สู่วิถีอมตะ - บทที่ 821 ให้พวกมันทั้งสองลงมือก็พอ
ปวงชนมองเจียงผิงอันราวมองคนโง่
หนึ่งปุถุชนถึงกับบอกเซียนสิบกว่านามว่าพวกเขาต้องตาย
เป็นเรื่องเกินเข้าใจจริงแท้ เขาเอาความมั่นใจจากหนใดมาพูด
เช่นนี้ คิดว่าตัวเองตายเร็วไม่พอหรือไร?
ความต่างชั้นระหว่างเซียนและสามัญชนห่างไกลดุจคนละโลกา
ผู้ฝึกตนซึ่งยังไม่บรรลุเซียนจึงถูกเรียกรวมกับสามัญชน ยังคงมี
ลักษณ์เช่นสามัญชีวิต
แม้ยอดฝีมือขอบเขตมหายาน (เขตแดน) จะอยู่ห่างจากเซียน
เพียงก้าวเดียว แต่ก็ยังถูกเซียนใช้หนึ่งนิ้วบี้ตายได้อยู่ดี
ขณะนี้ แสงสามสายทะยานจากแสนไกล ปรากฏเบื้องหลังเจียง
ผิงอัน
ซึ่งก็คือเหมียวเสีย ต้าเฮยและเอ้อร์ไป๋
คลื่นพลังเซียนรุนแรงแผ่ออกจากร่างของทั้งสาม
ทันทีที่ยอดฝีมือระดับเซียนทั้งสามปรากฏกาย เซียนทั้งสิบสี่จาก
ศาลาหลักเติงเซียนก็ขมวดคิ้ว
“อย่างนี้เอง มิน่าเจียงผิงอันจึงกำเริบนัก ที่แท้ก็มียอดฝีมือระดับ
เซียนสามตัวตนหนุนหลัง”
ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าไฉนเจียงผิงอันจึงกล้าตวาดใส่พวกเขา ที่
แท้ก็มีผู้หนุนหลังอยู่
แม้การมียอดฝีมือระดับเซียนเพิ่มมาสามจะเป็นปัญหาจริงแท้ แต่
พวกเขาก็ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีจำนวนคนมากกว่าอีกฝ่ายเกือบ
สามเท่าตัว
“ลูกพี่ ไปพักก่อนเถอะ ข้าจะจัดการสารเลวพวกนี้เอง!” สุนัขต้า
เฮยต้องมองเหล่าเซียนจากศาลาเติงเซียนอย่างหิวกระหาย มันอยาก
ฟื้นสภาพตนเองสุดแสน ขอเพียงกลืนกินคนเหล่านี้ มันจะฟื้นตัวได้
หลายส่วนอย่างแน่นอน
“ถอยไป ข้าแค้นพวกนั้นราวศัตรูตัวเองกว่าใคร ให้ข้าจัดการ
เถอะ” เอ้อร์ไป๋ดึงสุนัขต้าเฮยที่กำลังจะพุ่งออกไปกลับมา มันก็อยาก
ได้พลังมาฟื้นร่างกาย ก่อนหน้านี้ถูกเจียงผิงอันทำลายไปหนึ่งศีรษะ
จนบัดนี้ก็ยังไม่อาจฟื้นฟู
“ไสหัวไปซะเจ้างูตัวเหม็น!”
“เจ้าสิไสหัวไป ปรสิตน่าแขยง!”
สุนัขต้าเฮยและเอ้อร์ไป๋ในร่างมนุษย์ถลึงตาใส่กันอย่างเดือดแค้น
พร้อมเปิดศึกกันได้ทุกเมื่อ
ยามหลัวซู่ ประมุขศาลาสาขาเห็นเจียงผิงอันพายอดฝีมือระดับ
เซียนมาสามตัวตน หัวใจอันสิ้นหวังก็คืนความชุ่มชื้นนิดหน่อย ทว่า
ในยามจวนตัวเช่นนี้ ไฉนยังตีกันเองไม่จบสิ้นหนอ?
