สู่วิถีอมตะ - บทที่ 854 มารร้ายสิงร่าง
บทที่ 854 มารร้ายสิงร่าง
แม้มารร้ายจะเพิ่งบรรลุเป็นเซียนปฐพี ยังไม่ประจักษ์แจ้งเต๋าเซียนปฐพีอย่างสมบูรณ์ การโจมตีของมันก็ยังแข็งแกร่งมาก
หากมารร้ายเป็นเซียนปฐพีมาเนิ่นนาน ตระหนักชัดถึงกฎเต๋าเซียนปฐพีถ่องแท้ เช่นนั้นป่านนี้เจียงผิงอันก็คงตายไปแล้ว
เจียงผิงอันใช้วิชาลับ ‘ร่างวิญญาณเทวา’ จากวิชาเทียมเทพสงคราม ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง พลังป้องกันทะยานสูงจนชวนสะพรึง
วิชาลับนี้มีราคาแพงหูดับ ปกติแล้วจะไม่ถูกใช้หากสถานการณ์มิร้ายแรงถึงตาย
แต่ตรวนประกาศิตจากคัมภีร์มารกลืนสวรรค์คาอยู่ในร่างมารร้าย สามารถดูดซับพลังของมารร้ายมาได้ พลังที่เจียงผิงอันใช้ไปก็คือพลังของตัวมารร้ายเอง
ยิ่งการโจมตีของมารร้ายรุนแรง เจียงผิงอันยังดูดซับพลังได้มาก
สองร่างปะทะกันท่ามกลางสุญตาด้วยความเร็วสูง หลัวซู่เห็นว่าเจียงผิงอันไม่ตาย ความคิดอันไม่น่าเชื่อก็พลันเกิดขึ้นในใจ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เจียงผิงอันก็อาจชนะ!
แม้การที่เจียงผิงอันชนะได้จะเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง แต่หลัวซู่ก็เริ่มกระวนกระวาย ก่อนหน้านี้นางเคยพูดด้วยโทสะว่าหากเจียงผิงอันเอาชนะอีกฝ่ายได้ นางจะยอมเป็นข้าทาสรับใช้เจียงผิงอัน
หากรู้เช่นนี้นางคงไม่พูดมาก หากเจียงผิงอันชนะจริง ๆ นางจะทำเช่นไร?
มารร้ายและเจียงผิงอันเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด เมื่อเห็นพลังในกายน้อยลงทุกที มิเพียงมันไม่ร้อนใจ ใบหน้าอสรพิษยังปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย
“ชอบสูบพลังปู่ผู้นี้นักใช่ไหม งั้นก็เอาไปเลย!”
มารร้ายรวบรวมพลังในกาย ผลักพวกมันทั้งหมดเข้าใส่ ‘ตรวนประกาศิต’ ในรวดเดียว
พลังมหาศาลสูบฉีดเข้าสู่กายเจียงผิงอันอย่างบ้าคลั่ง
เห็นเช่นนี้ เหล่าเซียนที่มองอยู่ต่างจังงัง
ปีศาจงูนี่ทำอะไรอยู่? เหตุใดจึงมอบพลังของมันให้เจียงผิงอัน?
อึดใจต่อมา พวกเขาก็ค้นพบว่าปราณของเจียงผิงอันแปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ ปกคลุมด้วยพลังชั่วร้าย
“ฮ่า ๆ ไอ้โง่! ร่างของข้าคือพลัง สามารถเป็นกาฝากอาศัยร่างผู้อื่นได้ผ่านพลัง และข้าก็เตรียมยึดร่างเจ้ามาแต่แรกแล้ว!”
“เหตุที่ข้ายอมให้เจ้าดูดซับพลังนั่นก็จงใจ เทียบกับพรสวรรค์เจ็ดดาราของปีศาจงูนี่ เจ้าต้องมีพรสวรรค์สูงกว่าเป็นแน่แท้ ภายหน้าความสำเร็จก็จะสูงกว่าด้วย”
มารร้ายหัวเราะร่า เสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจากแผนการ “มาสู้กับข้า เจ้ายังอ่อนหัดนัก!”
เจียงผิงอันตรงหน้ามันแข็งแกร่ง เหมาะสมเป็นร่างสิงสู่กว่าภูตอสรพิษสองหัว
ภายใต้อิทธิพลของมารร้าย ร่างของเจียงผิงอันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเทา กระดูกทิ่มแทงออกจากร่างจนดูเหมือนมารร้าย พลังชั่วร้ายทำให้เซียนทั้งหลายรู้สึกอึดอัดยากหายใจ
“เจ้าบื้อ!” เหมียวเสียเสียความผ่อนคลายเช่นกาลก่อน ทิ้งจอกสุราเตรียมพุ่งเข้าไปหา
“อย่าเข้ามา!”
