สู่วิถีอมตะ - บทที่ 800 สงครามสำนัก
“ศิษย์พี่หญิง สนใจภาพลักษณ์ด้วย เจ้าเป็นเซียนมนุษย์ ช่วยทำ
ตัวให้สมเป็นเซียนหน่อยเถอะ”
ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ จะเมาจะสร่างก็บ้าไม่เปลี่ยน
“ข้าไปพักฟื้นก่อนนะ” เจียงผิงอันไม่เหลือแรงพูดอะไรมากความ
หันกายออกจากห้องกลับไปพักฟื้นร่างกาย
ประมือเซียนสองคนติดทำให้เขาสิ้นแรง กระทั่งเสียอายุขัยไป
ครึ่งหนึ่ง
เมื่อกลับถึงห้อง เจียงผิงอันก็นั่งลงเริ่มฟื้นตัว
ในโลกใบน้อยของเขา เจียงผิงอันไปหาอวิ๋นเหยาในโลงแก้ว
ผลึก
อวิ๋นเหยากำลังอาบน ้าในโลงแก้วผลึก โอสถเซียนทั้งสามนวด
หลังนวดขาให้นาง พวกมันมีปราณเซียนแข็งแกร่ง อาบไล้ร่างของ
นางด้วยปราณเซียนจนเรืองรองเจิดจ้า
“ผู้อาวุโส อายุขัยของข้าจะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่?”
การเสียอายุขัยไปหมื่นปีทำให้เขากังวลใจยิ่ง
“ได้ แต่ได้ไม่มากนะ เจ้ายังไม่บรรลุเซียน อายุขัยมีขีดจำกัด ต่อ
ให้ใช้โอสถเซียนก็อยู่ได้ไม่นานหรอก”
เงาร่างของอวิ๋นเหยาไขว้สองขา หลับตาตอบกลับเบา ๆ
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเจียงผิงอันก็เคร่งขรึม หมายความว่าเขา
ต้องบรรลุเซียนภายในหมื่นปี หาไม่แล้ว อายุขัยของเขาจะดับสูญ
แต่ยามนี้ ตรงหน้าเขามีหนึ่งปัญหามหึมาขวางอยู่ ซึ่งก็คือทัณฑ์
สวรรค์พิพากษ์เทวา
ก่อนหน้านี้เขาได้เผชิญทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาจำลอง พบ
หนึ่งตัวตนที่สามารถใช้วรยุทธ์ทั้งหมดที่เขามี กระทั่งมีสัญชาตญาณ
ศึกเหมือนเขาในทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวา
วิชาเดียวกัน ลักษณะการต่อสู้เหมือนกัน โอกาสเอาชนะศัตรูได้
น้อยแสนน้อย
นี่หมายความว่า เขาเรียนวิชาใดไปก็ไร้ประโยชน์ รวมถึงวิชา
เสริมแกร่งยุทธภัณฑ์ด้วย
ร่างนั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามเขา
แต่เจียงผิงอันก็ไม่อยากรามือ
นับแต่วันแรกที่เขาได้พบผู้ฝึกตน เขาก็ถูกบอกว่ามิอาจก้าวเดิน
บนเส้นทางการฝึกฝนได้ แต่ก็ยังมาถึงจุดนี้
เขาจะไม่รามือจนถึงที่สุด
เส้นทางนั้นยาวไกล เขาก็ขอเสาะแสวงให้ชัดเจน
เจียงผิงอันเยียวยาตนเองอยู่สองสามเดือน จู่ ๆ เหมียวเสียก็เข้า
ห้องมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าบื้อ ข้าจะกลับสำนักนะ”
“สำนักเซียนเทียนหลานเปิดศึกแล้วหรือ?”
