรือ!”