สู่วิถีอมตะ - บทที่ 816 ศิษย์พี่หญิง?
เวิ้งจักรวาลดำสนิทไร้สิ้นสุด ที่ดาดฟ้าเรือศึกระดับเซียนลำหนึ่ง
สุนัขดำตัวหนึ่งนั่งย่างเนื้อหน้ากองเพลิง
อสรพิษยักษ์สองหัวที่บัดนี้เหลือหัวเดียวอยู่ในการควบคุมของ
เจียงผิงอันแล้ว
“จากนี้ไป เจ้าจะชื่อว่าเอ้อร์ไป๋” เจียงผิงอันตั้งชื่อสุ่ม ๆ ให้ภูต
อสรพิษ
อสรพิษยักษ์เผยสีหน้าน่าสะพรึงกลัว “ข้าเป็นภูตอสรพิษสองหัว
จักรพรรดิแห่งเผ่าปีศาจ ต่อให้ตายก็ไม่ยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของเผ่า
มนุษย์อย่างพวกเจ้าหรอก!”
ในฐานะยอดฝีมือระดับเซียน ไฉนจะมาเป็นสัตว์เลี้ยงให้ปุถุชน
ได้?
“พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยเจ้าเขมือบเจ้าคนไม่รู้ที่ต ่าที่สูงนี่เอง”
สุนัขดำตัวใหญ่ซึ่งแปรลักษณ์จากวิญญาณร้ายเสนอตัวช่วย
เจียงผิงอันแก้ปัญหาทันที อันที่จริง มันอยากกลืนกินอสรพิษตัวนี้
เพื่อฟื้นพลังแล้วหาจังหวะหนี
“ไม่ต้อง เลี้ยงไว้นั่นแหละ ภายหน้าหิว ๆ ก็เฉือนเนื้อมันได้ ข้า
ชอบสด ๆ ใหม่ ๆ” เจียงผิงอันกล่าวเนิบ ๆ
สีหน้าของภูตอสรพิษสองหัวแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน มนุษย์ผู้นี้
โหดร้ายจริง ๆ
เจียงผิงอันยกมือขึ้นขยุ้มหนังภูตอสรพิษ ก่อนจะพลันกระชาก
หนังติดเกล็ดออกมาแผ่นใหญ่ ลูบไปบนเกล็ดเย็น ๆ พลางกล่าวกับ
ตัวเอง
“หนังคุณภาพดีมาก ใช้ทำอาภรณ์ศึกระดับเซียนได้ เลี้ยง
อสรพิษเช่นนี้ไว้ ก็สามารถถลกหนังแล่เนื้อมาทำอาวุธวิเศษได้เรื่อย
ๆ…”
ได้ยินเช่นนี้ ภูตอสรพิษก็สะดุ้งสะท้าน รีบร้องออกมา “พี่ใหญ่
ผู้น้อยเมื่อครู่มีตาหามีแววไม่ ด้วยฝีมือระดับพี่ใหญ่ เป็นเกียรติของ
ข้าแล้วที่ได้เป็นสัตว์เลี้ยง!”
มนุษย์สมควรตายนี่ไม่เพียงถลกหนังมัน ยังกินเนื้อมันด้วย เพื่อมิ
ให้ถูกทรมาน ยามนี้ก็โอนอ่อนคล้อยตามไปก่อน สบโอกาสค่อยกลืน
เจ้าคนสมควรตายนี่ให้หมดสิ้น
เจียงผิงอันนั่งหน้ากองเพลิง รอเนื้อย่างสุกพลางกล่าวกับเอ้อร์ไป๋
“ข้าเบื่อ เล่าเรื่องของเจ้าให้ฟังฆ่าเวลาหน่อย”
แม้ภูตอสรพิษจะไม่เต็มใจทำตามคำสั่งอีกฝ่ายอย่างยิ่ง มันก็มิ
กล้าบิดพลิ้ว กล่าวแนะนำตัวอย่างภาคภูมิ “ข้าเกิดมาในเผ่าภูต
อสรพิษสองหัวของเผ่าปีศาจ มีสถานะสูงส่ง…”
ท่ามกลางเวิ้งจักรวาลอันเงียบงันไร้ชีวิต เจียงผิงอันฟังเรื่องของ
ภูตอสรพิษไปพลางรอศิษย์พี่หญิง
ในปีที่สิบห้าหลังได้ต้าเฮยมาช่วยใช้ ‘ตราดาว’ หนึ่งบุคคล
ปรากฏขึ้น แต่น่าเสียดายที่มิใช่ศิษย์พี่หญิง เป็นผู้ฝึกตนชายคนหนึ่ง