เจียงผิงอันลืมตาขึ้น พอจะเดาได้ว่าเหตุใดศิษย์พี่หญิงของเขาจึง
บอกอยากกลับไป
เหมียวเสียพยักหน้า “ใช่ สำนักเซียนเทียนหลานลอบโจมตี โชค
ยังดีที่ข้าเตือนสำนักให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้า สำนักเซียนเทียน
หลานจึงลอบโจมตีไม่สำเร็จ”
“แต่อีกฝ่ายเปิดศึกเต็มรูปแบบ ดุเดือดอย่างยิ่ง ข้าอยากกลับไป
เป็นกำลังเสริม ส่วนเจ้าบาดเจ็บอยู่ ยังไม่ต้องกลับไปหรอก ไปฝึกฝน
ที่สำนักศึกษาชางจืออย่างสบายใจเถอะ”
เจียงผิงอันลุกขึ้น “ข้าบาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เป็นไรหรอก ค่อย
ๆ ฟื้นตัวต่อไปได้ ยามนี้ข้ายังเรียนอะไรในสำนักศึกษาชางจือไม่ได้
กลับไปช่วยลดจำนวนสหายร่วมสำนักบาดเจ็บล้มตายจะดีกว่า”
การบรรลุเซียนเท่ากับมีกุญแจสู่กรุสมบัติ สำนักศึกษาชางจือคือ
กรุสมบัติ หากเขาไม่มีกุญแจ เปิดกรุสมบัติไม่ได้ จึงมิอาจเรียนอะไร
ได้ในยามนี้
สำนักศึกษาชางจืออิสระอย่างยิ่ง สามารถไปมาได้ตามประสงค์
สักวันยามบรรลุเซียนค่อยกลับมาฝึกฝนก็ได้
สำนักเซียนอวี่หวงทุ่มเทเพื่อเขาเต็มหัวใจ เขาก็ย่อมอุทิศตนเพื่อ
สำนักเต็มที่ ยามนี้สำนักอยู่ในอันตราย เขาก็ย่อมอยากกลับไปช่วย
“อันตรายเกินไป ทั้งพ่อข้าและเจ้าสำนักต่างไม่เห็นด้วยให้เจ้า
กลับไปทั้งสิ้น”
เหมียวเสียไม่อยากให้เจียงผิงอันกลับไปเผชิญภัย ศึกเต็ม
รูปแบบนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทุกครั้งที่เปิดฉาก ก็จะมีเซียนตกตาย
นับประสาอะไรกับศิษย์ระดับล่างกว่านั้น
“อาจารย์กับเจ้าสำนักให้ศิษย์พี่หญิงกลับไปหรือ?” เจียงผิงอัน
ถามย้อน
“เปล่า แต่ข้าดื้อ” เหมียวเสียยืดอกพูดอย่างมาดมั่น
“ข้าก็ดื้อเหมือนกัน” เจียงผิงอันเอ่ยเบา ๆ
สองฝ่ายล้วนหัวแข็ง ไม่ฟังวาทะผู้อื่นเลยสักนิด
“ใต้เท้า ฮูหยิน ข้าจะกลับไปด้วยเจ้าค่ะ”
เป้าจือเดินออกมาจากเบื้องหลังเหมียวเสีย “ใต้เท้า หากข้า
กลับไปกับพวกท่าน ข้าก็สามารถช่วยพวกท่านได้นิดหน่อยนะเจ้า
คะ”
เจียงผิงอันรีบเอ่ยปาก “ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่หากำไรที่นี่แหละ
ช่วยข้าได้มากที่สุดแล้ว เจ้าเฒ่าเซี่ยเปิ่นจวินทิ้งร้านไว้มากมาย ไร้
ผู้ใดไปยึดครอง ข้าจะใช้ตัวตนของข้ายึดมา”
เจียงผิงอันนึกถึงร้านอื่น ๆ ของเซี่ยเปิ่นจวิน และคิดอยากได้มา
ขณะเดียวกัน เจียงผิงอันก็ไม่อยากให้เป้าจือตามเขามาด้วย
มิใช่ว่าเขาเกลียดชังเป้าจือ แต่เขาสงสัยว่าศิษย์พี่หญิงเหมียว
