สู่วิถีอมตะ - บทที่ 838 อันดับหนึ่งในหล้า
เมื่อเห็นบิดานางเจียงผิงอัน เจียงเมี่ยวอีซึ่งเมื่อครู่ยังกล้าแกร่ง
พลันระเบิดน ้าตา ทำหน้าปวดร้าวช ้าใจ
“ท่านพ่อ สารเลวพวกนี้รังแกข้ากับเสียวเสวี่ยเจ้าค่ะ!”
“พ่อจะช่วยพวกเจ้าล้างแค้นให้”
เจียงผิงอันคว้าคอปีศาจสมุทรที่หยามบุตรีเขาแล้วเงื้อมืออีกข้าง
รัวตบใส่หน้าอีกฝ่าย
ป้าบ! เพียะ!
ทุกฝ่ามือส่งเสียงดังสนั่นฟ้า
เห็นเช่นนี้ ยอดฝีมือเผ่าปีศาจสมุทรตนหนึ่งก็แห่เข้ามาโจมตี
เจียงผิงอันทันที มีกระทั่งยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติมากมาย
ยอดฝีมือผนึกกำลังมากมายเพียงนี้ ต่อให้เจียงผิงอันสามารถล้น
ฟ้าก็อย่าหวังรอดไปได้!
เจียงผิงอันผู้กำลังเดือดโทสะตบสวนเข้าอย่างเฉยชา เพียง
พริบตา ยอดฝีมือหลายสิบตนก็ร่างระเบิดเป็นหมอกโลหิต
ยอดฝีมือจากทัพขจัดปีศาจที่กำลังจะเข้ามาช่วยตะลึงทื่อกับที่
สมองหยุดทำงานกันทันที
“นี่… พวกมัน…”
ยอดฝีมือปีศาจสมุทรชั้นหัวกะทิหลายสิบตนบรรลัยในฝ่ามือ
เดียว…
ยอดฝีมือสูงสุดนั้นตายกันไม่ง่าย โดยเฉพาะยอดฝีมือขอบเขต
พ้นพิบัติ ตัวตนเช่นนี้เท่ากับกึ่งเซียน หากมิใช่เพราะยุคสมัยนี้มิอาจ
บรรลุเซียน พวกเขาก็น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับเซียนกันไปแล้ว
แต่ตัวตนทรงพลังเช่นนี้ เจียงผิงอันตบใส่เฉย ๆ ก็แหลกลาญ!
ภาพเช่นนี้กระทบกระเทือนจิตใจปวงชนอย่างสาหัส เกินความรู้
ความเข้าใจของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
ปีศาจสมุทรขอบเขตมหายานในมือเจียงผิงอันถูกตบราวเด็ก
สามขวบ ไร้หนทางใด ๆ ในการขัดขืน
จนเมื่อปากของปีศาจสมุทรขอบเขตมหายานตนนี้ฉีกเละ เจียง
ผิงอันจึงใช้พลังทำลายล้างขยี้รากฐาน ทำลายการฝึกฝนของมัน
ก่อนจะโยนลงแทบเท้าบุตรีเขา
“รอกันสักเดี๋ยว ข้าจะจัดการปีศาจสมุทรตนอื่น”
สายตาของเจียงผิงอันเบนไปยังยอดฝีมือเผ่าปีศาจสมุทรตนอื่น
ๆ
เมื่อสายตาเย็นเยียบของเจียงผิงอันมองมา ยอดฝีมือเหล่านี้จึง
คืนสติกันเสียที สีหน้าพวกมันเปี่ยมความหวาดผวา หันกายจรลี
กระเจิดกระเจิง
แต่พวกมันจะหนีได้หรือ
เจียงผิงอันกางปีกเทวะ ไล่ตามพวกมันทันในพริบตา บดขยี้พวก
มันทีละตนขณะรุกเข้าสู่ใจกลางอาณาเขตของเผ่าปีศาจสมุทร
เจียงเมี่ยวอียกเท้าขึ้นเหยียบศีรษะปีศาจสมุทรที่หยามนาง สีหน้า
รวดร้าวปวดใจยามเผชิญเจียงผิงอันไม่เหลือแล้ว มีก็เพียงความ
กระหยิ่มยิ้มย่อง “มิใช่เจ้าพูดหรือว่าพ่อข้าไม่เอาไหน? ใครกันเป็น
สวะ ไหนพูดซิ”
ปีศาจสมุทรผู้สิ้นพลังเปี่ยมล้นด้วยความกลัวและสิ้นหวัง
มิใช่ลือกันหรือว่าเจียงผิงอันฝึกฝนไม่ได้? นี่เรียกฝึกฝนไม่ได้
หรือ? หากนี่เรียกฝึกฝนไม่ได้ แล้วพวกมันล่ะตัวอะไร?