“พวกเจ้าไม่ต้องเถียงกัน น่ารำคาญ พวกเจ้าลงมือด้วยกันนั่น
แหละ”
เจียงผิงอันชำเลืองคู่สุนัขอสรพิษ หลังกล่าวเช่นนี้ก็หันกายเหิน
ไปหาเฉียนฮวั่นโหรว ไม่สนใจเซียนทั้งหลายอีก
“ขอโทษนะเสี่ยวเซียง ข้ามาช้าไป”
ผ่านไปพันกว่าปีนับแต่แยกจากกันครั้งสุดท้าย รูปลักษณ์ของ
เสี่ยวเซียงมิได้แปรเปลี่ยน นางยังคงสวยสดงดงาม ให้บรรยากาศสง่า
งามสูงศักดิ์เยี่ยงจักรพรรดินี ผู้คนทั่วไปละอายมิกล้ามองนางตรง ๆ
“ไม่หรอก ทันเวลาพอดีเลย”
ในสายตาของเฉียนฮวั่นโหรวมีเพียงเจียงผิงอัน ชายผู้นี้เติบ
ใหญ่และเด็ดเดี่ยวกว่ายามจากจร ความอ่อนต่อโลกน้อยลง ให้
ความรู้สึกมั่นคงขึ้น
ใกล้กันนั้น หลัวซู่และศิษย์คนอื่น ๆ เห็นทั้งสองจ้องตาหวานซึ้งก็
แทบกระอักเลือด
เฮ้ย ๆ พวกเจ้าสองคนทำอะไรกัน? ไฉนมัวระลึกความหลังกันอยู่
ได้ ไม่เห็นเซียนเป็นโขยงบนฟ้านั่นหรือ!
เฉียนฮวั่นโหรวไหวตัวเฉียบพลัน แม้จะมีเรื่องมากมายจะพูดกับ
เจียงผิงอัน แต่ยามนี้ก็มิใช่เวลาอย่างเห็นได้ชัด
“ผิงอัน ไว้คุยกันทีหลังนะ เจ้าไปซ่อนก่อนเถอะ ยังมีศึกให้รบอยู่”
“ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่สองตนนั่นเถอะ”
เจียงผิงอันไม่ห่วงเรื่องเซียนสิบกว่านามนั่นสักนิด สุนัขต้าเฮย
และเอ้อร์ไป๋จัดการได้สบายมาก
ประมุขศาลาหลัวซู่รู้สึกเหมือนเจียงผิงอันกำลังพูดหยอกเล่น
“แค่พวกเขาทั้งสอง? อย่าล้อเล่นสิ อีกฝ่ายมีเซียนสิบกว่านามเชียว
นะ”
สองต่อสิบสี่ เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
เอ้อร์ไป๋หยุดเถียงกับต้าเฮย “เพื่อความยุติธรรม เจ็ดต่อหนึ่ง”
“ยุติธรรมกับผีสิ! ใครฆ่าก่อนก็ได้ไปสิ”
“ก็ได้ ว่ากันด้วยสามารถ”
หนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษพุ่งเข้าใส่เซียนทั้งสิบสี่ หามีความกลัวสัก
นิดไม่ กลัวก็แต่ตัวจะช้าไม่ทันอีกฝ่ายมากกว่า
เซียนสิบกว่าคนที่ฝ่ายตรงข้ามหงุดหงิดนักเมื่อเห็นเจ้าสองตนนี่
ดูถูกพวกเขายิ่ง
“ก็แค่เดรัจฉานสองตัว กระบี่เดียวก็พิชิตได้”
เซียนผู้หนึ่งตวัดกระบี่ในมือฟาดฟันใส่หนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษ
ทันที ปราณกระบี่อันดุร้ายทะลวงเวหา แผ่ฤทธิ์ทรงพลังชวนให้ผู้ฝึก
ตนเบื้องล่างสะท้านเทิ้ม
นี่หรือยอดฝีมือระดับเซียน? หนึ่งกระบี่ฟาดฟันสุ่ม ๆ ยัง
แผลงฤทธิ์เกินเอื้อมถึง น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เอ้อร์ไป๋รีบเปลี่ยนลักษณ์จากมนุษย์เป็นอสรพิษขาวตัวใหญ่
กระบี่เซียนทรงพลังหาได้สร้างบาดแผลใด ๆ แก่มัน ไม่แม้แต่จะขีด
ข่วนซี่เกล็ด
“สามัญชนภพล่างไร้ค่า กล้าดีเช่นไรลงมือกับข้าผู้ยิ่งใหญ่?”
เอ้อร์ไป๋อ้าปากเหม็นเน่าเขมือบเซียนผู้ลงมือในคำเดียว
ปราณปีศาจรุนแรงชวนขนลุกกวาดกระหน ่าทั่วฟ้าดิน ปกคลุม
นับล้านลี้เยี่ยงเจ้าสวรรค์แผลงฤทธิ์ ความน่าสะพรึงกลัวจากตัวมัน
ลำพังก็รุนแรงเสียจนกลบรัศมีเซียนทั้งสิบกว่านาม
ขณะนี้ ทั้งปุถุชนและเซียนทั้งหลายล้วนเบิกตากว้าง ตกตะลึง
อย่างยิ่ง
พิชิตเซียนมนุษย์ในคำเดียว เซียนปีศาจตนนี้น่าสะพรึงกลัวนัก!