เสียไปเป่าหูอะไรเป้าจือไว้ และสตรีทั้งสองก็พร้อมใช้กลอุบายสกปรก
เล่นงานเขาแล้ว
เจียงผิงอันเห็นเป้าจือยังอ ้าอึ้ง ก็พูดขึ้น “พลังต่อสู้ของเจ้ามิได้
แข็งแกร่ง ช่วยอะไรไม่ได้หรอก อาจพาตัวไปพบอันตรายเปล่า ๆ ด้วย
ช่วยข้าสร้างกำไรที่นี่เป็นการช่วยเหลือมหาศาลที่สุดแล้ว
ความสามารถการหาเงินของเจ้าแข็งแกร่งมาก ใช้เงินพิสูจน์เต๋าเลย
สิ”
“เอาล่ะ สำนักเกิดเรื่อง เราต้องรีบกลับไป ยามเจ้าบรรลุเซียน ก็
ค่อยไปหาเราที่สำนักเซียนอวี่หวงในแดนจันทร์มายานะ”
พูดจบ เจียงผิงอันก็ทิ้งป้ายคำสั่งของเซี่ยเปิ่นจวินไว้ แล้วหายตัว
ไปทันทีโดยไม่รออีกฝ่ายพูด
เฮอะ พวกสตรีเจ้าเล่ห์ อย่าพยายามขืนใจข้าให้ยาก
เหมียวเสียหรี่ตา “เจ้าบื้ออาจจับเจตนาเราได้แล้ว ไล่ตามไปกับ
ข้า ข้าจะตรึงเขาไว้จากข้างหลัง เจ้าเผด็จศึกจากด้านหน้าเสีย คิดจะ
หนี ไม่มีทางหรอกย่ะ”
“ไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยิน ข้าว่าใต้เท้าพูดมีเหตุผลนะเจ้าคะ”
เป้าจือพูดอย่างเคร่งขรึม “ข้าสู้ใครมิได้ ช่วยอะไรมิได้มากจริง ๆ
อาจเป็นตัวถ่วงเสียด้วยซ ้า ช่วยใต้เท้าสร้างกำไร สั่งสมทรัพยากรเพื่อ
การฝึกฝนเป็นสิ่งที่ข้าควรทำมากกว่าเจ้าค่ะ”
เจียงผิงอันให้โอกาสเปลี่ยนชะตากับนาง นางก็คิดตอบแทน
อย่างสุดหัวใจ
เหมียวเสียเห็นท่าทีมาดมั่นของเป้าจือก็ส่ายหัวอย่างจนใจ “หาก
เจ้าว่าเช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ข้าไปก่อนนะ ไว้มีอะไรจะใช้ยันต์สื่อสาร
ติดต่อมา”
“เจ้าค่ะฮูหยิน ข้ารับปากว่าส่วนแบ่งของฮูหยินจะไม่ลดลงเจ้าค่ะ”
เป้าจือกล่าวลาอย่างสุภาพ
เหมียวเสียก้าวเท้า หายวับไปทันที
หลังทั้งสองจรจาก เป้าจือก็รู้สึกว่างโหวงในใจ
หลังความตื่นเต้นผ่านพ้น ก็เหลือเพียงความเหงาหงอยเสมอ
“ใช้เงินพิสูจน์เต๋า… บางทีอาจจะลองได้ สมเป็นใต้เท้า คิดวิธี
บรรลุเต๋าเช่นนี้ได้ด้วย”
ดวงตาของเป้าจือฉายประกายชื่นชม
อันที่จริง เจียงผิงอันแค่พูดไปส่งเดช มิคาดว่าอีกฝ่ายจะถือเป็น
จริงเป็นจัง
มิอาจคาดคิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเป้าจือมากเพียงไร…
เหมียวเสียไล่ตามเจียงผิงอัน “สตรีผู้นี้ช่างดีนัก คนเขามีใจให้
แต่เจ้าก็ทำร้ายหัวใจนางนัก”
เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ “หากเป็นตามเจ้าว่า หมื่นสตรีชอบพอข้า
ข้าก็ต้องสนองพวกนางทั้งหมดหรือ? อีกอย่างนะ เจ้าถึงกับขายข้า
เพื่อผลึกเซียนนิดหน่อยเชียวหรือนี่”
