สู่วิถีอมตะ - บทที่ 799 แบ่งข้าสักนิด
เมื่อได้ยินเสียงทั้งสอง สีหน้าของโอวหยางจั๋วรื่อพลันแปรเปลี่ยน
ดวงตาเปี่ยมความสิ้นหวัง
เจ้าสองคนนั่นมิได้ไปจริง!
เจียงผิงอันสมควรตายนี่ถึงกับเดาว่าเขายังมีชีวิต!
เจียงผิงอันรู้ว่าโอวหยางจั๋วรื่อมีวิชาอำพรางกายชั้นยอดมิด้อยไป
กว่า ‘วิชาอำพรางสรวง’ ของเขา หากจะซ่อนตัว การจะหาก็ยากเย็น
เขาจึงแสร้งจรจาก ดักรอในสุญตาสักพักเพื่อดูว่าอีกฝ่ายตาย
แล้วจริงหรือ
เขาตั้งใจรอพินิจสักเดือนแล้วค่อยไป มิคาดว่าอีกฝ่ายจะแสนใจ
ร้อน ไม่กี่วันก็โผล่มาแล้ว
“หากพวกเจ้ากล้าฆ่าเซียนผู้นี้! ภาพยามข้าตกตายจะถูกส่งหา
บิดาข้าทันที แล้วสำนักเซียนเทียนหลานของข้าจะเปิดศึกละเลงเลือด
กับสำนักเซียนอวี่หวงของพวกเจ้าแน่!” โอวหยางจั๋วรื่อแผดเสียง
“แล้วทำไม เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาลงมือกับผู้ชายของข้า พอข้าจะฆ่า
เจ้าบ้างมิได้หรือ?”
เหมียวเสียออกดาบเผด็จศึกอย่างเด็ดเดี่ยว
สองขุมกำลังเข้ากันไม่ได้มาแต่แรก ปราชันกันบ่อยครั้ง มีหรือจะ
กลัวคำข่มขู่
หลังจากสังหารโอวหยางจั๋วรื่อลงได้ เจียงผิงอันกับเหมียวเสียก็
จรจาก
ขณะเดียวกันที่แดนจันทร์มายา สำนักเซียนเทียนหลาน ใน
ห้องนอนเจ้าสำนัก
โอวหยางหงอวิ้นซึ่งกำลังฝึกฝนเบิกตากว้างเฉียบพลัน แผดเสียง
อย่างสุดเคืองแค้นร้าวราน “จั๋วรื่อ!”
“บังอาจฆ่าลูกข้า! สำนักเซียนอวี่หวง หนี้เลือดนี้พวกเจ้าต้อง
จ่าย!”
เมื่อครู่ ภาพสุดท้ายก่อนบุตรเขาถูกสังหารปรากฏขึ้นในใจ เขา
เห็นบุตรของเขาถูกเจียงผิงอันและเหมียวเสียสังหาร
ฝึกฝนถึงขอบเขตนี้ เขาสามารถเชื่อมต่อกับทายาทผ่าน
สายเลือด กระทั่งสัมผัสความตายของอีกฝ่ายได้ราวเป็นของตน
“เรียกรวมพลผู้อาวุโสของสำนักเซียนเทียนหลาน! เตรียมพร้อม
ทำสงครามเต็มรูปแบบ!”
โอวหยางจั๋วรื่อเป็นบุตรที่เขาทุ่มเททะนุถนอมที่สุด และยังเป็น
บุตรที่เขาสุดแสนภูมิใจ บรรลุแก่นกระบี่ปฐมกาล ได้เข้าร่วมสำนัก
ศึกษาชางจือ และคาดหวังว่าภายหน้าอีกฝ่ายจะก้าวล ้านำเขา
แต่ยามนี้ สรรพสิ่งล้วนมลายสิ้น บุตรผู้นี้ถูกสองบุคคลจากสำนัก
เซียนอวี่หวงสังหารลงแล้ว
เขาจะให้สำนักเซียนอวี่หวงต้องชดใช้!