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เจียงผิงอันก็กลับมาจากส่วนลึกของทะเล
บูรพาในสภาพโชกเลือด กล่าวกับผู้บัญชาการทัพขจัดปีศาจทะเล
บูรพา
“ภายหน้ามิต้องวางกำลังแน่นหนาที่นี่แล้ว ปีศาจสมุทรขอบเขต
บูรณาการขึ้นไปถูกข้าฆ่าหมดแล้ว”
เฉียนจั้วและยอดฝีมือมากมายร่างสะท้านรุนแรง
พวกเขาสู้กับเผ่าปีศาจทะเลบูรพามาเกินนับปี แต่มิอาจจัดการ
ปีศาจสมุทรเหล่านี้ได้เสียที เจียงผิงอันใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ก็ฆ่า
ปีศาจสมุทรขอบเขตบูรณาการขึ้นไปจนสิ้น…
เหมือนเป็นเรื่องเล่าเลย
“ท่านพ่อยิ่งใหญ่อหังการมากเจ้าค่ะ!”
เจียงเมี่ยวอีตะโกนลั่น ดวงตาคู่งามเปี่ยมความนับถือชื่นชม
ข้างกันนั้น เจียงเสียวเสวี่ยก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น บิดาของ
นางยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปร
เจียงผิงอันกล่าวกับบุตรีทั้งสองหน้าตาย “พวกเจ้าสองคน ดื้อรั้น
มาทำอะไรกันที่สมรภูมิ? กลับไปเก็บตัวร้อยปี ห้ามออกจากบ้าน!”
ทันทีที่วาทะถูกเอ่ย ทั้งเจียงเมี่ยวอีและเจียงเสียวเสวี่ยพลันยิ้มค้าง
จบสิ้นแล้ว ด่วนดีใจเกินไป
เจียงผิงอันแยกอวตาร พาทั้งสองจากไป
“ขออภัยทุกท่านด้วยที่รบกวน”
เจียงผิงอันกล่าวขออภัยยอดฝีมือจากทัพขจัดปีศาจทะเลบูรพา
“ไม่รบกวน ไม่รบกวนเลย”
ยอดฝีมือทั้งหลายเกร็งกันเล็กน้อย ดวงตาเจือความครั่นคร้าม
ระคนทึ่ง
ยามแรกพบเจียงผิงอัน เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนตัวเล็ก ๆ ใน
ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด แต่ยามนี้ เขาเติบโตจนพวกเขาทำได้
เพียงแหงนมองแล้ว
“ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำ ต้องขอตัวก่อน… อ้อ จริงสิ”
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะจรจาก เขาพลันนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะ
นำกระบี่ล ้าค่าระดับเซียนเล่มหนึ่งออกมาโยนให้เฉียนจั้วแล้วจึงไป
“ศ-… ศาสตราเซียน!”
เมื่อเห็นระดับกระบี่ ปวงชนที่นี่ต่างหัวใจกระเพื่อมเทิ้ม ปากอ้า
ค้าง ตกใจสุดแสน
ศาสตราเซียนนั้นหายากสุดแสน จำนวนมีจำกัด กระทั่งในขุม
กำลังหลักยังอาจไม่มีศาสตราเซียนสักชิ้น พวกมันเป็นสมบัติของขุม
กำลังชั้นนำ หากมิเผชิญวิกฤติเสี่ยงตาย พวกมันก็แทบไม่เคยถูกใช้
แต่ยามนี้ เจียงผิงอันกลับยกศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งให้เฉียนจั้วอย่าง
เฉยชา
เจียงผิงอันได้ศาสตราเซียนชิ้นใหม่นี้จากที่ใด? แถมจะใจกว้าง
ไปแล้ว มอบให้กันเช่นนี้ได้หรือ?
