สู่วิถีอมตะ - บทที่ 853 ประชันมารร้ายอีกครั้ง
บทที่ 853 ประชันมารร้ายอีกครั้ง
เมื่อเห็นมารร้ายพุ่งเข้ามา เจียงผิงอันก็เหวี่ยงหมัดเข้ารับอย่างหาเกรงกลัวไม่
เปรี้ยง!
ทันทีที่ทั้งสองปะทะกัน มิติใกล้เคียงแตกกระจายราวกระจก รัศมีเต๋าเซียนสาดกระเซ็น
ร่างของเจียงผิงอันกระเด็นไปทันที
เขาพบว่าการเสริมพลังจาก ‘วิชาเทียมเทพสงคราม’ มิได้แข็งกล้าเช่นกาลก่อน บางทีอาจเพราะกฎเกณฑ์ที่ประจักษ์เจนเปลี่ยนสภาพไป การเสริมพลังจึงแปรเปลี่ยนไปด้วย
เหมือนกฎของมัจฉาที่ให้ใช้ชีวิตในวารี หากขึ้นบกไปก็จะกระทบต่อชีวิต
เขาบรรลุกฎเต๋าเซียน ความเข้ากันได้กับวิชาเทียมเทพสงครามจึงอ่อนลง
ในระดับเซียน ผลการเสริมพลังลดหายไปอย่างน้อยก็กึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังเพิ่มเยอะอยู่ดี
มารร้ายตกใจยิ่งเมื่อเห็นว่าเจียงผิงอันมิได้แหลกเละ ร่างกายเจ้านี่จะแข็งแกร่งไปแล้ว
แต่ร่างกายแข็งแกร่งอย่างเดียวก็ไร้ประโยชน์
มารร้ายออกวิชา ภายใต้อิทธิพลจากเต๋าเซียนปฐพี พลังโจมตีจึงเพิ่มพูนมหาศาล
เจียงผิงอันเพิ่งบรรลุเซียน ยังไม่คุ้นเคยกับอำนาจของเต๋าเซียน ยามเริ่มศึกจึงเสียเปรียบ ถูกไล่ต้อนล่าถอยอย่างเห็นได้ชัด
เซียนทั้งหลายมองเจียงผิงอันสู้กับมารร้ายจากไกล ๆ ต่างฝ่ายล้วนตกตะลึง
“คนผู้นี้เป็นใคร เป็นเพียงเซียนมนุษย์แต่ไปสู้กับเซียนปฐพี เบื่อชีวิตแล้วหรือไร?”
ยอดฝีมือระดับเซียนคิดสู้ข้ามขอบเขต รนหาที่ตายไม่ต่างจากมนุษย์ริประชันเซียนเลย
“ข้าได้ยินที่ผู้อาวุโสเซียนปฐพีท่านนี้เรียกอีกฝ่าย เหมือนคนผู้นี้จะชื่อเจียงผิงอันนะ”
“เจียงผิงอัน? ไฉนชื่อนี้คุ้นจริงหนอ?”
“เมื่อพันกว่าปีก่อน ผู้ที่เจ้าสู่ภพเซียนในขอบเขตบูรณาการก็ชื่อเจียงผิงอันมิใช่หรือ? สองคนนั้นคงมิใช่ผู้เดียวกันหรอกกระมัง?”
“ล้อเล่นอะไรอยู่ แค่พันปีจะบรรลุเซียนได้อย่างไร”
“เขาจะเป็นใครก็ช่าง สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี ท้าทายยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีเช่นนี้ ไม่ประมาณตนเลย”
ปราณจากร่างมารร้ายทำให้เซียนมากมายขวัญผวา นี่มิใช่ตัวตนที่เซียนมนุษย์จะเอาชนะได้เลย
หลัวซู่เห็นเหมียวเสียอยู่ไกล ๆ ก็รีบเหินไปหา “สหายเซียนเหมียวรีบหาทางเถอะ! หาไม่ เจียงผิงอันมีอันเป็นไปแน่ ๆ นะ!”
“ไม่ต้องกังวล เจ้าบื้อจัดการได้อยู่แล้ว” เหมียวเสียพูดอย่างมั่นใจ
ได้ยินเช่นนี้ หลัวซู่ก็เจียนกระอักเลือด ไฉนสตรีผู้นี้จึงเทิดทูนเจียงผิงอันไม่ลืมหูลืมตาเหมือนพี่หญิงเฉียนเลย
“สหายเซียนเหมียวพูดเพ้อเจ้ออะไรอยู่ ปีศาจงูนั่นเป็นยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีเลยนะ แถมยังเป็นเซียนปฐพีจากภพเซียนของเจ้าด้วย เจียงผิงอันห่างชั้นจากมันหนึ่งขอบเขต เจียงผิงอันเสียเปรียบอยู่ชัด ๆ!”
