สู่วิถีอมตะ - บทที่ 842 ศึกอันยืดเยื้อ
บทที่ 842 ศึกอันยืดเยื้อ
ในจักรวาลอันดำสนิท เมฆสีทองทอดตัวไร้ขอบเขต พลุ่งพล่านด้วยอำนาจเต๋าเซียน
คลื่นพลังอันชวนขนลุกปะทุจากหมู่เมฆ เจียงผิงอันและร่างสีทองปะทะกันอย่างดุเดือด ไวเสียจนเห็นเพียงแรงระเบิดจากการปะทะของทั้งคู่ มิอาจเห็นร่างของทั้งสองได้
ภายใต้การโจมตีของทั้งสอง สุญตาพังทลาย แสงจากกฎเกณฑ์เรืองรองสารพัดสี สาดส่องฉาบร่างทั้งคู่
นี่คือศึกอันสั่นสะเทือนยุคสมัย สารพัดวรยุทธ์ล้วนถูกตีความถึงขีดสุด ข้ามผ่านระดับที่ปุถุชนพึงมีไปนานแล้ว เกินกว่ากระทั่งยอดฝีมือขอบเขตเซียนมนุษย์ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป
‘วิชาเทียมเทพสงคราม’ เพิ่มพลังมหาศาล ‘ลวดลายศักดิ์สิทธิ์สายความเร็ว’ และ ‘วิชาปีกเทวะ’ สื่อถึงความเร็วสุดขั้ว ‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ ซึ่งกลืนกินได้ทุกสิ่ง…
หากแยกวรยุทธ์ใดไว้ให้คนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นก็จะเป็นเลิศในระดับ แทบจะพิชิตศัตรูร่วมระดับได้ทั้งสิ้น
แต่ยามนี้ วรยุทธ์ทั้งหมดรวมอยู่ที่คนผู้เดียว ไม่สิ ต้องบอกว่าอยู่บนตัวคนทั้งสองต่างหาก ร่างสีทองซึ่งสู้กับเจียงผิงอันอยู่ก็มีวรยุทธ์เหล่านี้
เจียงผิงอันผู้สุขุมเสมอมา ขณะนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวยิ่ง
ความเร็วเท่าเทียม ความแข็งแกร่งเท่ากัน ปฏิกิริยาพร้อมเพรียง วรยุทธ์ที่มีก็เหมือนกัน…
มิใช่ผู้อาวุโสเต่าเทวะพูดไว้หรือว่าการทะลวงขอบเขตในภพแร้นแค้นมีโอกาสสำเร็จสูงเป็นพิเศษ? นี่เพิ่มตรงไหน? คงมิใช่ว่าเต่าเฒ่านั่นหลอกกันหรอกใช่ไหม?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงผิงอันก็เกิดความรู้สึกพรั่นพรึงและหวาดหวั่นในใจ
การเปลี่ยนอารมณ์เพียงเล็กน้อยนี้เองที่ทำให้การโจมตีของเขาเกิดช่องโหว่ และร่างสีทองก็ฉวยโอกาสนั้นฟันปีกเทวะฉาบพลังทำลายล้างตัดแขนของเขาได้ทันที
ความเจ็บปวดร้ายแรงทำให้เจียงผิงอันหน้านิ่ว แต่ก็ทำให้เขาสงบลงได้ คว้าแขนตัวเองมาเชื่อมกลับแล้วสู้ต่อทันที
เจียงผิงอันไม่มัวคิดแล้วว่าตนถูกหลอกหรือไม่ ในเมื่อเปิดฉากสู้แล้ว เขาก็จะสู้อย่างสุดหัวใจ
ศึกกัมปนาทในเมฆาทัณฑ์สีทองนี้ดึงดูดผู้ฝึกตนมากมายให้เหินขึ้นพินิจศึกจากไกล ๆ บนจักรวาล อยากเห็นว่าใครกันเผชิญพิบัติอยู่
แต่ว่า ผ่านไปสิบกว่าวัน พิบัตินี้ก็ยังไม่สลายตัวสักนิด
“ทัณฑ์สวรรค์อะไรกันนี่? ไฉนใช้เวลานานจัง?”
