สู่วิถีอมตะ - บทที่ 795 จุดจบ? ลอบโจมตี!
เซี่ยเปิ่นจวินตระหนักแล้วว่าตนถูกวิชามายาตุ๋นเสียเปื่อย ก็เร่ง
เพลิงยมโลกโจมตีมั่วซั่วไปรอบกายเพื่อป้องกันการถูกโจมตีทันที
ขณะเดียวกัน เขาก็เคลื่อนพลังวิญญาณสุดชีวิต คิดจะทลาย
วิชามายานี้ลง
ทว่า เมื่อเขาคืนสติได้เสียที เขาก็พบว่าร่างของเขาถูกกลืนลงสู่
ทะเลโลหิต หลงเหลือเพียงกระดูกสองสามท่อน เจียนตายเต็มทีแล้ว
นับแต่ยามวิชามายาปรากฏ ชะตาของเขาก็ถูกกำหนดตายตัว
กล่าวให้ชัดเจนก็คือ นับแต่เซี่ยเปิ่นจวินเลือกเป็นมารร้าย
ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ตายตัวแล้ว
กลายเป็นมารร้าย ขับเคลื่อนตนด้วยความปรารถนา ตกเป็น
ทาสกิเลส มีหรือจะคงสติกระจ่างรับการโจมตีด้วยพลังวิญญาณได้?
นอกจากนั้น ศึกอันยืดเยื้อยังทำให้เขาเหนื่อยล้าถึงขีดสุด มอบ
โอกาสให้เจียงผิงอันใช้วิชาลับพลังวิญญาณ ‘สังสารวัฏ’ กับเขา
แม้การใช้ ‘สังสารวัฏ’ จะมิได้จัดการเซี่ยเปิ่นจวินได้ทันที แต่ก็ยัง
ทำให้เขาสิ้นฤทธิ์ต่อสู้ได้ในชั่วขณะสั้นๆ
เจียงผิงอันฉวยโอกาสขณะนั้นใช้ทะเลโลหิตกลืนกิน และระดม
พลังทำลายล้างเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
ยามนี้ แม้เซี่ยเปิ่นจวินจะคืนสติก็ไร้ประโยชน์ ปราณในกายเขา
ถูกทำลายกลืนสิ้น หลงเหลือก็เพียงกระดูกสองสามชิ้นเท่านั้น
“ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม! ข้าเป็นเซียนนะ ปุถุชนอย่างเจ้ามาฆ่า
ข้าได้อย่างไร!”
กระดูกของเซี่ยเปิ่นจวินดิ้นรน แผดเสียงอย่างสิ้นหวัง
แต่ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ เพลิงยมโลกถูกเจียงผิงอันกำจัด
แล้ว เขาไม่มีพลังใดให้ใช้อีก
ความรู้สึกเสียใจหลากอัดเต็มหัวใจเซี่ยเปิ่นจวิน รู้เช่นนี้เขามิน่า
ยุ่งกับเด็กนี่เลย แต่ยามนี้ก็สายเกินไปแล้ว
กระดูกเซียนถูกกลืนกินทีละน้อยโดยห้ากฎเกณฑ์ในทะเลโลหิต
เนิ่นนานจากนั้นก็สลายสิ้นสมบูรณ์
เซี่ยเปิ่นจวินตกตาย แต่มิได้ตายอย่างสมบูรณ์
เขายังเหลือร่างกายส่วนใหญ่อยู่ ซึ่งถูกขวดกลืนสวรรค์กลืนเข้า
ไป ร่างกายส่วนนี้ต้องถูกหลอมหมดจดก่อน อีกฝ่ายจึงจะตายอย่าง
แท้จริง
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของเซียน แม้จะเหลือโลหิตเพียงหยด ก็
ยังมีโอกาสคืนชีพใหม่
ต่อให้สังขารเซียนมอดมลาย วิญญาณก็ยังหลงเหลือ ยัง
สามารถประกอบร่างฟื้นชีพได้ นี่แหละคือเซียน
ภายใต้ดวงตะวันแดงก ่า เจียงผิงอันนั่งหอบหายใจที่ขอบผา ร่าง
ของเขาเละเทะแหว่งวิ่น ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยแผล
หลงลืมไปสิ้นว่าต่อสู้มานานเพียงไร อย่างน้อยก็เป็นปี ๆ จนเขา
เหนื่อยอ่อนเหลือแสน
เขามิกล้าคาดคิดเลยว่าตนจะกำจัดเซียนได้ผู้หนึ่งจริง ๆ
แม้เซี่ยเปิ่นจวินจะเป็นนักหลอมอาวุธ มิเชี่ยวชาญการต่อสู้ แต่
เขาก็เป็นตัวตนที่พ้นขีดจำกัดของมนุษย์ บรรลุเซียนแล้วอยู่ดี
หากจะบอกว่าเขาไม่ภูมิใจเลยก็คงผิด แต่เจียงผิงอันก็มิได้หลง
ระเริง
ที่เขาจัดการกับเซี่ยเปิ่นจวินได้ก็เพราะเขาลอบโจมตีอีกฝ่ายสี่
หน ตัดกำลังเซี่ยเปิ่นจวินได้หลายส่วน หาไม่แล้ว ศึกนี้ร้อย ๆ ปีก็คง
ไม่จบ…
เปรี้ยง!
