สู่วิถีอมตะ - บทที่ 855 เต๋าเซียนอำนวยพร
บทที่ 855 เต๋าเซียนอำนวยพร
บาดแผลของเจียงผิงอันฟื้นตัวสมบูรณ์
นอกจากนั้น ความเข้าใจต่อเต๋าเซียนกลืนกินในใจเขายังพัฒนาไปมหาศาลอย่างอธิบายไม่ถูก แทบจะถึงขีดสุดในระดับเต๋าเซียนระดับมนุษย์รอมร่อ!
เจียงผิงอันตะลึงทื่อ มิอาจเข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น
เหตุใดอยู่ดี ๆ เขาก็ฟื้นบาดแผล แถมยังเกิดความรู้ความเข้าใจมากมาย?
“เต๋าเซียนอำนวยพร!”
อวิ๋นเหยาเด้งลุกจากในโลงแก้วผลึก คู่เนตรงดงามเรืองประกายตกใจระคนสงสัย
“แปลกจริง ไฉนจู่ ๆ เต๋าเซียนอำนวยพรก็โผล่มาได้?”
“ปกติแล้ว ผู้ที่ได้รับเต๋าเซียนอำนวยพรต้องสร้างผลงานความดีความชอบยิ่งใหญ่ หรือเพราะเจ้ากำจัดมารร้ายไปกันนะ?”
“ไม่สิ ถึงมารร้ายจะเป็นที่กีดกันของเต๋าเซียน คนอื่น ๆ ที่ฆ่ามารร้ายก็ไม่เห็นได้รับพร แล้วไฉนจึงอำนวยพรแก่เจ้า?”
อวิ๋นเหยาครุ่นคิดอยู่นาน จู่ ๆ ก็นึกอะไรได้ “หรือว่า… นี่จะเกี่ยวกับทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาของเจ้า?”
นางมิอาจหาเหตุผลได้ว่าเหตุใดเจียงผิงอันจึงได้รับพรอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย หากเจียงผิงอันจะแตกต่างจากปวงชนที่ใด ก็ต้องเป็นเพราะเขาเผชิญทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวายามบรรลุเซียน
เมื่อได้ยินวาทะของอวิ๋นเหยา เจียงผิงอันก็ถามอย่างตื่นเต้น “หากผู้อาวุโสเดาไม่ผิด มิได้หมายความหรือว่าหากข้าฆ่ามารร้าย ข้าจะได้เต๋าเซียนอำนวยพร?”
“เป็นไปได้มากเลย”
อวิ๋นเหยาพูดอย่างจริงจัง “บางทีทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาอาจจะเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง เมื่อผ่านมันได้ ก็เท่ากับเป็นที่ยอมรับของเต๋าเซียน การกระทำบางสิ่งอาจทำให้เจ้าได้รับรางวัลจากเต๋าเซียน”
หัวใจของเจียงผิงอันพลันสงบลงเล็กน้อย ทัณฑ์สวรรค์พิพากษ์เทวาทำให้เขาเสียหายสาหัส แต่หากมีผลประโยชน์ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ก็คุ้มค่าที่เจ็บตัว
หลังจากฆ่ามารร้ายไปหนึ่ง เต๋าเซียนกลืนกินของเขาก็เกือบสมบูรณ์ หากเขาฆ่าอีกสักสี่ตน มิใช่เต๋าเซียนอีกสี่ก็จะสมบูรณ์ตามหรือ?
“ผู้อาวุโส มารร้ายตนอื่นอยู่ที่ใด?”