ทัณฑ์สวรรค์ทั่วไปไม่ใช้เวลานานเพียงนี้ และนี่เป็นครั้งแรกที่หลายบุคคลได้เห็นทัณฑ์เซียนอันต่อเนื่องยืดยาวเช่นนี้
คลื่นพลังรุนแรงทำให้พวกเขาสงสัยว่าในทัณฑ์นั้นคือเซียนหรือไม่
และเหตุการณ์นี้ก็ยิ่งทำให้ปวงชนยิ่งสงสัยว่าใครกันอยู่ในนั้น และมายืนมุงดูการต่อสู้อยู่ไกล ๆ
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าทัณฑ์สวรรค์นี่จะกินเวลาเป็นเดือน ๆ”
บางผู้ซึ่งฉงนใจและหัวรั้นนั่งลงกลางสุญตา รอให้ทัณฑ์เซียนจบลง
แต่สุดท้าย ความรั้นก็ถูกสยบดับ
หนึ่งปีผ่านไป ทัณฑ์เซียนก็ยังไม่หยุด ผู้คนทยอยจรจากเป็นระลอก
หลังจากทัณฑ์เซียนแรกปรากฏ โลกหล้าผู้ฝึกตนสั่นสะท้าน ผู้ฝึกตนมากมายหารือว่าทัณฑ์สวรรค์นี้คือสิ่งใด และผู้ใดอยู่ในนั้น
ทว่ากระแสนี้ เมื่อกาลผ่านก็สร่างซาลงสู่ความชาชินอย่างรวดเร็ว
ทัณฑ์เซียนนี้ราวไร้จุดจบ หลังเห็นนิมิตลึกลับนี้นานเข้าก็ชินกันไป
ชายชราผู้แปลงลักษณ์จากเต่าเทวะมิได้ไปไหน เขาจ้องมองเพียงมวลเมฆา คู่เนตรเฒ่าชราเปี่ยมความกังวล
สังหรณ์วิกฤติในใจเขาแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ หมายความว่ายอดฝีมือจากภพเซียนกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ผู้ที่ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤติได้ ต้องเป็นยอดฝีมือระดับเซียนสวรรค์อย่างแน่นอน
ภพแร้นแค้นจะอยู่รอดได้หรือไม่ ขึ้นกับเจียงผิงอันแล้ว
หากเจียงผิงอันพ้นพิบัติได้สำเร็จ เขาก็จะสามารถได้รับการยอมรับจากเต๋าเซียน สามารถควบคุมแก่นรากฐานปฐมกาล ยืมพลังของทั้งภพภูมิมารับมือเซียนสวรรค์ได้
หากเจียงผิงอันล้มเหลว… นี่ก็จะเป็นจุดจบประวัติศาสตร์ของภพแร้นแค้น
แต่เต่าเทวะก็ทราบว่าโอกาสสำเร็จของเจียงผิงอันริบหรี่ยิ่ง อาจกล่าวได้กระทั่งว่าไม่มี
นิกายเทวมารแดนอุดร เจียงเสียวเสวี่ยเงยหน้ามองแสงทองบนฟ้า มือกำชายอาภรณ์ ใบหน้าเปี่ยมความกังวล “ทัณฑ์เซียนของท่านพ่อดูน่ากลัวนัก ไม่รู้จะกินเวลานานเพียงไร”
“ห่วงอะไรเล่า ท่านพ่อต้องทำสำเร็จแน่ ๆ” แม้ปากเจียงเมี่ยวอีจะพูดเช่นนี้ แต่สีหน้าของนางหักหลังนาง ชี้ชัดว่านางก็กังวลไม่ต่างกัน
“เอาล่ะ หยุดพูดได้แล้ว ได้เวลาส่งพวกเจ้าไปภพบุกเบิกกันแล้วนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวเดินมาพูดกับทั้งสอง
ก่อนเจียงผิงอันจะไปเผชิญทัณฑ์ เขาส่งอ่างสัมฤทธิผลให้นาง วานนางให้เคลื่อนย้ายเหล่าบุคคลสำคัญใกล้ตัว
นางคือหนึ่งในน้อยคนที่รู้ว่าภพแร้นแค้นจะต้องเผชิญสิ่งใด