จู่ ๆ ร่างของเจียงผิงอันก็แหลกระเบิด
ชายผมทองผู้รายล้อมด้วยกฎเต๋าเซียนผู้หนึ่งพลันปรากฏที่ริม
ผา ออกฝ่ามือขยี้ร่างเจียงผิงอัน
คนผู้นี้คือบุตรของเจ้าสำนักเซียนเทียนหลาน โอวหยางจั๋วรื่อ
ศิษย์สำนักศึกษาชางจือผู้หนึ่ง และเป็นเซียนมนุษย์ด้วย
เขาเคยจ้างมือสังหารมาจัดการกับเจียงผิงอันแต่ไม่สำเร็จ จึง
ตัดสินใจลงมือเอง
เขาตามร่างศึกของเจียงผิงอันมาจากสำนักศึกษาชางจือ ซ่อน
ตัวอยู่ห่าง ๆ เห็นทุกสิ่งที่นี่ชัดเต็มสองตา
“เป็นสัตว์ประหลาดจริงแท้ ถึงกับฆ่าเซียนมนุษย์ได้”
ใบหน้าของโอวหยางจั๋วรื่อเปี่ยมความตกตะลึง
เขาเห็นยามเจียงผิงอันสังหารเซียนด้วยสังขารมนุษย์มากับตา!
เรื่องเช่นนี้มีอยู่เพียงในตำนานเรื่องเล่า แต่เขากลับได้ประจักษ์
กับตาตน ทำให้หัวใจของโอวหยางจั๋วรื่อสะท้านสะเทือนรุนแรงยิ่ง
มิน่าเล่า บิดาเขาจึงเร่งให้เขาจัดการกับเจียงผิงอันเสมอมา แม้
เจียงผิงอันผู้นี้มิอาจบรรลุเซียน แต่ด้วยพลังต่อสู้ของเขา ก็ยังสร้าง
ปัญหามหาศาลกับสำนักเซียนเทียนหลานของพวกเขาได้อยู่ดี
แต่ทุกสิ่งก็ยังเป็นไปด้วยดี
ด้วยวิชาอำพรางกายอันทรงพลังของเขา โอวหยางจั๋วรื่อซ่อนตัว
เกินตรวจพบ สุดท้ายก็ได้ลงมือสำเร็จ
ไม่ว่าเจียงผิงอันจะแข็งแกร่งแค่ไหน สุดท้ายเขาก็เป็นแค่ผู้ฝึกตน
ที่ยังไม่บรรลุเซียนคนหนึ่ง เหลือเพียงเลือดก็มิอาจฟื้นคืนได้เช่น
เซียน
“ฮ่า ๆ”
การได้ฆ่าอัจฉริยะไร้เทียมทานอันโด่งดังสะท้านโลกาทำให้โอวห
ยางจั๋วรื่อรู้สึกภูมิใจเหลือแสน ซึ่งความรู้สึกอิ่มเอมนี้งอกเงยจาก
ความริษยา
เห็นเจียงผิงอันแข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้ฝึกตนใดก็ล้วนริษยาทั้งนั้น
“ต่อให้เจ้าบรรลุห้ากฎเกณฑ์แล้วเช่นไร บรรลุวรยุทธ์เลิศล ้ารอบ
ด้านแล้วเช่นไร? สุดท้ายก็ยังถูกเซียนผู้นี้ตบตายอยู่ดีมิใช่หรือ?”