ขณะเดียวกัน ปีกเนื้อคู่หนึ่งก็ทะลวงออกจากหลังของต้าเฮย พุ่ง
เข้าใส่เซียนผู้หนึ่งด้วยความเร็วสูงยิ่ง กรงเล็บสุนัขขยี้ศีรษะ อ้าปาก
กลืนกิน ปราณชั่วร้ายจากร่างของมันทำให้เซียนทั้งหลายรู้สึกขวัญ
สะท้าน
“ยอดฝีมือจากภพเซียน! พวกเจ้าเป็นยอดฝีมือจากภพเซียน!”
เมื่อสัมผัสปราณจากทั้งคู่ ชิวซื่อผิงก็หน้าถอดสี
แตกต่างจากเซียนในภพเซียน เซียนส่วนใหญ่ในภพบุกเบิกหามี
รากเซียนไม่ ต่อให้มี พวกเขาก็แค่เพิ่งเริ่มคล้อยตามระบบฝึกฝนของ
ภพเซียนหลังบรรลุเซียนแล้ว จึงเพิ่งเริ่มสร้างรากเซียนภายหลัง
กฎเต๋าเซียนในภพบุกเบิกไม่สมบูรณ์ ต่อให้พวกเขาบรรลุเซียน
ได้ก็ยังมีจุดบกพร่อง แตกต่างจากภพเซียนซึ่งกฎเต๋าเซียนสมบูรณ์
มากนัก
กล่าวได้ว่า แม้จะเป็นเซียนมนุษย์เหมือนกัน แต่สองฝ่ายหาได้อยู่
ในระดับเดียวกันไม่
นอกจากนั้น หนึ่งสุนัขหนึ่งอสรพิษนี้ยังมิใช่ยอดฝีมือจากภพ
เซียนทั่วไป หนึ่งเป็นมารร้าย หนึ่งเป็นยอดฝีมือจากเผ่าปีศาจระดับสูง
หนึ่งอสรพิษหนึ่งสุนัขถูกเจียงผิงอันรังแกมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็
พบทางระบายแค้น เข่นฆ่าเซียนสิบกว่านามเหล่านี้อย่างบ้าคลั่ง
เซียนทั้งหลายขวัญผวาจนหันกายคิดหนีจ้าละหวั่น
“มิใช่เซียนจากภพเซียนมิอาจลงมาสู่แดนปุถุชนได้หรือ! ไฉน
พวกมันจึงโผล่มาได้!”
“ข้าผิดไปแล้ว! ข้าถูกชิวซื่อผิงหลอกล่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า
เลย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
เซียนทั้งหลายขวัญผวาจนบางส่วนกระทั่งอ้อนวอนขอความ
เมตตา
เบื้องล่าง หลัวซู่ยืนจังงัง มิคาดว่าสองตัวตนต่างเผ่าจะแข็งแกร่ง
ถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าเจียงผิงอันจึงมั่นใจนัก ที่แท้เบื้องหลังก็มีสองยอด
ฝีมืออยู่
เมื่อเห็นคนเหล่านี้จะหนี โทสะในใจหลัวซู่ก็ระเบิดเปรี้ยง เงื้อ
กระบี่เข้าโจมตี “ยามนี้คิดจะหนี? ไม่มีทาง!”
คนกลุ่มนี้เกือบฆ่าพวกนางได้ ยามนี้เมื่อมีโอกาสตีสุนัขซ ้ายาม
ตกน ้า จะปล่อยคนเหล่านี้ไปง่าย ๆ ได้เช่นไร
ศิษย์และผู้อาวุโสมากมายจ้องมองภาพตรงหน้าตาค้าง
“เรา… รอดมาได้แล้วหรือ?”