“มิได้ขายเจ้าเสียหน่อย ข้าชอบพรสวรรค์การหาเงินของเป้าจือ
มันจะช่วยเจ้าได้ในภายหน้า และอยากช่วยเจ้ามัดใจอีกฝ่ายไว้ อีก
อย่าง มิใช่ผลึกเซียนนิดหน่อยนะ เยอะเลยต่างหาก”
เหมียวเสียพูดอย่างเคร่งขรึม “ผู้หญิงที่คิดเพื่อผู้ชายอย่างข้ามี
ไม่กี่คน เจ้ายังมาโทษข้าอีก”
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้แค่อยากได้เงิน
ไปใช้ในภายหน้า
เจียงผิงอันเลิกพูดเรื่องนี้ ถามอย่างเคร่งเครียดว่า “สำนักไหว
หรือไม่? เราสองคนอาจต้องใช้เวลากว่าจะกลับไปถึง”
สำนักศึกษาชางจืออยู่ห่างไกลจากแดนจันทร์มายา แม้จะมีค่าย
กลเคลื่อนย้าย แต่ก็ยังต้องใช้เวลาขั้นต ่าครึ่งปีเพื่อกลับไป
“ไม่ต้องห่วงมากนักหรอก เราสำนักเซียนอวี่หวงเป็นหนึ่งในห้า
ขุมกำลังหลักในแดนจันทร์มายา อย่าว่าแต่ครึ่งปี ต่อให้เป็นห้าพันปีก็
ยังทนไหว แน่นอน นั่นหมายถึงหากอีกฝ่ายมิได้ไปหาผู้ช่วยแข็งแกร่ง
จากภายนอกมาเสริมกำลังนะ”
เหมียวเสียรู้สึกว่าเจียงผิงอันกังวลมากเกินไป
เจียงผิงอันพยักหน้า เขากังวลเกินเหตุจริงแท้ ขุมกำลังอันยืนยง
นับหมื่น ๆ ปีเช่นนี้มีรากฐานล ้าลึก ขอเพียงรากฐานไม่เสียหาย ต่อ
ให้เสียเซียนไปบ้างก็ยังไม่สาหัสอะไร
ศึกใหญ่โตอุบัติระหว่างสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียน
หลาน ทำให้ทั่วทั้งแดนจันทร์มายาสั่นสะเทือน
“ไฉนสองสำนักนั่นสู้กันอีกแล้วล่ะ หนนี้เหตุผลคืออะไร?”
สองสำนักนี้เปิดศึกกันเป็นครั้งคราว ปวงชนไม่แปลกใจกันแล้ว
แต่ก็ยังไม่ทราบว่าครั้งนี้สองฝ่ายสู้กันทำไม
“ข้าได้ยินว่าโอวหยางจั๋วรื่อ บุตรเจ้าสำนักเซียนเทียนหลานถูก
ฆ่าน่ะ”
“โอวหยางจั๋วรื่อ? อัจฉริยะที่ได้เข้าสำนักศึกษาชางจือน่ะหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร! อัจฉริยะแข็งแกร่งเช่นนั้นตายได้อย่างไร? ยอด
ฝีมือระดับเซียนปฐพีลงมือหรือ?”
ชื่อเสียงของโอวหยางจั๋วรื่อ ผู้ฝึกตนอาวุโสส่วนใหญ่ล้วนเคยได้
ยิน คนผู้นี้มีแก่นกระบี่ปฐมกาล วิชากระบี่ไร้คู่เปรียบ เมื่อเจ็ดร้อยปี
ก่อน เขาพิชิตอัจฉริยะจากอีกสี่ขุมกำลังใหญ่ในแดนจันทร์มายา
พลังต่อสู้เลิศล ้าโดดเด่น
ภายหลัง เขาเหยียบขึ้นสู่เส้นทางธารดารา ผ่านด่านทดสอบทั้ง
สาม ได้เข้าร่วมสำนักศึกษาชางจือและบรรลุเซียนในสำนักศึกษาชา
งจือ
หลายบุคคลกล่าวกันว่า โอวหยางจั๋วรื่ออาจก้าวข้ามโอวหยาง
หงอวิ้น เจ้าสำนักเซียนเทียนหลานได้
แต่มิคาดว่าเขาจะตกตาย!