ที่ฝึกฝนถึงขอบเขตเซียนมนุษย์ พลังในกายเจียนเสื่อมสลาย เมื่อ
เห็นเจียงผิงอันยังไม่บรรลุเซียน ก็คิดแย่งชิงเรือศึก
แต่เมื่อคนผู้นี้เห็นภูตอสรพิษระดับเซียนข้างกายเจียงผิงอัน
สุดท้ายเขาก็สะกดความโลภในใจ มิกล้าบุ่มบ่ามสู้ ถามถึงทิศกลับ
ภพเซียนแล้วจากไป
ในปีที่สามสิบสอง อีกหนึ่งบุคคลก็มาเยือน คนผู้นี้มีการฝึกฝน
เป็นยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี คิดลงมือกับเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันเร่งเรือศึกระดับเซียนเผ่นหนี
ด้วยความเร็วสูงลิบของเรือศึก เขาจึงทิ้งห่างยอดฝีมือเซียนปฐพี
ผู้นี้ไม่เห็นฝุ่น
ไม่กี่ปีต่อมา เขาก็กลับสู่ที่เดิมแล้วรอศิษย์พี่หญิงต่อไป
หลายร้อยปีต่อจากนั้น เขาก็พบตัวตนมากมายที่หลงทางอยู่ใน
เวิ้งจักรวาล มีทั้งมนุษย์และปีศาจ
ผู้ใดที่ลงมือกับเจียงผิงอัน ตราบใดที่มีโอกาสกำจัดได้ ก็ถูก
จัดการไปสิ้น
โชคของเจียงผิงอันมิได้แย่ เขามิได้พบยอดฝีมือระดับเซียน
สวรรค์เลยสักคน อย่างมากก็เป็นยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี แม้จะ
เอาชนะยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีมิได้ ด้วยความช่วยเหลือของเรือศึก
เซียนปฐพีก็ตามเขาไม่ทัน
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน ้าริน ลอดพ้นผ่านกายมิอาจคว้ามั่น
เจียงผิงอันมองความมืดอันไร้สิ้นสุด ใจลอยไปหลายปีอยู่หลายครั้ง
“คำนวณเวลาแล้ว ทางเข้าภพเซียนน่าจะเปิดที่ภพบุกเบิกอีก
ครั้งแล้ว แต่ข้ามิอาจกลับไป…”
เขามายังภพเซียนได้พันปีแล้ว หากมิใช่เพราะอุบัติเหตุนี้ เขาคง
ได้กลับบ้าน พบเสี่ยวเซียงและบุตรีเขา…
วิญญาณร้ายต้าเฮยและภูตอสรพิษเอ้อร์ไป๋เห็นท่าทีของเจียงผิง
อันก็พอเดาได้แล้วว่าเขามาหาคนที่เวิ้งจักรวาล
“มนุษย์นี่โง่ยิ่งนัก การหาคนในเวิ้งจักรวาลแทบเป็นไปไม่ได้เลย”
ต้าเฮยผู้ถูกล่ามโซ่ถ่ายทอดกระแสปราณคุยกับภูตอสรพิษ
ภูตอสรพิษตอบกลับ “คนผู้นี้โง่จริง ๆ แหละ ยังไม่บรรลุเซียน
อายุขัยมีจำกัด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องตาย ถึงยามนั้น
เราจะร่วมมือกันฝืนต้านกินคนผู้นี้เสีย ข้าอยากได้อวตารกลืนสวรรค์
กับอวตารร่างศึกของมนุษย์นี่”
“ขยะอย่างเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาขอเยอะแยะ? ข้าจะเอาอวตาร
กลืนสวรรค์นี่”
“ปรสิตเหม็นเน่าอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้าเช่นนี้?”