“ฮือ ข้านึกว่าจะตายเสียแล้ว ประเสริฐ ประเสริฐจริง ๆ”
“จบสิ้นแล้ว เมื่อครู่นึกว่าต้องตาย ข้าเลยจูบศิษย์พี่หญิงอย่าง
ดุเดือดไปที หนนี้ข้าตายแน่”
เมื่อเห็นเหล่าเซียนถูกตอบโต้หน้าหงาย ศิษย์ศาลามากมายก็
หลั่งน ้าตาอย่างยินดี กอดคอกันร ่าไห้
เกินคาดว่ายามคับขัน เจียงผิงอันจะพาผู้สนับสนุนแข็งแกร่งมา
สองตน กอบกู้ทุกสิ่งไว้ได้
เฉียนฮวั่นโหรวมองชายตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนหวาน ชายผู้นี้
พลิกสถานการณ์ สร้างปาฏิหาริย์ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ราวไม่มีสิ่งใดที่
มิอาจทำ
อึดใจต่อมา เฉียนฮวั่นโหรวก็เบนสายตาไปมองนางเซียนที่ตาม
เจียงผิงอันมา หน้าอกของสตรีผู้นี้ใหญ่ยิ่ง สัญชาตญาณสตรีของ
นางสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสตรีนางนี้และเจียงผิงอันหา
ธรรมดาไม่
เหมียวเสียและเฉียนฮวั่นโหรวสบตากัน
เจียงผิงอันรู้สึกคลับคล้ายเหมือนเห็นกระแสอัสนีประหลาดแล่น
ชนกันจากสายตาสตรีทั้งสอง ชวนให้รู้สึกเครียดยิ่งนัก
“ขอข้าแนะนำพวกเจ้าให้รู้จักกันหน่อย นี่คือเสี่ยวเซียง
เฉียนฮวั่นโหรว ส่วนนี่คือศิษย์พี่หญิงของข้าในภพเซียน เหมียวเสีย”
สตรีทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เฉียนฮวั่นโหรวจะเอ่ยปากขึ้น
ก่อน “สวัสดี ขอบคุณที่ดูแลผิงอันมาตลอดหลายปี”
“มิต้องขอบคุณอะไรข้าหรอก เจ้าบื้อนี่ไม่เข้าใจอะไรเลย ข้าเลย
ต้องสอนทุกกระบวนท่า” เหมียวเสียยิ้มตอบ
“ขอบคุณมากเลย ภายหน้าข้าจะได้สบายมิต้องสอน” เฉียนฮวั่น
โหรวเสสรวล สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน
เจียงผิงอันรู้สึกว่าเนื้อหาบทสนทนาระหว่างสตรีทั้งสองดูขัดกับ
บรรยากาศอย่างไรไม่รู้ ประหลาดยิ่งนัก
“ลูกพี่!”
หนึ่งเสียงตะโกนขึ้นอย่างยินดี หนึ่งบุรุษผู้ดูงดงามยิ่งเหินมาหา
ใบหน้าพริ้งพราวแย้มยิ้มยินดี เจิดจรัสกลบรัศมีฟ้าดิน
เหมียวเสียเลิกคิ้ว “พี่สาวผู้นี้ใครกัน?”
มิใช่เจ้าบื้อบอกหรือว่าในภพบุกเบิก เขามีแค่เฉียนฮวั่นโหรวคน
เดียว?
เจียงผิงอันเองก็ดูงุนงง “เจ้าเป็นใคร?”
เยี่ยอู๋ฉิง “…”
จู่ ๆ บรรยากาศก็กระอักกระอ่วนขึ้นมา
เมื่อเห็นกฎมรณะจากตัวเยี่ยอู๋ฉิงและลักษณ์ร่างกายชวนสับสน
ของเขา เจียงผิงอันก็พลันตระหนักแล้วพูดอย่างละอาย “ที่แท้ก็คืออู๋
ฉิงนี่เอง เจ้าเปลี่ยนไปมากเลย งามขึ้นเยอะ… ข้าเลยจำไม่ได้น่ะ”
เยี่ยอู๋ฉิงงามยิ่งกว่าสตรี มายังภพบุกเบิกด้วยกันกับเขา ผ่านไป
พันปี อีกฝ่ายก็ถึงระดับเขตแดนแล้วเช่นกัน
ทางฝั่งภพบุกเบิกแห่งนี้ ระดับเขตแดนคือขอบเขตมหายาน หาก
ผ่านพิบัติสำเร็จก็บรรลุเซียน หาไม่ก็จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตพ้น
พิบัติ หรือก็คือเดนเซียน
เหมียวเสียก็ค้นพบแล้วว่าเยี่ยอู๋ฉิงเป็นบุรุษ นางจึงถามเจียงผิง
อันด้วยสายตาพิกล “นี่เจ้ามีรสนิยมเช่นนี้ด้วยหรือ?”
เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างอับจน “ศิษย์พี่หญิง ประคองสติเถิด คิด
เตลิดไปไหนแล้ว”
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่ง เงยหน้ามองฟ้าด้วยใบหน้า
เครียดขึง
“เจ้าเฒ่าชิวซื่อผิงกำลังจะหนี พวกเจ้าคุยกันไปก่อน เดี๋ยวข้า
กลับมา”
ว่าแล้ว เขาก็หายลับจากที่ทันที
ใครจะหนีก็ได้ แต่เฒ่าไม่ยอมตายนี่ห้ามไปไหนทั้งนั้น
สารเลวเฒ่านี่ลงมือกับเขาตั้งแต่แรกบรรลุระดับเขตแดน
ภายหลังที่เมืองผีก็วางแผนฆ่าพี่ใหญ่อวี๋เปย กลับมาภพบุกเบิกก็
เกือบทำให้เสี่ยวเซียงมีอันเป็นไป
ถึงเวลาชี้ขาดกันแล้ว