เจียงผิงอันพบทางลัดในการพัฒนาตน ย่อมอยากคว้าโอกาสไว้ให้มั่น
“มารร้ายปรากฏในภพเซียนน้อยครั้ง ปกติแล้วจะเร่ร่อนในเวิ้งจักรวาล เจ้าไปหาเองเถอะ”
อวิ๋นเหยาราดน้ำเย็นปลุกสติเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันเงียบไป เขามิกล้าออกสู้เวิ้งจักรวาลแล้ว
ที่คณะสำรวจจากขุมกำลังต่าง ๆ ทั่วภพเซียนกล้าออกสู่ภพจักรวาลก็เพราะหลังการสำรวจเกินนับปี พิกัดในเวิ้งจักรวาลจึงค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น พวกเขาจึงมีค่ายกลนำทางชั้นสูงและเรือศึกอันยอดเยี่ยม และจึงกล้าไป
การผลีผลามออกสู่เวิ้งจักรวาลอย่างเขาเทียบไม่ติดเลย
เขามีแต่ต้องรอให้พบมารร้ายเองในภายหน้า จะได้ลงมือได้
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเจียงผิงอัน อวิ๋นเหยาก็สอนสั่งเช่นผู้อาวุโส “อายุยังน้อย อย่าคิดแต่จะหาทางลัด พึ่งพาอำนาจภายนอกเพื่อพัฒนาตนสิ”
“เดินไปทีละก้าว เจ้าเรียนจากข้าก็ได้ อย่าได้ใช้ทางลัด มีแต่การทำเช่นนี้ เจ้าจึงเดินไปได้ไกล ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในภพเซียน”
เจียงผิงอันกล่าวอย่างดูแคลนยิ่ง “ผู้อาวุโสไร้ทางลัด? ผู้อาวุโสเกิดมาก็มีพรสวรรค์ระดับเซียนมนุษย์แล้วมิใช่หรือ? ญาติมิตรของผู้อาวุโสล้วนต่างเป็นตัวตนลือนามในภพเซียนถูกหรือไม่? ครอบครัวของผู้อาวุโสเป็นครอบครัวนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของภพเซียนใช่หรือไม่? ข้าแค่อยากทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ให้สมบูรณ์ นี่เรียกทางลัดหรือ?”
อวิ๋นเหยาชะงักไป ก่อนจะแผดเสียงอย่างเดือดดาล “เจ้าเด็กตัวเหม็น ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ? เดี๋ยวนี้รู้จักยอกย้อนข้า เอาเลย เข้ามานี่ เดี๋ยวก็รู้ว่าเจ้าจะแข็งแค่ไหน!”
เจียงผิงอันหุบปากทันที ถึงเขาจะบรรลุเซียนแล้ว เขาก็ยังมิใช่คู่มือสตรีผู้นี้ จึงหุบปากไปกันการเจ็บตัว
ยามนี้ ความเข้าใจต่อกฎกลืนกินของเขาอยู่ในจุดสมบูรณ์แบบของขอบเขตเซียนมนุษย์ การพัฒนาอันรวดเร็วจนชวนสะพรึงเช่นนี้ทำให้เขาอยากพัฒนากฎเต๋าเซียนแขนงอื่น
แต่การหามารร้ายนั้นไม่ง่ายเลย ภายหน้าจะได้พบหรือไม่ขึ้นกับดวงล้วน ๆ
เขากางหลุมดำกลืนกินคลุมร่างมหึมาของภูตอสรพิษสองหัว หมายกลืนกินอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนี้
“ลูกพี่! ช้าก่อน!”
ทันใดนั้น เสียงร้องขอความเมตตาก็ดังมาจากภูตอสรพิษสองหัว
เมื่อไร้การสะกดของมารร้าย ภูตอสรพิษสองหัวก็ฟื้นคืน
แต่เจียงผิงอันกลับเหมือนไม่ได้ยิน กลืนกินมันไปทันที
เหตุที่มารร้ายพ้นจากจองจำได้ก็เป็นเพราะอสรพิษตัวนี้ การเก็บมันไว้ก็เหมือนวางหอกไว้ข้างแคร่ สู้กลืนกินไปเดี๋ยวนี้เลยจะดีกว่า พฤกษาเซียนและร้อยแปดดาราในกายล้วนต้องใช้พลังในการเติบโตทั้งสิ้น
สายตาของเจียงผิงอันกวาดมองไปยังเซียนทั้งหลายที่มองอยู่
เซียนเหล่านี้ก้มหน้างุดกันทันที มิกล้ามองตาเจียงผิงอันตรง ๆ ต่างฝ่ายกุมกำปั้นคารวะ
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าที่อยู่รอดโดยสวัสดิภาพ!”