“เรื่องเล็กน่า เจ้าบื้อในกาลก่อนก็ห่างชั้นจากอีกฝ่ายหนึ่งขอบเขต ก็ยังชนะได้เลย”
เหมียวเสียหาได้ร้อนใจสักนิดไม่ นำสุราออกมาดื่มขณะมองการต่อสู้ คู่เนตรงดงามจ้องตรงไปที่เจียงผิงอันอย่างเปี่ยมความยึดติด
“บ้าบอ บ้ากันไปหมดแล้ว” หลัวซู่ไร้วาทะใดจะกล่าว คนเหล่านี้ล้วนเสียสติมิยิ่งหย่อน เดี๋ยวเจ้าคนสมควรตายนั่นก็จะนึกเสียใจเมื่อสายไปเอง
เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวปะทุจากปากมารร้าย ดูคลับคล้ายผลาญเผาได้ทุกสิ่ง สุญตาก็เริ่มมอดไหม้
เจียงผิงอันถีบตัวถอนออกมาทันที หากถูกเปลวเพลิงเพียงสะเก็ดน้อยก็ผลาญเผาเข้าถึงกระดูกได้
“ไอ้เด็กเวร กำแหงอีกสิ!” อีกปากของมารร้ายพ้นน้ำแข็งอันน่าสะพรึงกลัว สะกดสุญตารอบข้างปิดทางหนีเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันหน้าไร้อารมณ์ ใช้กำไลทลายมิติฉีกสุญตาไปเบื้องหลังอีกฝ่าย ฟาดพลองเข้าเต็มแรงจนมารร้ายแผดเสียงก้องอย่างเจ็บปวด
เหล่าเซียนที่มองอยู่คิดว่าการต่อสู้นี้จะจบเร็ว เจียงผิงอันจะต้องตายแน่ ทว่ากาลผ่านทีละน้อย การต่อสู้ก็ยังดำเนิน
หนึ่งชั่วยาม… สองชั่วยาม… หนึ่งวัน… สองวัน……
แม้เจียงผิงอันจะเสียเปรียบ เขาก็มิได้ตาย และหาทางหลบเลี่ยงได้เสมอ
ยิ่งกว่านั้น ปวงชนล้วนสัมผัสได้ว่าจำนงศึกและความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอนของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ ทำให้พลังต่อสู้ของเขาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“เส้นทางไร้พ่าย! บรรลุเต๋าด้วยไร้พ่าย!”
เมื่อเห็นพลังของเจียงผิงอัน หัวใจของเหล่าเซียนล้วนสะท้านสะเทือน
ใครบ้างในหล้ากล้าอ้างตนว่าไร้เทียมทาน ผู้ใดบ้างกล้าอ้างว่ามิเคยแพ้ ผู้เดินบนเส้นทางสายนี้ต้องก้าวหน้าตลอดเวลา หากล้มเหลวยามใดก็เท่ากับพินาศมลาย
โลกหล้ามีมหาเต๋ามากมาย ผู้บรรลุเต๋าไร้พ่ายได้ล้วนเป็นผู้ไร้เทียมทานในหนึ่งยุคสมัย
ผู้ที่บรรลุเต๋าด้วยการหลอมโอสถศาสตรามีไม่รู้เท่าไหร่ แต่ผู้ที่บรรลุเต๋าด้วยไร้พ่ายมีได้เพียงหนึ่งในยุคสมัย
เส้นทางสายนี้มิอาจใช้คำว่ายากมาบรรยาย แต่เป็นเส้นทางที่ต้องสยบวีรชนทั้งปวงในหล้า
บุคคลสุดท้ายที่มีพลังเช่นนี้ ก็คือผู้อาวุโสกู่ตี้
เจียงผิงอันผู้นี้ถึงกับเดินบนเส้นทางไร้พ่าย
ความเชื่อมั่นไร้สั่นคลอนและจำนงศึกของเจียงผิงอันผสานตัว พัฒนาต่อเนื่องระหว่างต่อสู้ แม้จะเสียเปรียบก็ยังไร้ความกลัว
ภายใต้อิทธิพลของจำนงศึกไร้พ่าย ความเชื่อมั่นของมารร้ายเริ่มไขว้เขว รู้สึกเสมอว่าอีกฝ่ายจะชนะ และมันจะต้องตาย