แม้การทำเช่นนี้อาจทำให้พวกเขาสำนักเซียนเทียนหลาน
เสียหายก็ช่างมัน ชีวิตผู้อื่นมิสำคัญเท่าบุตรเขาอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ที่ทางเข้าโลกใบน้อยของราชินีปีศาจ ร้านสาขา
ของสำนักร้อยศาสตรา
เป้าจือนั่งอ่านบัญชีตรงหน้าในห้อง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว
เหยียด
ไม่ใช่ว่าตัวเลขในบัญชีเลวร้าย หาใช่ขาดกำไรไม่เหลือทุน แต่
ตรงข้าม เพียงกำไรหนึ่งวันของร้านก็เพียงพอให้ยอดฝีมือระดับเซียน
ปฐพีคลั่งได้แล้ว
นางกระทั่งจ้างยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีผู้หนึ่งมาอารักขาร้าน
เพิ่ม
แต่แม้จะมีกำไรท่วมท้น เป้าจือก็ไร้ความยินดี
ยามนางมีความสุขที่สุดคือขณะที่เจ้าของร้านยังอยู่ ทุกครั้งที่มี
กำไร นางก็จะบอกเจียงผิงอัน และทุกครั้งที่เจียงผิงอันชมนาง นางก็
จะแสนปรีดา
กาลก่อน นางเป็นเพียงพนักงานหญิงแสนธรรมดา หากมิใช่
เพราะเจียงผิงอันเมตตา นางก็ไม่มีทางมีสถานะเช่นวันนี้
แต่เมื่อเจียงผิงอันและปรมาจารย์เซียนเซี่ยจากไป ความปรีดานี้ก็
สูญหาย
เป้าจือสืบข่าวของเจียงผิงอัน ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
หนึ่งอัจฉริยะไร้เทียมทานผู้มีชะตาอาภัพ มีพลังต่อสู้เลิศล ้า
บุคคลขั้นต้นระดับเขตแดนอันดับหนึ่งในประวัติการณ์ แต่น่าเสียดาย
ที่มิอาจบรรลุเซียน
ก่อนเจียงผิงอันจากจร เขาบอกไว้ว่าเขาอาจมิสามารถหวนคืน
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจของเป้าจือก็เหมือนถูกบีบขยำ ชอกช ้ารวดร้าว
ยิ่ง
ก๊อก ๆ
มีเสียงเคาะดังขึ้นที่ประตู
เป้าจือสะกดความรู้สึกด้านลบในใจ เปลี่ยนลักษณ์เป็นเคร่งขรึม
เย็นชาอีกครั้งทันที
เมื่อมีตำแหน่งสูง ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้เสมอ มีเพียงทำ
เช่นนี้จึงมิถูกดูแคลน พบปัญหาก็เจรจาได้โดยง่าย
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามา
ฝ่ายชายองอาจหล่อเหลา ฝ่ายหญิงงดงาม เรือนร่างโค้งเว้าเกิน
มาตรฐาน
เป้าจือขมวดคิ้วมองคนแปลกหน้าทั้งสอง “พวกเจ้าเป็นใคร?
ขึ้นมาได้อย่างไร?”
ที่ชั้นล่างมีผู้คุ้มกัน คนแปลกหน้าจะขึ้นมาย่อมต้องมีการแจ้ง
เตือน สองคนนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
เป้าจือระแวงขึ้นมาทันที
“ข้าเอง ปัวซือ ไม่สิ เจียงผิงอัน”
ทำเรื่องแย่ ๆ ใช้ปัวซือ พอทำอะไรดี ๆ ก็ใช้ชื่อเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันคืนลักษณ์แท้ เป้าจือจึงจำเขาไม่ได้แล้ว
เมื่อทราบตัวตนของเจียงผิงอัน เป้าจือก็จังงังไปเนิ่นนาน ก่อนจะ
เผยความลิงโลดผุดลุกอย่างตื่นเต้น “ใต้เท้า! ท่านกลับมาแล้ว!”
นางมิคาดว่าจู่ ๆ เจียงผิงอันจะกลับมา และรีบเหินไปหาอย่าง
ตื่นเต้น
ทว่า นางยังไม่ทันถึงตัวเจียงผิงอัน เหมียวเสียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็
คว้านางไว้ “เจ้าจะทำอะไร? ลวนลามผู้ชายของข้าหรือ?”
เมื่อเป้าจือได้ยินวาทะของเหมียวเสีย อารมณ์ซึ่งเดิมสุดปรีดาก็
ถดถอยลงกะทันหัน
ปรากฏว่าใต้เท้ามีคู่บำเพ็ญแล้ว นางจึงรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ใต้เท้ากลับมาได้ก็ดีแล้ว
“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าหุนหันไปหน่อย” เป้าจือคารวะ
ในเมื่อสตรีผู้นี้เป็นคู่บำเพ็ญของใต้เท้า นางก็ควรเรียกอีกฝ่ายว่า
ฮูหยิน
“ไม่เป็นไรหรอก ผู้ชายของข้าหล่อขนาดนี้ เจ้าจะคันไม้คันมือก็
เข้าใจได้” เหมียวเสียกล่าวอย่างภูมิใจ
เจียงผิงอันหน้าคล ้าดำ ศิษย์พี่หญิงเอาแต่พูดอะไรไร้สาระจริงแท้
“ศิษย์พี่หญิง คิดอะไรอยู่ล่ะนี่ เราเป็นสหายกันนะ”
“แน่นอน เจ้าบื้ออย่างเจ้าถือนางเป็นสหาย แต่ในฐานะสตรี ข้า
ย่อมรู้ความคิดสตรีด้วยกันอยู่แล้ว”
เหมียวเสียยกนิ้วเชยคางเป้าจือพลางถาม “เจ้าอยากโถมทับ
ผู้ชายของข้าหรือไม่?”