“ใต้เท้าเลิศฤทธิ์ยอดเยี่ยม…”
“พอแล้ว เลิกยอที” เจียงผิงอันกล่าวขัดวาจาเพ้อเจ้อทั้งหลาย “ข้าแค่อยากจะพูดเรื่องหนึ่ง ข้าไม่อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับศาลาเติงเซียนอีก หากข้ากลับจากภพเซียนแล้วเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับศาลาเติงเซียน พวกเจ้าจะถูกฝังกันทั้งหมด!”
ยามวาทะสุดท้ายดังขึ้น จิตสังหารชวนสะพรึงก็ปะทุแผ่ ทำให้เซียนทั้งหลายขวัญหนีดีฝ่อ
พวกเขาเป็นเซียนมนุษย์เหมือนกันแท้ ๆ แต่ความต่างชั้นระหว่างสองฝ่ายมิต่างอะไรกับเผชิญหน้าเซียนปฐพี
เดิมทีในกาลก่อน พวกเขาเห็นเซียนจากศาลาเติงเซียนตกตายหายสิ้น ก็คิดรุกล้ำถิ่นฐานของอีกฝ่าย แต่พอถูกเจียงผิงอันเตือนเข้าไป พวกเขาต่างขวัญผวาจนมิกล้าเกิดความคิดเช่นนั้นขึ้นอีก
เจียงผิงอันเลิกสนใจเซียนเหล่านั้น เก็บจิตสังหารไปแล้วหันมองหลัวซู่
หลัวซู่หลบตา กังวลจนไม่รู้จะพูดอะไรดี
นางกลัวเจียงผิงอันจะคาดคั้นให้นางทำตามสัญญา เป็นถึงเซียนมนุษย์ นางไม่อยากเป็นข้าทาสของผู้ใด
เจียงผิงอันเอ่ยปาก “ประมุขศาลาหลัว ข้าจะไปยังภพเซียนในไม่ช้า คนในภพแร้นแค้นของข้า รบกวนท่านดูแลด้วย แน่นอน ท่านมิต้องพินอบพิเทากับพวกเขา พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า หากผู้ใดทำผิด ก็ให้เป็นไปตามกฎศาลาได้เลย”
แม้เจียงผิงอันจะพาปวงชนไปภพเซียนด้วยกันได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่มีความแข็งแกร่งจำกัด ไปภพเซียนก็เป็นได้เพียงลิ่วล้อไม้ประดับ สู้ให้อยู่ในภพบุกเบิกต่อไปดีกว่า
ผู้แข็งแกร่งก็สามารถเข้ารับการประเมินเพื่อไปสู่ภพเซียนได้
“สหายเซียนเจียงมิต้องเกรงใจ ศาลาเติงเซียนยามนี้เหลือแต่ซาก ขาดกำลังคนอยู่มากนัก สหายเซียนเจียงทำเช่นนี้ก็เหมือนช่วยข้าครั้งใหญ่ อีกอย่าง สหายเซียนเจียงยังให้ศาสตราเซียนข้าบางส่วนด้วย”
หลัวซู่มองเจียงผิงอันด้วยสายเหม่อลอย ยามแรกพบเจียงผิงอัน อีกฝ่ายยังคงเป็นผู้น้อยเล็กจ้อย แค่นั่งเฉย ๆ ก็ฆ่าอีกฝ่ายง่ายมาก
ผ่านไปเพียงพันปีเศษ อีกฝ่ายก็ไล่ตามนางทัน พลังต่อสู้กระทั่งทิ้งห่างจากนางไปไกล