เฉียนจั้วมองศาสตราเซียนในมือด้วยสีหน้าซับซ้อนสุดขีด เขารู้
ว่าเหตุใดเจียงผิงอันจึงยกศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งให้เขา นั่นเพราะ
มารดาของเขาคือเฉียนฮวั่นโหรว
ยามเขาได้ยินเรื่องระหว่างมารดาของเขาและเจียงผิงอันก่อน
หน้านี้ เขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่มตัวเหม็น
ไฉนจู่ ๆ กลายเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขาไปได้
แต่เมื่อมองศาสตราเซียนตรงหน้า หวนนึกถึงความแข็งแกร่งเลิศ
ล ้าของเจียงผิงอัน เฉียนจั้วก็โล่งใจ
ช่างมันเถอะ เขาไร้จำเป็นต้องยุ่งกับเรื่องของมารดา ภายหน้าไว้
ค่อยคุยกันได้
ยอดฝีมือคนอื่น ๆ มองศาสตราเซียนในมือเฉียนจั้วด้วยสายตา
สุดแสนอิจฉาริษยา ไฉนมารดาพวกเขาไม่รู้จักขยันกับเขาบ้างหนอ
เจียงผิงอันหารู้ความคิดยอดฝีมือเหล่านี้ไม่ เขากลับสู่หอตำรา
เทียนเต้าในหทัยแผ่นดินแล้ว ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ เขาจากไปไม่ถึงครึ่ง
วัน
ยอดฝีมือจากขุมกำลังหลักทั้งหลายกำลังจัดประชุมหารือเรื่อง
การตั้งหอตำราเทียนเต้าขึ้นใหม่ และทันทีที่เจียงผิงอันปรากฏตัว
การประชุมก็จบลงกะทันหัน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันกลับมาอย่างสมบูรณ์ครบ เซี่ยชิงก็ผ่อน
หายใจโล่งอก “สงบสติได้แล้วสินะ ยามนี้ขุมกำลังหลักทั้งหลายพร้อม
หน้า ทุกผู้ก็หารือเรื่องสะสางเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ร่วมกันได้ เจ้าจะ
จัดการเผ่าใหญ่โตเช่นนั้นลำพังได้อย่างไร”
เซี่ยชิงเห็นเจียงผิงอันกลับมาไว ก็คิดว่าอีกฝ่ายสงบสติได้ขณะ
เดินทางไปเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ ตระหนักแล้วว่าตนหยิ่งผยองเกินไป
จึงกลับมา
“ใช่แล้ว เราหารือกันได้ สุดท้ายกำลังคนลำพังก็มีจำกัด มิใช่ขุม
กำลังแห่งสองแห่งจะจัดการได้” ขุมกำลังอื่นนเสริม
ปวงชนล้วนคิดว่าเจียงผิงอันตาสว่างระหว่างเดินทาง ตระหนักถึง
ความแข็งแกร่งของเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์จึงกลับมา
“เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ถูกจัดการแล้ว” เจียงผิงอันกล่าว
“จัดการแล้ว?”
ปวงชนผงะไปเล็กน้อย ล้อเล่นอะไรอยู่?
“ผ่านไปครึ่งวันเองนะ หากสหายเต๋าเจียงจะไปให้ถึงถิ่นเผ่าจระเข้
กลืนสวรรค์ในแดนบูรพาก็ต้องใช้เวลาสองสามเดือนมิใช่หรือ?” มีผู้
ถามขึ้นอย่างระมัดระวัง
พวกเขาสงสัยว่าเจียงผิงอันจะโกหก
เซี่ยชิงเบิกตากว้าง เนินอกเจียนทะลักจากอาภรณ์ นางรู้จักชาย
ผู้นี้ แม้เขาจะโกหกเป็น แต่ไม่มีทางล้อเล่นกับเรื่องใหญ่เช่นนี้
นอกจากนั้น เรื่องเช่นนี้สืบได้ง่ายมาก หากโกหกก็เท่ากับตบ
หน้าตนเอง ไม่มีทางที่ชายผู้นี้จะทำเรื่องเช่นนั้น
ใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการทำลายหนึ่งเผ่าระดับสูงสุด จะน่ากลัว
เกินไปแล้ว
เซี่ยชิงรู้ว่าเจียงผิงอันแข็งแกร่งมาก แต่มิคาดว่าจะแข็งแกร่ง
ขนาดนี้
เจียงผิงอันไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเชื่อหรือไม่ พวกเขาจะเชื่อหรือไม่ก็
ไม่เกี่ยวกับเขา ที่เขาจัดการเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ หลัก ๆ ก็เพื่อตัด
ปัญหาบางส่วน
“ข้าเชื่อเจ้าท่อนไม้ เจ้าท่อนไม้ยามนี้ต้องแข็งแกร่งสุด ๆ แน่!”