“ป… เปล่า”
เป้าจือหน้าแดงก ่า มิกล้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ จู่ ๆ ก็ถูกสตรีผู้นี้ถาม
อะไรระห ่า ๆ ออกมาตรงเช่นนี้ นางก็ไม่รู้จะตอบเช่นไร
“ปอกแหกแท้หนอ”
เหมียวเสียรามือ นั่งพักบนเก้าอี้แถว ๆ นั้น การต่อสู้กับโอวห
ยางจั๋วรื่อก่อนหน้านี้ทำนางเปลืองพลังไปมากนัก
นางคว้าบัญชีข้างตัวมาชำเลืองสุ่ม ๆ เห็นรายได้ที่เขียนบนนั้นก็
เด้งลุกเฉียบพลัน เนินเขาคู่สะท้านเทิ้ม อุทานขึ้นว่า
“ร้านเล็ก ๆ นี่มีรายได้ต่อวันมากขนาดนี้เลยหรือ! มากกว่า
รายได้หลายปีของพ่อข้าอีกนะ”
เจียงผิงอันชำเลืองบัญชีแล้วผงะไปเช่นกัน “รายได้สูงกว่าก่อน
ข้าไปถึงห้าเท่า เจ้านี่หาเงินเก่งจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำชมจากเจียงผิงอัน เป้าจือก็แสนยินดีภาคภูมิ นาง
ชอบหาเงิน แต่ชอบฟังคำชมจากเจียงผิงอันมากกว่า
“ต้องขอบคุณที่ใต้เท้าช่วยไล่คู่แข่งไป ชื่อเสียงเหล่านั้นผสานกับ
นามสำนักร้อยศาสตรา รายได้จึงสูงมากเจ้าค่ะ”
เจียงผิงอันส่ายหัว “มันไม่เกี่ยวกับข้านักหรอก เพราะเจ้าบริหาร
ดี ทำกำไรได้มากต่างหาก”
แม้เขาจะไม่รู้วิธีหาเงิน เขาก็ยังรู้ว่าการหาเงินทำกำไรมิใช่ง่าย
หาไม่ ปวงชนในหล้าคงร ่ารวยกันถ้วนหน้า ไม่เหลือคนจนสักคน
ข้างกันนั้น เหมียวเสียกลืนน ้าลายเอื๊อก สะกดความตกตะลึงใน
ใจ “ทำเงินได้ขนาดนี้ กระทั่งเซียนปฐพียังเกินห้ามใจ อาจเชิดเงินหนี
หายก็ได้ แต่เจ้าก็ยังอยู่ ไม่ใช้เงินเหล่านี้ช่วยหนุนตัวเองบรรลุเซียน
ด้วยซ ้า เจ้านี่ปักใจกับเจ้าบื้อลึกล ้าจริงแท้”
เป้าจือรีบร้อนโบกมือ “ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าไร้เจตนา
แฝงกับใต้เท้า ใต้เท้าดีกับข้า ข้าย่อมไม่ยักยอกเงินหนีไป ชีวิต
ปัจจุบันของข้า ข้าก็เป็นสุขมากแล้วเจ้าค่ะ”
“ไร้เจตนา? ไม่ได้สิ เจ้าต้องมีเจตนาสิ!”
เหมียวเสียโอบเอวบางของเป้าจือ หยิกบั้นท้ายของอีกฝ่ายพลาง
คลี่ยิ้มร้าย “ภายหน้าได้กำไรก็แบ่งข้าสักนิด แล้วข้าจะพาเจ้าไปด้วย
ทุกครั้งเวลาจะลงไม้ลงมือกับผู้ชายคนนี้”
สตรีหาเงินเก่งขนาดนี้ ต้องเลี้ยงไว้เป็นสาวใช้ของนางเสีย ภาย
หน้าก็จะไม่มีทางขัดสน
เป้าจือ “???”
เจียงผิงอัน “???”
ทั้งสองต่างผงะตะลึงกับคำพูดบ้าบอนี้