เขานำยันต์สื่อสารออกมาติดต่อเจ้าสำนักเซียนเทียนหลาน หรือ
ก็คือบิดาเขาเอง
“ท่านพ่อ ทุกสิ่งลุล่วงแล้ว…”
พรวด!
ศีรษะของโอวหยางจั๋วรื่อถูกกระบี่เซียนเล่มหนึ่งทะลวงจาก
เบื้องหลัง
ตู้ม!
กระบี่เซียนระเบิดตัว แรงระเบิดชวนสะพรึงขยี้ร่างของโอวห
ยางจั๋วรื่อ สาดเศษกระบี่เซียนกระจายทั่วทิศ
ทว่าไม่นานนัก ร่างของโอวหยางจั๋วรื่อก็หวนประกอบ โลหิตไหล
ย้อยจากมุมปาก
เขามองเจียงผิงอันที่เผ่นหนีด้วยความเร็วสูงลิบด้วยสีหน้า
เหลือเชื่อ
“เป็นไปไม่ได้! เขายังไม่ตายได้อย่างไร!”
เมื่อครู่เขาลอบโจมตีสำเร็จ ร่างของเจียงผิงอันแหลกไปกับตา
อีกฝ่ายจะไร้รอยขีดข่วนได้อย่างไร!
นอกจากนั้น เจียงผิงอันผู้นี้ยังมีวิชาเร้นกายแข็งแกร่ง ไม่อาจ
ทราบได้เลยว่าหวนฟื้นกลับมายามใด
“ไอ้เวรสมควรตายนี่!”
สีหน้าของโอวหยางจั๋วรื่อบูดบึ้ง ร่างของเขาถูกกระบี่เซียนระเบิด
กระจาย มีบาดแผลปรากฏ
กว่าจะสบโอกาสลอบโจมตีได้ ต้องมิปล่อยให้อีกฝ่ายหนี!
โอวหยางจั๋วรื่อชักกระบี่ล ้าค่าออกมาเล่มหนึ่ง กวัดแกว่งทะยาน
ไป เรืองรัศมีสาดส่องทั่วแดนยมโลกอันมืดมิด
เจียงผิงอันสัมผัสถึงจิตสังหารไล่หลังมา ก็รีบกระพือยอดสมบัติ
รูปทรงปีกที่ทำจากปีกเทพยาเปลี่ยนทิศทันที
ตู้ม!
เจตจำนงกระบี่อันทรงพลังผ่านที่ใด สุญตาล้วนแหลกเละ
บรรพตถล่มแหลก รอยกระบี่บาดยาวบนพื้นล้านลี้ ชวนสะพรึงเป็น
อย่างยิ่ง
ขณะมองชายผมทองพุ่งเข้ามา ใบหน้าของเจียงผิงอันก็หมอง
คล ้า คนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเซี่ยเปิ่นจวินอย่างน้อยสิบเท่า!
“เจ้าเป็นใคร! ข้าไม่มีความแค้นกับเจ้า ไฉนจึงมาลงมือกับข้า!”
เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าคนผู้นี้เป็นใคร ระดับวิชาเร้นกายของอีก
ฝ่ายสูงอย่างยิ่ง เขาไม่ทันสังเกตเห็นคนผู้นี้เลยจนลอบโจมตีเข้ามา
“เหล่าปรปักษ์แห่งสำนักเซียนเทียนหลานของข้าต้องตาย!”