ต้าเฮยและเอ้อร์ไป๋เริ่มคิดแบ่งร่างเจียงผิงอันกันแล้ว ในความเห็น
พวกมัน แม้เจียงผิงอันจะแข็งแกร่ง เขาก็ยังไม่บรรลุเซียน ไม่ช้าก็เร็ว
ย่อมสิ้นขัย
ขณะเดียวกัน ขอเพียงยังมีปราณ พวกมันก็จะอยู่ยงไม่จบสิ้น มี
เวลาเหลือเฟือในการรออีกฝ่ายถึงฝั่ง
เจียงผิงอันนั่งเหม่อนานขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งเป็นร้อยปี เขากระทั่ง
หลอนเห็นศิษย์พี่หญิงของเขาปรากฏจากความมืด
ทุกครั้งที่เขาผุดลุกอย่างตื่นเต้น ภาพหลอนก็จะเสื่อมสลาย
หลงเหลือเพียงความว่างโหวงไร้สิ้นสุดในใจ
ความเงียบงัน อ้างว้าง กระสับกระส่าย… สารพัดอารมณ์แผดเผา
วิญญาณเขาดุจเปลวเพลิง
เป็นความรู้สึกที่รวดร้าวยิ่งกว่าตาย ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า
เหตุใดจึงมีผู้ฆ่าตัวตายที่นี่ เรื่องเช่นนี้ ไม่ประสบกับตัวไม่มีทางรู้
เจียงผิงอันหลงลืมเวลาไปแล้ว รอคอยปาฏิหาริย์ราวท่อนไม้ตาย
ในเวิ้งจักรวาล หนึ่งแสงเงาพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง นางคือ
สตรีผู้มีเรือนร่างอวบอัดชวนร้อนรุ่มนางหนึ่ง
สตรีผู้นี้ถือน ้าเต้าสุราในมือ ยกขึ้นกรอกเข้าปากเป็นครั้งคราว
นางหยุดดื่มสุรามานานแล้ว ทว่านับแต่ถูกเคลื่อนย้ายมายังเวิ้ง
จักรวาลนี้ ภายใต้ความกระวนกระวายและความกลัว นิสัยแย่ ๆ นี้ก็
หวนคืน
อนธการไร้จุดจบ ความอ้างว้างไร้ขอบเขต มิอาจรับรู้ถึงทิศทาง
มิกล้าเหินทะยานไกล ด้วยกลัวจะห่างจากภพเซียนมากขึ้นเรื่อย ๆ
นางร ่าไห้อย่างอับจนหนทางกลางจักรวาลแห่งนี้อยู่หลายครั้ง
อยากจะกลับบ้านยิ่ง แต่มิอาจหาทางกลับเจอ
สองร้อยปีก่อน นางสัมผัสคลื่นพลังจากทิศหนึ่งได้ และเหินไปหา
อย่างตื่นเต้น
แต่เมื่อเข้าไปใกล้ กลับไม่พบกำแพงกั้นภพอะไร รอบข้างยังคง
ว่างเปล่าดำสนิท
“สัมผัสของข้าเพี้ยนไปหรือ?”
เหมียวเสียกรอกเมรัยอึกสุดท้ายเข้าปาก น ้าตาหลั่งรินจากคู่
เนตรงาม “เจ้าบื้อ คิดถึงเจ้าจัง ท่านพ่อ ข้าอยากกลับบ้าน…”
เหมียวเสียสติแตกร ่าไห้ออกมาอีกครั้ง นางร่อนเร่ในที่ไร้แสงชวน
สิ้นหวังเช่นนี้มาเป็นร้อย ๆ ปี มิเคยประสบความอ้างว้างเช่นนี้มาก่อน
ในชีวิต
ทันใดนั้น จุดแสงจุดหนึ่งก็สะท้อนขึ้นจากหยาดน ้าตาตรงหน้า
นาง ทำให้ร่างของนางสะท้านรุนแรง ตวัดศีรษะมองหาต้นตอของแสง
นั้นโดยพลัน และไม่นานก็พบจุดแสงจาง ๆ จากเบื้องบน
“นั่นอะไร?”
เหมียวเสียไม่ลังเล โบกคู่ปีกทะยานขึ้น
หลังเหินบินอยู่สองสามเดือน ใกล้จุดแสงนั้นเข้าไปทุกที เงาร่าง
ต้นตอแสงนั้นก็ยิ่งชัดเจน ปรากฏว่าเป็นเรือศึกลำหนึ่ง
“นี่มันเรือศึกของสำนักเซียนอวี่หวงเรานี่!”
เหมียวเสียดูตื่นตะลึง ไฉนเรือศึกของสำนักเซียนอวี่หวงจึงมา
โผล่ที่นี่ได้?