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว พลังในกายถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว มิอาจควบคุมได้เลย การควบคุมร่างของเขาครึ่งหนึ่งถูกมารร้ายยึดไปแล้ว ยามนี้ต้องมิให้เหมียวเสียเข้าใกล้ หาไม่ เขาก็อาจทำร้ายอีกฝ่ายได้
เจียงผิงอันเร่งพลังกลืนกิน คิดจะสูบพลังของมารร้ายออกไป แต่นี่ก็ทำได้เพียงลดความเร็ว มิอาจหยุดยั้งได้อยู่ดี
“อย่าขัดขืน เปล่าประโยชน์ ขอเพียงเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิต ก็จะถูกข้าสิงสู่ นี่คือความสามารถเฉพาะของเผ่าข้าล่ะ ฮ่า ๆ”
พลังชั่วร้ายทวีคูณแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ลุกลามไปทั่วร่างเจียงผิงอัน
ยามผู้อื่นชิงร่าง จะเริ่มที่ยึดดวงจิตของเป้าหมาย ทว่ามารร้ายเริ่มการชิงร่างโดยการขยายพลังลุกลามเหมือนมลพิษ
“แย่ล่ะสิ”
อารมณ์ของเจียงผิงอันเครียดขรึม
เขาเพิ่งบรรลุเป็นเซียน พลังกลืนกินและพลังทำลายล้างยังระดับต่ำเกินกว่าจะรับมือพลังระดับเซียนปฐพีของอีกฝ่าย
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกอีกฝ่ายยึดร่างแน่ ๆ!
ต้องทำเช่นไร?
“เจ้าเห็น ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ที่ข้าสอนให้เป็นเครื่องประดับหรือ?”
เสียงขุ่นเคืองของอวิ๋นเหยาดังขึ้นในใจเจียงผิงอันอย่างไม่สบอารมณ์
เจียงผิงอันผงะไปครู่หนึ่ง “‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’? มิใช่นี่เป็นวรยุทธ์สำหรับสร้างอาวุธวิเศษหรือ? จะสู้การชิงร่างนี้เช่นไร?”
“พันค้อนร้อยหล่อหลอมกำจัดสิ่งเจือปน ถือร่างเจ้าเป็นก้อนแร่ชิ้นหนึ่งก็ได้มิใช่หรือ? ถึงมันจะเจ็บ แต่ก็ยังดีกว่าถูกแทรกซึมนั่นแหละ”
อวิ๋นเหยากลอกตา
เจียงผิงอันตระหนักแจ้งเฉียบพลัน เขารีบแยกอวตารแล้วส่งกำไลทลายมิติให้อวตารทันที
อวตารใช้กำไลทลายมิติผนึกตัวเขาไว้ แล้วเงื้อหมัดระดมใส่ร่างต้น
พลังแทรกซึมจากผิวสู่กายสายแล้วสายเล่า สลายพลังแปลกปลอมตามจุดต่าง ๆ ที่กระหน่ำใส่
เจียงผิงอันแสนยินดี “มีประโยชน์จริงด้วย”
แต่การที่พลังเหล่านี้มาระเบิดในกายก็เจ็บปวดสุด ๆ ไปเลยเช่นกัน
เจ็บ แต่ก็ยังดีกว่าถูกมารร้ายชิงร่าง
เจียงผิงอันเหวี่ยงหมัดโจมตีตนเองอย่างต่อเนื่อง สลายพลังของมารร้ายไม่หยุดยั้ง
“พันค้อนร้อยหล่อหลอม! บัดซบ! นี่มันวิชาของนักหลอมอาวุธ เจ้าใช้ได้อย่างไรกัน!”
มารร้ายรู้จักวิชาที่เจียงผิงอันใช้ ความสามารถของพวกมันมารร้ายมีข้อจำกัด หนึ่งในนั้นก็คือพันค้อนร้อยหล่อหลอม วิชาซึ่งนักหลอมอาวุธอันล้ำเลิศในยุคสมัยเป็นผู้สร้าง
มันคาดไม่ถึงเลย เจียงผิงอันเป็นผู้ฝึกตนสายต่อสู้ชัด ๆ แต่เขากลับมีความเชี่ยวชาญในการหลอมอาวุธด้วย!
มารร้ายอยากหนีจากร่างของเจียงผิงอันกลับสู่ร่างภูตอสรพิษสองหัว แต่เจียงผิงอันย่อมมิปล่อยให้อีกฝ่ายทำสำเร็จ เขาใช้กำไลทลายมิติสะกดตนเองไว้แล้วล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็ให้อวตารกระหน่ำโจมตี สยบมารร้ายในกายอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งหมัดระดมสู่กาย พลังชั่วร้ายในตัวเจียงผิงอันก็ค่อย ๆ มลายหาย สีสันบนตัวค่อย ๆ คืนสู่ปกติ
“อย่าฆ่าข้า ข้าเต็มใจเป็นข้าทาสรับใช้เจ้า!”