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะน้อย ๆ “ในภพเซียนยังมีธุระต้องสะสาง ต้องขอตัวก่อนแล้ว หลังจัดการธุระเสร็จสิ้น ประมุขศาลาหลัวจะมาภพเซียน เราก็สามารถพาไปได้ ไว้พบกันใหม่”
“ไว้พบกันใหม่” หลัวซู่กล่าวลา
เหมียวเสียนำป้ายเคลื่อนย้ายออกมา กอดแขนเจียงผิงอันแล้วปลาสนาการไปทันที
หลัวซู่มองตามทิศที่เจียงผิงอันหายตัวไปด้วยสีหน้าซับซ้อน รู้สึกเสมอว่าตนและเจียงผิงอันอยู่ห่างกันราวคนละโลก
ชายผู้นี้อาจทำอะไรใหญ่โตในภพเซียนได้
ภพเซียน หนึ่งในสี่กิ่งหลักชางจือ แดนจันทร์มายา สำนักเซียนอวี่หวง
เจียงผิงอันและเหมียวเสียปรากฏขึ้นหน้าค่ายกลเคลื่อนย้าย
ทันทีที่มาถึง ก็เห็นเซียนต่อสู้กันในสำนัก
“ตาเฒ่าผู้นี้ถูกใจแม่หนูร่างเซียนมารนี่ จะรับนางเป็นศิษย์ใกล้ชิด”
“ไฉนต้องให้เจ้าด้วย กฎที่นางบรรลุเหมือนเจ้าตรงไหน เจ้ามีเจียงผิงอันเป็นศิษย์แล้ว ไฉนกระทั่งบุตรีเขาเจ้าก็อยากได้!”
“ทั้งพ่อทั้งลูกก็ศิษย์ข้าเหมือนกันแหละเฟ้ย”
“ร่างวิญญาณวารีสวรรค์ต้องเป็นศิษย์ข้า!”
“ไสหัวไปให้พ้น!”
เจียงผิงอันนึกว่าสำนักเซียนเทียนหลานบุกมา แต่เมื่อดูดี ๆ ก็พบว่าที่สู้กันอยู่คือผู้อาวุโสของสำนักเซียนอวี่หวงทั้งนั้นเลย
เหมียวเสียจนใจเล็กน้อย “ตาเฒ่าพวกนี้ยังสู้กันไม่เลิก สู้กันมากี่วันแล้วล่ะนี่”
“มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?” เจียงผิงอันถามอย่างงุนงง
“ยังจะเป็นอะไรได้อีกเล่า? บุตรีเจ้าเจียงเมี่ยวอีร้ายกาจเกินไปน่ะสิ ตาเฒ่าพวกนี้เลยอยากได้นางเป็นศิษย์กันทั้งนั้น”
เหมียวเสียอธิบาย “ร่างเซียนมารเป็นพรสวรรค์ร่างเทวะอันหาได้ยากยิ่งในภพเซียน บรรลุได้ทั้งพลังเซียนและพลังมาร นอกจากนั้น นางยังมีสายเลือดเผ่าปีศาจ ไปได้หมดทั้งเต๋าเซียน เต๋ามาร เต๋าปีศาจในเวลาเดียวกัน แถมยังบรรลุกฎเกณฑ์แห่งแสงอันหายากอย่างยิ่ง…”
“สรุปคือ พรสวรรค์ที่บุตรีเจ้ามี มิได้แย่กว่าเจ้าเลย”
“แล้วหลี่เยว่เยว่ของเจ้าก็มีร่างวิญญาณวารีสวรรค์ พรสวรรค์นี้พัฒนาเต็มที่ก็ดียิ่งนัก หญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาชางจือก็มีร่างวิญญาณวารีสวรรค์ บุตรีของกู่ตี้ก็มีร่างวิญญาณวารีสวรรค์”
“ตาเฒ่าเหล่านี้ต่างอยากได้นางเป็นศิษย์ แต่ไม่มีใครยอมกัน ก็เลยเปิดศึกกันเสียเลย”