เรือศึกจากสำนักเซียนอวี่หวงของพวกนางมีเอกลักษณ์ มีปีกคู่
หนึ่งดุจเทวา เอกลักษณ์นั้นชัดเจน นางแน่ใจว่านี่คือเรือศึกของ
สำนักเซียนอวี่หวง
นางหยิกเนินอกตัวเองอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่าน
ประจักษ์ชัดว่ามิใช่ภาพหลอน
ขณะรู้สึกตกตะลึง มิอาจเข้าใจ งุนงงและคาดหวัง เหมียวเสียก็
เร่งความเร็วขึ้นสู่บนเรือศึก
ที่หัวเรือมีชายหนวดเครารุงรังผู้หนึ่งนั่งอยู่ ดวงตาเหม่อลอย
ใบหน้าเปี่ยมความผันผวนแห่งเวลา นิ่งสนิทดุจไม้แห้ง
เมื่อเห็นคนคุ้นหน้า เหมียวเสียก็ตกใจจังงัง “เจ้าบื้อ!”
ที่แท้ก็เป็นเจ้าบื้อ!
ไม่มีสิ่งใดสะเทือนใจได้เท่ายามอ้างว้างนับร้อย ๆ ปีแล้วได้พบคน
ที่รักอีกครั้ง
แต่เหมียวเสียก็พบว่าเจ้าบื้อตรงหน้านางเหมือนบื้อไปแล้วจริง ๆ
นางเรียกแล้วก็ยังนั่งทื่อ
เขาทำเพียงพึมพำกับตนเอง “ศิษย์พี่หญิง เจอเจ้าอีกแล้ว… ข้า
อาจอยู่ไม่ถึงวันที่พบเจ้าจริง ๆ… แต่เจ้าต้องเข้มแข็งไว้มิว่าด้วยเหตุใด
อาจารย์ยังรอเจ้าอยู่นะ…”
ร่างของเหมียวเสียสะท้าน บ่อน ้าตาแตก “เจ้าโง่นี่! สมองขี้เลื่อย!
เจ้ามาทำอะไรที่นี่คนเดียวยะ! อยากตายหรือไร?”
นางพุ่งเข้ามาคว้าตัวเจียงผิงอันแล้วกอดรัดในอ้อมแขน
การสัญจรลำพังสู่เวิ้งจักรวาลนั้นไม่ต่างจากหาที่ตาย มิต้องพูด
ถึงว่าเจียงผิงอันยังไม่บรรลุเซียน เขามาก็เท่ากับสละชีวิต
ชายผู้นี้เดินทางตามหานางเพียงลำพัง
แม้ชายผู้นี้จะไม่เคยพูดว่าชอบนางเลยสักครั้ง ต่อให้เค้นคอ
บังคับก็ไม่พูด แต่การกระทำของชายผู้นี้พิสูจน์ทุกสิ่งแล้ว
เมื่อสัมผัสอุณหภูมิอันคุ้นเคย ดวงตาไร้แววของเจียงผิงอันก็ค่อย
ๆ เรืองประกาย ใบหน้าแข็งทื่อปรากฏความไม่อยากเชื่อ
นี่… ดูไม่เหมือนเป็นภาพหลอนเลย…
“ศ-…. ศิษย์พี่หญิง?”
“ตกใจจนทื่อเลยสิ! ตื่นเต้นดีใจหรือไม่?” เหมียวเสียกดตัวเจียง
ผิงอันลง ฉีกกระชากอาภรณ์อีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่งทั้งน ้าตา
“ศิษย์พี่หญิง! เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
ไม่ผิดแน่ นี่แหละศิษย์พี่หญิงคนนั้น!
เจียงผิงอันฉีกมิติ พาเหมียวเสียจมลงสู่ด้านในเรือศึกด้วยกัน
เรือศึกสั่นสะท้านรุนแรง
สุนัขดำที่หัวเรือเผยสีหน้าตกใจเยี่ยงมนุษย์ “เด็กนี่หาคนเจอจริง
ๆ เหรอเนี่ย?”
“เหตุผลมิใช่เพราะเจ้าหรือ หากมิใช่เพราะเจ้าปล่อยคลื่นพลัง
พิเศษนั่น ข้าก็คงไม่ถูกหลอกมาโดนมนุษย์สามัญจับได้หรอก” ภูต
อสรพิษบ่นอุบ
“มียอดฝีมือระดับเซียนเพิ่มมาอีกคน ไม่เหมาะลงมือแล้ว” ดวงตา
สุนัขของต้าเฮยฉายประกายขุ่นเคือง