“ข้าไว้ชีวิตเจ้าได้ จบศึกเสียเดี๋ยวนี้ แล้วภพบุกเบิกครึ่งหนึ่งจะเป็นของเจ้า ส่วนอีกครึ่งเป็นของข้า”
มารร้ายไม่อยากสู้ต่อแล้ว
เจียงผิงอันมิคิดสนใจมันสักนิด เขาใช้คัมภีร์ตัดชีวิตเต็มกำลัง ฤทธิ์ทะยานแกร่งกล้า ปราณสีเลือดก่อตัวเป็นกระบี่คมฟาดฟันร่างของมารร้ายจนเกล็ดหลุดกระจาย
สรรพชีวิตและเซียนอีกสิบกว่าคนผสานกำลัง ทำให้เจียงผิงอันแผ่จิตสังหารอันสามารถสังหารยอดฝีมือระดับเขตแดนได้โดยง่าย
เขานำศาสตราเซียนกิ่งมารสะเทือนสรวงออกมา ใช้วรยุทธ์เซียน ‘สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน’ แม้วรยุทธ์นี้จะมีระดับเพียงเซียนมนุษย์ แต่ด้วยการเสริมพลังของวิชาเทียมเทพสงคราม จำนงศึกไร้พ่ายและคัมภีร์ตัดชีวิต มันจึงแผลงฤทธิ์ทำลายล้างร้ายกาจ
วิชาพลองนี้เป็นการประสานพลัง พลองหลังแข็งแกร่งกว่าพลองก่อน กวัดแกว่งพลองเรืองฤทธิ์เกี่ยวมวลดาราร่ายรำ
มารร้ายถูกกระหน่ำโบย เริ่มเป็นฝ่ายถอยบ้าง
เจียงผิงอันกล้าแกร่งเกินสยบ ท่าทีอหังการของเขาสะท้อนในทุกคู่เนตรที่มองอยู่
ปวงชนล้วนนิ่งงัน
หากมิได้มาเห็นด้วยตา พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อว่าเซียนมนุษย์จะสามารถเอาชนะเซียนปฐพีได้!
ตรวนประกาศิตจากคัมภีร์มารกลืนสวรรค์แทงเข้าสู่ร่างมารร้ายพร้อม ๆ กับการโบยพลอง เริ่มดูดซับพลังของมันอย่างบ้าคลั่ง
ยามมารร้ายสัมผัสได้ว่าพลังในตัวมันหดหายอย่างบ้าคลั่ง มันก็หน้าถอดสีอย่างตกใจ เริ่มอ้อนวอนขอความเมตตา “ลูกพี่ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ ข้าเป็นสัตว์เลี้ยงเจ้าต่อไปได้นะ”
เจียงผิงอันไม่สนใจ กระหน่ำโบยพลองไม่หยุดพัก
เซียนซึ่งมองอยู่จากไกล ๆ ล้วนจังงัง ยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีถึงกับเป็นฝ่ายขอความเมตตา! ล้อเล่นกันหรือไร?
ตรวนนั่นคืออะไร? ถึงกับทำให้ยอดฝีมือเซียนปฐพีกลัวได้ขนาดนี้
เซียนในภพบุกเบิกไม่เคยได้ยินถึง ‘ตรวนประกาศิต’ มาก่อน นี่คือพลังพิเศษซึ่งสร้างได้เพียงจากวรยุทธ์เซียนเหนือขอบเขตเซียนสวรรค์
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่ยอมหยุด มารร้ายก็แผดเสียงอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าบังคับข้าให้สู้ตายเองนะ!”
มันแผดเผาหนึ่งดวงดาวในกาย พลังเต๋าเซียนปะทุราวเปลวเพลิง การโจมตีทวีความดุเดือดในทันที
ดวงดาวในตัวเซียนนั้นแทนถึงพรสวรรค์ การแผดเผาดวงดาวก็เท่ากับทำลายพรสวรรค์ตัวเอง หากมิใช่ถูกต้อนจนมุม เซียนก็จะไม่แผดเผาดวงดาวของตน
หลังจากมารร้ายแผดเผาดวงดาว มันก็แข็งแกร่งขึ้น ชิงความได้เปรียบกลับมาอีกครั้ง รุกไล่เจียงผิงอันจนอวัยวะภายในแหลกเหลวกระอักเลือด