เมิ่งจิงเข้ามากอดแขนเจียงผิงอันด้วยรอยยิ้ม “เจ้าท่อนไม้ รู้เรื่อง
ที่เกิดทางฝั่งทะเลบูรพาหรือไม่ ไฉนจึงมีคลื่นพลังน่ากลัวเช่นนั้น?”
นางสังหรณ์เสมอว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับเจียงผิงอัน
“ไม่มีอะไรหรอก ตัวตนในเขตหวงห้ามเหวลึกไปจากภพ
แร้นแค้น แผ่ปราณออกมานิดหน่อยน่ะ”
เจียงผิงอันไม่คิดบอกเรื่องโอกาสการมาเยือนของเหล่าเซียนกับ
คนอื่น ๆ
การได้รู้ว่าหายนะกำลังจะเผชิญในภายหน้าเป็นเช่นไร แต่สุด
แสนไร้กำลังต่อต้านนั้นเจ็บปวดยิ่ง
สู้ไม่รู้แล้วใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความสุขเสียดีกว่า
เจียงผิงอันตั้งใจจะฉวยโอกาสขณะนี้เคลื่อนย้ายบุคคลใกล้ชิด
ที่สุดของตนไปเสีย เขาเห็นแก่ตัวยิ่งและมิอาจช่วยทุกคนได้ จึงได้แค่
ช่วยบุคคลใกล้ตัว
แม้คนอื่น ๆ จะเคลือบแคลงวาทะของเจียงผิงอันมาก แต่พวกเขา
ก็มิกล้าตั้งคำถาม กลัวจะทำอีกฝ่ายเสียหน้าแล้วคาดโทษกัน เรื่อง
เช่นนี้ตรวจสอบนิดหน่อยก็ทราบจริงเท็จแล้ว
ภายในไม่กี่วัน ทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกตนก็สั่นสะท้านรุนแรง
“ข่าวใหญ่! เรื่องที่บอกว่าเจ้านิกายเทวมารเจียงผิงอันฝึกฝน
ไม่ได้นั่นข่าวปลอม! เขาปรากฏตัวที่หอตำราเทียนเต้า ณ หทัย
แผ่นดิน สังหารยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติสองท่านและเหลียงเซียว
หงได้ในพริบตา!”
“หยุดแพร่ข่าวปลอมเถอะ ฆ่ายอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติใน
พริบตา? เห็นเจียงผิงอันเป็นเซียนหรือไร!”
“เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ถูกเจียงผิงอันทำลายแล้ว! ไม่มีตัวตนเผ่า
จระเข้กลืนสวรรค์หลงเหลือเลย!”
“มีข่าวจากทัพขจัดปีศาจทะเลบูรพาว่าเกิดการยุบทัพ ข่าวเล่า
ว่าเพราะเจียงผิงอันทำลายยอดฝีมือซึ่งมีการฝึกฝนขอบเขตบูรณา
การขึ้นไปของเผ่าปีศาจทะเลบูรพา! ยามนี้บุคคลทั่วไปก็สามารถ
ออกผจญภัยในทะเลบูรพาได้แล้ว!”
ข่าวแล้วข่าวเล่าเลื่อนลั่นเช่นอัสนี ดังสนั่นทั่วโลกหล้าผู้ฝึกตน
ทั่วทิศล้วนสะท้านเทิ้ม
หลายบุคคลคิดว่าเป็นข่าวปลอมและไม่เชื่อสักนิด จึงมุ่งหน้าสู่
เผ่าจระเข้กลืนสวรรค์และทะเลบูรพาเพื่อยืนยันเองและพบว่าเป็น
ความจริง
“น่ากลัวเกินไปแล้ว ข้าได้ยินว่าเจ้านิกายเจียงสังหารยอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติของแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ ขอบเขตพ้นพิบัติได้ใน
พริบตา และทำลายเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์กับเผ่าปีศาจทะเลบูรพาใน
ครึ่งวัน!”
“ครึ่งวัน? เวลาครึ่งวันจะเดินทางไกลขนาดนั้นได้หรือ?”