“ข้าอยากรอจนกว่าท่านพ่อจะผ่านทัณฑ์ได้แล้วค่อยไป” เจียงเมี่ยวอีกอดเสี่ยวไป๋พลางว่า
“พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวใช้อ่างสัมฤทธิผลส่งพวกนางไป
วิกฤติจะเกิดในไม่ช้า จำต้องส่งคนไปให้เร็วที่สุด มิอาจชักช้า เพราะหากสายเกินไป ก็อาจเกิดเหตุเกินคาดขึ้น
หากหยุดยอดฝีมือจากภพเซียนได้ ก็คงมิต้องรีบร้อนเช่นนี้ จากที่เจียงผิงอันเล่ามา ครั้งนี้อาจมีตัวตนระดับเซียนสวรรค์รวมอยู่ด้วย หากตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาถึง ก็ไร้ผู้ใดหยุดเขาได้
พวกเขาช่วยทุกคนไม่ได้ มีแต่ต้องเห็นแก่ตัวช่วยเหลือบุคคลรอบกาย ไม่ว่าใครก็ล้วนเลือกช่วยบุคคลใกล้ชิดก่อนทั้งสิ้น
เฉียนฮวั่นโหรวเงยหน้ามองเมฆาบนจักรวาล คู่เนตรงดงามเปี่ยมความกังวล
ในฐานะเซียนมนุษย์คนหนึ่ง นางทราบความน่ากลัวของทัณฑ์เซียนนี้ดี มันชวนขนลุกเกินกว่าจะเรียกเป็นทัณฑ์เซียน มิต้องพูดถึงว่านี่คือทัณฑ์เซียนของเจียงผิงอัน ต้องอันตรายกว่าผู้อื่นเป็นแน่
แต่นางก็มิอาจช่วยอะไรได้
เมื่อคิดถึงชีวิตของเจียงผิงอัน หัวใจของเฉียนฮวั่นโหรวก็แสนปวดใจ เจียงผิงอันไร้ผู้ค้ำจุนมาแต่เด็ก เติบโตจนเป็นผู้นำสูงสุดของภพแร้นแค้นได้ด้วยตัวคนเดียว มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าตลอดมาต้องทนทุกข์ยาก ผจญอุปสรรคมาเพียงไร
ในทัณฑ์เซียน ร่างของเจียงผิงอันโชกเลือด ผิวเนื้อมือแหลกเละเผยกระดูกขาวโพลน โลหิตหลากลงจากหัวใจที่ถูกแทง เจ็บปวดเสียจนร่างสะท้านสั่น
เขาพยายามทุกวิถีทาง แต่ไม่ว่าจะสู้เช่นไร ก็มิอาจเอาชนะร่างสีทองนั้นได้เลย
อีกฝ่ายไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และหามีจุดอ่อนให้พบไม่
ตู้ม!
ทั้งสองปะทะกันอีกครั้ง ร่างของเจียงผิงอันกระเด็นหงาย กระแทกเข้ากับประตูเซียนแล้วไถลลง ทิ้งรอยเลือดแดงฉานไว้บนบานประตู
เจียงผิงอันกระเสือกกระสนลุกขึ้น กัดฟันกรอด แม้จะอ่อนล้าทั้งกายใจ แต่ดวงตาก็ยังไร้จำนน
“เจ้าไม่ให้ข้าเป็นเซียน แต่ข้าอยากเป็นเซียน!”
แล้วเขาก็ดีดตัวทะยานสุญตา เหวี่ยงหมัดทำลายล้างเข้าใส่อีกครั้ง
หนึ่งปี… สามปี… ห้าปี… ศึกนี้ยืดเยื้อมิอาจเห็นจุดจบ
เจียงผิงอันหารู้ไม่ว่าเสียเลือดไปเพียงไร กระดูกในกายหักไปกี่หน ความเจ็บปวดสาหัสทำให้เขาเกือบทรุดเกินนับ อยากจะทิ้งทุกสิ่งให้มันจบ ๆ ไปเสียเดี๋ยวนั้น
แต่เขาไม่อยากจบสิ้นเช่นนี้ ไม่อยากเป็นแค่เดนเซียนธรรมดาทั่วไป
เขายังอยากฟื้นชีพบุพการี อยากอยู่กับเหล่าบุตรีและพวกเมิ่งจิงไปตลอด
ไฉนผู้อื่นบรรลุเซียนได้ แต่เขาต้องมาเผชิญทัณฑ์แบบนี้?