มารร้ายสิ้นความทะนงถือตัวเช่นกาลก่อน อ้อนวอนขอความเมตตาระงม นึกเสียใจที่รีบร้อนเข้ามาในร่างเจียงผิงอัน หากมันใช้ร่างภูตอสรพิษสองหัวโจมตี บางทีอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ก่อนหน้านี้ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว เจ้าไม่รักษามันไว้เอง”
เจียงผิงอันหาปรานีสักนิดไม่ เขาแยกอวตารมากมายกระหน่ำโจมตีตนเอง
เมื่อบรรลุสู่ขอบเขตเซียน อวตารใดล้วนกล่าวได้เป็นร่างจริง เทียบได้กับมือเท้านอกกายา
เพียงแค่ว่าอวตารก็มีแบ่งแข็งแกร่งอ่อนแอ หากเป็นเพียงอวตารพลังทั่วไป พลังต่อสู้ก็จะมีจำกัด แต่หากแบ่ง ‘ดวงดาว’ ในตัวให้อวตาร พลังของอวตารก็จะเพิ่มสูงตาม
ทว่าปกติแล้ว ปวงชนจะไม่แบ่งดวงดาวให้อวตารอื่นกันง่าย ๆ เหตุผลนั้นก็เพราะการทำเช่นนี้จะลดทอนพลังต่อสู้ของร่างหลัก
จำนวนดาวในตัวเซียนมีจำกัด หากเสียดวงดาวไป ก็จะกระทบต่อการเติบโต
แต่เจียงผิงอันนั้นไม่เหมือนกัน เขามีดาวร้อยแปดดวง สามารถแบ่งเก้าอวตารซึ่งมีพรสวรรค์ระดับเซียนสวรรค์เก้าดาราได้
“ไม่!”
ยามหมัดสุดท้ายปะทะร่าง มารร้ายก็แผดเสียงดังสนั่น
มันคิดว่ามันจะยึดร่างเจียงผิงอันได้ มิคาดว่าจะเร่งเวลาตายของตัวเองเสียแทน
เปรี้ยง!
พลังเสี้ยวสุดท้ายของมารร้ายถูกพันค้อนร้อยหล่อหลอมขจัดสิ้น
เจียงผิงอันปาดคราบเลือดจากมุมปาก ผ่อนลมหายใจโล่งอก “ไอ้นี่น่าสะอิดสะเอียนเป็นบ้า”
หากเป็นคนทั่วไปถูกมารร้ายสิงสู่ ก็คงไม่พ้นถูกยึดร่าง กระทั่งเขา หากไม่มี ‘พันค้อนร้อยหล่อหลอม’ ยามนี้ก็ลำบากแล้วเช่นกัน
เหล่าเซียนซึ่งมองอยู่จากไกล ๆ ล้วนนิ่งงัน
การได้เห็นเซียนมนุษย์สังหารเซียนปฐพีกับตาตนสะท้านสะเทือนถึงใจมหาศาลยิ่ง
เจียงผิงอันผู้นี้… ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
อันที่จริง หากมิใช่เพราะมารร้ายเข้าสิงสู่ร่างเจียงผิงอัน มันก็คงไม่ตายเช่นนี้ แต่ใครใช้ให้มันอยากชิงร่างเจียงผิงอันกันเล่า
“เจ้าบื้อ!”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันฟื้นสภาพ เหมียวเสียก็รีบปรี่เข้ามาพร้อมโอสถเซียน “รีบกินเข้าไปเยียวยาตัวเองเสีย”
“ไม่ต้องเปลืองโอสถเซียนหรอก รากฐานข้าไม่เสียหาย พักสักเดี๋ยวก็พอแล้ว สมบัติอย่างโอสถเซียนนั้นล้ำค่า ไว้ใช้ยามคับขันดีกว่า”
เจียงผิงอันเป็นคนมัธยัสถ์ ไม่ชอบใช้ทรัพยากรพร่ำเพรื่อเสมอมา โอสถเซียนนั้นสูงค่ายิ่ง ใช้ในยามจำเป็นจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน แสงเจ็ดสีสายหนึ่งก็พุ่งลงจากฟ้าสู่ร่างของเจียงผิงอัน เพียงพริบตาบาดแผลทั้งปวงในกายก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนตาเนื้อสังเกตได้
เจียงผิงอันตะลึงไป
“อะไรนี่?”
แสงสายนี้มาจากไหน เพียงพริบตาแผลเขาก็หายแล้ว?