หลายบุคคลคาดเดา ว่าสำนักเซียนอวี่หวงส่งยอดฝีมือระดับ
เซียนปฐพีไปลงมือหรือไม่
“มิใช่ยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี จากข่าวที่พูดกัน สองร่างศึกของ
สำนักเซียนอวี่หวง เหมียวเสียกับเจียงผิงอันร่วมมือกันสังหารโอวห
ยางจั๋วรื่อ รายละเอียดแน่ชัดหาทราบไม่”
“เหมียวเสียลงมือนี่ยังพอเข้าใจ แต่เจียงผิงอันมาได้อย่างไร? เขา
บรรลุเซียนแล้วหรือ? มิใช่เขาเป็นเซียนมิได้หรือ?”
“ข้าไม่รู้ ข้ายังไม่ได้ยินข่าวว่าเจียงผิงอันบรรลุเซียน ภายหน้า
เขาจะต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวา น่าจะยังไม่บรรลุเซียนนะ”
“ในเมื่อเขาบรรลุเซียนมิได้ เจียงผิงอันจะไปประมือเซียนได้
อย่างไร? เซียนตบทีเดียวเขาก็ตายแล้ว เจียงผิงอันไม่น่าจะเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ แค่เหมียวเสียคนเดียวมากกว่า”
ยามปวงชนได้ยินข่าวว่าเหมียวเสียและเจียงผิงอันผนึกกำลังรุม
โจมตีโอวหยางจั๋วรื่อ พวกเขาก็เผลอคิดไปว่าข่าวนี้ต้องมีบางอย่าง
ผิดพลาด เติมชื่อเจียงผิงอันเข้ามาอีกคน
เจียงผิงอันแข็งแกร่งมากก็จริงอยู่ ยามเขาเป็นบุคคลขั้นต้นระดับ
เขตแดนอันดับหนึ่งในประวัติการณ์ ทั่วทั้งแดนจันทร์มายาก็ลือลั่น
ขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายล้วนตะลึง
แต่ถึงอย่างไร เขาก็มิอาจบรรลุเซียน ไม่มีทางเลยที่เขาจะประมือ
เซียนไหว
แม้สองขอบเขตจะห่างกันเพียงก้าวเดียว แต่ก้าวนี้ก็ห่างไกลเยี่ยง
สวรรค์กับโลก
มิต้องพูดถึงเรื่องเผชิญหน้ายอดฝีมือขอบเขตเซียนมนุษย์ แค่
กับเดนเซียนก็ยากรับมือแล้ว
สงครามระหว่างสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานทวี
ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ยอดฝีมือระดับเซียนออกศึก ผู้ฝึกตน
มากมายตายในสงคราม การต่อสู้ในนานาสมรภูมิดุเดือดเกินครั้งใด
หวังหยาง ศิษย์พี่ใหญ่คนปัจจุบันของสำนักเซียนอวี่หวงเดินบน
เส้นทางผดุงชีพพิทักษ์ธรรม สถานะสูงส่งเกินกว่าผู้อาวุโสหลายคน
นับแต่เปิดฉากสงคราม เขาก็ไปสู้ตามสมรภูมิต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
มิได้หยุดยั้งมาหลายเดือนแล้ว
“ที่ทะเลดาราจักรมียอดฝีมือขั้นปลายระดับเขตแดนมากมาย ขอ
กำลังเสริมด้วย!”
หวังหยางเพิ่งจบศึก ก็ได้ยินเสียงขอกำลังเสริมจากยันต์สื่อสาร
และรีบรุดไปหาทันที
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบเช่นศิษย์พี่
ใหญ่ ขอเพียงยังสู้ไหว ก็จะปล่อยศิษย์ผู้อื่นเผชิญภัยมิได้
เมื่อเขามาถึงทะเลดาราจักร เห็นศิษย์สำนักมากมายถูกรุมล้อม
ก็พุ่งเข้าไปหาอย่างไร้ลังเล
“ข้ามาช่วยแล้ว!”
ทันทีที่เขาพุ่งเข้าไปช่วย ศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงที่ถูกรุมล้อม
พลันหันมาลงมือกับหวังหยาง
หวังหยางหน้าถอดสี ปราณคุณธรรมในตัวระเบิดออกเป็นโล่กฎ
พิเศษรับการโจมตีเหล่านี้ไว้ ก่อนจะดีดตัวถอยอย่างรวดเร็ว
ศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงทั้งหลายที่ถูกรุมล้อมกลับกลายเป็นเสริม
วงล้อม