เขามิอาจรับได้!
เจียงผิงอันลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แสวงสารพัดโอกาสมาฆ่าอีกฝ่าย แต่ทุกครั้งล้วนแล้วล้มเหลว
ศึกนี้กินเวลาสิบปี ทุกวันคืนดุเดือดเข้มข้น ทำให้เจียงผิงอันอ่อนระโหยทั้งกายใจ หากมิใช่เพราะความเชื่อมั่นค้ำจุน เขาคงล้มไม่ลุกไปนานแล้ว
เจียงผิงอันรู้ว่าตนถึงขีดจำกัด สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
เขารีดเร้นพลังวิญญาณเสี้ยวสุดท้าย ใช้วิชาลับจิตวิญญาณ ‘เวียนกำเนิด’ เรียกบุคคลผู้สร้างน้ำแข็งได้ออกมาแช่แข็งผนึกร่างสีทองเสีย เพื่อลงมือจู่โจมครั้งสุดท้าย
หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ ก็ต้องปลงแล้ว
กฎเต๋าเซียนธาตุน้ำแข็งอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วทั้งสมรภูมิในทันที ทั้งมวลเมฆาและทะเลโลหิตล้วนแข็งนิ่ง
ร่างสีทองนิ่งงันไปด้วยกัน
เจียงผิงอันฉวยโอกาสสุดท้ายนี้ใช้ ‘ลักษณ์วิญญาณศึก’ ปิดฉาก พลังอันน่าสะพรึงกลัวกวาดกระหน่ำทั่วฟ้าดินใส่ร่างสีทองในน้ำแข็ง
เปรี้ยง!
ก้อนน้ำแข็งระเบิดออกพร้อมกับร่างสีทองนั้น
ทว่าเพียงพริบตา ร่างสีทองก็ประสานตัวใหม่ หวนคืนสู่จุดเดิมที่มันอยู่
อำนาจกาลเวลา!
อึดใจต่อมา ร่างสีทองพลันแบมือออก โลหิตกองหนึ่งของเจียงผิงอันปรากฏขึ้น
มันใช้พลังวิญญาณออกวิชา ‘เวียนกำเนิด’ ชายชราผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
ชายชราเริ่มใช้วิชาต้องห้ามกับโลหิตนั้น
มันเป็นวิชาต้องห้ามที่ริบพรสวรรค์ของผู้อื่นได้!
เจียงผิงอันหน้าถอดสีโดยพลัน พุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างสุดชีวิต
อีกฝ่ายกำลังใช้วิชาต้องห้าม ‘ริบ’ พรสวรรค์เขาอยู่ หากทำสำเร็จ มิเพียงเขาจะสิ้นโอกาสเป็นเซียน ยังจะเสียพรสวรรค์กลายเป็นบุคคลไร้ค่าด้วย!
ยามร่างสีทองเห็นเจียงผิงอันพุ่งเข้ามา มันก็ใช้ร่างวิญญาณเทวาแลกพลังป้องกันเบ็ดเสร็จมาถ่วงเวลาเจียงผิงอันทันที
เจียงผิงอันแผดเสียง “มันยุติธรรมตรงไหน! เจ้ามีสิทธิ์อะไรไร้โลหิต!”
ร่างสีทองนี้ไม่มีความเจ็บปวด ไร้ความเหนื่อยอ่อน ไม่มีโลหิต ใช้วิชาต้องห้ามได้ตามใจโดยไม่เสียพลังชีวิต ไร้ผลกระทบจากพลังวิญญาณ แต่ก็ยังใช้พลังวิญญาณได้
เป็นศึกที่ไม่เท่าเทียมมาแต่ต้น!
วิ้ง!
เมื่อวิชาต้องห้ามสมบูรณ์ ปราณทรงพลังบนตัวเจียงผิงอันก็เริ่มเสื่อมสลาย
ใบหน้าของเจียงผิงอันเจือเค้ารวดร้าวเศร้าหมอง