“หากมิใช่เช่นนี้ จะบอกได้หรือว่าเขาน่ากลัว”
“ยามนี้เจ้านิกายเจียงอยู่ในขอบเขตอะไรกันนี่? บรรลุเซียนไป
แล้วหรือ?”
ความแข็งแกร่งของเจียงผิงอันสั่นสะท้านทุกดวงใจ ขุมกำลัง
ทั้งหลายรีบสืบหาญาติมิตรของเจียงผิงอัน ให้รายนามเหล่านั้นเป็น
บุคคลต้องห้าม มิให้ศิษย์และลูกหลานไปล่วงเกิน ความตายจะได้มิ
มาเยือนถึงที่
ขุมกำลังต่างเผ่าส่งตัวแทนมาติดต่อนิกายเทวมาร เตรียมตัวจ่าย
บรรณาการทุกปีเพื่อเอาตัวรอด
ชั่วขณะนั้น หมื่นเผ่าพันธุ์ล้วนศิโรราบ
ตราบกาลชั่วยุคสมัย มีเพียงหนึ่งบุคคลที่แข็งแกร่งได้เพียงนี้ ซึ่ง
ก็คือมหาจักรพรรดิ
ขณะนี้ ทุกขุมกำลังในโลกหล้าผู้ฝึกตนและผู้ฝึกตนมากมายได้
เข้าใจฤทธาของมหาจักรพรรดิในกาลก่อนกันเสียที
นั่นเป็นความแข็งแกร่งอันโดดเด่นในโลกา
เป็นอันดับหนึ่งในหล้าอย่างสมศักดิ์ศรี!
ขณะเดียวกัน ในห้วงจักรวาลอันห่างไกล เรือศึกระดับเซียนอัน
สร้างจากกระดูกเซียนสวรรค์ลำหนึ่งลอยละล่อง
นี่เป็นคณะสำรวจเวิ้งจักรวาลของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย
ขุมกำลังใหญ่ทุกแห่งล้วนอยากได้ทรัพยากรเพิ่ม พวกเขามัก
ออกสำรวจหาใบซึ่งหล่นจากต้นโลการอบ ๆ ภพเซียน ซึ่งก็คือภพภูมิ
ต่าง ๆ
ภพภูมิเหล่านั้นไม่มีการเชื่อมต่อกับภพเซียน กฎเกณฑ์ไม่
สมบูรณ์ วรยุทธ์ระดับต ่า พลังต่อสู้ต ่าเตี้ย ลงมือได้ง่ายนัก
แต่ละภพภูมิก็เหมือน ‘ยุ้งฉาง’ สำรอง เพียงพอเลี้ยงดูเซียน
มนุษย์ได้มากขึ้น
บนเรือศึกสำรวจภพมีค่ายกลพิเศษที่ใช้ตรวจจับคลื่นพลังจาก
ยอดฝีมือระดับเซียนของภพภูมิต่าง ๆ อยู่
วันนี้ ผู้ฝึกตนบนเรือศึกกำลังฝึกฝน จู่ ๆ ค่ายกลก็วูบไหว เกิด
เป็นเสียงเสนาะโสต
ผู้ฝึกตนซึ่งฝึกฝนกันอยู่พลันกระปรี้กระเปร่า ลุกขึ้นปรี่มายังห้อง
ค่ายกลทันที
“คลื่นพลังจากภพภูมิ! เจอภพภูมิแล้ว! เรารวยแล้ว! ฮ่า ๆ”
ผู้ฝึกตนทั้งหลายหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวใจสุดแสนตื่นเต้น หาก
พวกเขาค้นพบภพภูมิ พวกเขาก็จะได้ทรัพยากรมหาศาล
ด้วยทรัพยากรนี้ พวกเขาจะมีโอกาสทะลวงขอบเขตสู่จุดสูงกว่า
“เป็นยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี ต้องระวังด้วยนะ”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งตัดสินความแข็งแกร่งของต้นตอคลื่นพลังนี้โดย
พินิจจากคลื่นพลังที่ค่ายกลสัมผัสได้
“กลัวกับผีสิ บนเรือเรามีเซียนสวรรค์ จัดการยอดฝีมือขอบเขตนี้
ง่ายจะตาย เมื่อไหร่เราจะไปถึงภพภูมินั้นเล่า?”
“อีกสองร้อยปี”
ผู้ฝึกตนทั้งหลายเริ่มยกจอกดื่มฉลอง เริ่มตั้งตารอปล้นภพภูมิ
ยามไปถึงกันแล้ว