โอวหยางจั๋วรื่อไม่มีความเลินเล่อแม้แต่น้อย ใช้วิชากระบี่ที่
แข็งแกร่งที่สุดโจมตีออกมาทันที ปราณกระบี่อันทรงพลังดูประหนึ่งจะ
ทลายได้ทุกสิ่ง
เมื่อเห็นเซียนผู้หนึ่งตกตายด้วยน ้ามือเจียงผิงอัน เขาก็รู้แล้วว่า
เจียงผิงอันแข็งแกร่ง ตนต้องทุ่มสุดกำลัง
เมื่อเจียงผิงอันทราบตัวตนของอีกฝ่าย โทสะและจิตสังหารก็
หลากทะลักในใจ ทะเลโลหิตเดือดพล่านทันที
ที่แท้ก็เป็นคนจากสำนักเซียนเทียนหลาน
พวกสมควรตายนี่ถึงกับส่งเซียนมาฆ่าเขา
ยามนี้เขาไม่สนใจคิดอะไรมากแล้ว เร่งกำไลทลายมิติฉีกมิติ
ตรงหน้า เบี่ยงทิศกระบี่อีกฝ่ายให้ปรากฏเบื้องหลังโอวหยางจั๋วรื่อ
แทน
โอวหยางจั๋วรื่อไหวตัวเร็วยิ่ง เบี่ยงหลบการโจมตีไปข้าง ๆ “เซียน
ผู้นี้อยากเห็นนักว่าเจ้าจะใช้ศาสตราเซียนนี่ได้สักกี่หน!”
พลังที่เสียยามใช้ศาสตราเซียนมหาศาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะ
ศาสตราเซียนสายมิติอันแข็งแกร่งเช่นนี้ยิ่งมากไปใหญ่ ต่อให้เป็น
ยอดฝีมือระดับเซียนก็ยังยากจะใช้พร ่าเพรื่อ นับประสาอะไรกับเจียง
ผิงอัน
เมื่อเข้ามาในทะเลโลหิต โอวหยางจั๋วรื่อก็รู้ว่าเจียงผิงอันร้ายกาจ
เพียงไร เขาต้องยอมรับว่าการพิชิตเจียงผิงอันในกระบวนเดียวแทบ
เป็นไปไม่ได้เลย
แต่ก็ยังยื้อเวลาได้
เจียงผิงอันผู้นี้สู้กับเซียนคนก่อนตั้งเนิ่นนาน น่าจะเหนื่อยล้าถึง
ขีดสุดแล้ว ซึ่งเมื่อถึงสภาวะนี้ พลังต่อสู้ก็จะถดถอย ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะ
กำจัดอีกฝ่ายได้
จริงของเขา ศึกอันเข้มข้นทำให้เจียงผิงอันแตะปราชิดขีดจำกัด
โดยเฉพาะช่วงท้ายเมื่อใช้ ‘สังสารวัฏ’ กับเซี่ยเปิ่นจวินที่ทำให้พลัง
วิญญาณเสี้ยวสุดท้ายของเขาเหือดหาย
“เจ้าเคยสู้กับผู้ฝึกตนที่บรรลุสภาวะหลงลืมตนหรือไม่?” จู่ ๆ
เจียงผิงอันก็ปริปาก
โอวหยางจั๋วรื่อขมวดคิ้ว “หมายความเช่นไร?”
“ดูจะไม่เคย” จู่ ๆ เจียงผิงอันก็หลับตาลง ขณะนี้ บรรยากาศของ
เขาแปรไปราวคนละคน จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวหลากทะลักเยี่ยง
ภูเขาไฟปะทุ ยอดสมบัติปีกเทพยดาเบื้องหลังเขาแปรสู่สีเลือด
กาลก่อนในโลกใบน้อยของราชินีปีศาจ เจียงผิงอันต่อสู้ละเลง
เลือดเป็นปี ๆ ในสมรภูมิจำลอง ระหว่างนั้นเขาก็ผสานสภาวะหลงลืม
ตนเข้ากับจิตสังหาร สามารถต่อสู้ฆ่าฟันได้โดยอาศัยเพียง
สัญชาตญาณ ไร้จำเป็นต้องคอยควบคุมตนเอง
ต่อให้เขานอนหลับไป ต่อให้วิญญาณพินาศสลาย ร่างของเขาก็
ยังสู้ต่อได้
ขณะนี้ โอวหยางจั๋วรื่อตกตะลึงเมื่อพบว่าจิตสังหารจากตัวเจียง
ผิงอันยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว พลังโจมตีแข็งแกร่งขึ้นกว่ากาลก่อน
อีก!
“ก่อนหน้านี้เจ้ามิได้ใช้พลังเต็มที่!!”
โอวหยางจั๋วรื่ออุทาน
เขานึกว่าเจียงผิงอันหมดไพ่ตายจากการสู้กับเซียนก่อนหน้านี้
แล้ว มิคาดเลยว่าจะยังมีบางสิ่งซุกซ่อน!
นี่มันสัตว์ประหลาดบ้าบออะไรกัน!