สู่วิถีอมตะ - บทที่ 856 ไปยังสำนักเซียนเทียนหลาน
บทที่ 856 ไปยังสำนักเซียนเทียนหลาน
เจียงผิงอันดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นบุตรีตนถูกให้ความสำคัญ
เมื่อได้รับความสำคัญ ก็จะถูกดูแลเป็นอย่างดี ดีต่อการฝึกฝนมากขึ้น
“ยามนี้สำนักเราเป็นเช่นไร” เจียงผิงอันถามอย่างเคร่งขรึม ก่อนหน้านี้ได้ยินเจ้าสำนักบอกว่าราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยเหมือนจะรุกรานแดนจันทร์มายาอยู่
ยักษ์ใหญ่อย่างราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย ห่างชั้นเกินแดนจันทร์มายาจะเทียบได้
เหมียวเสียตอบกลับ “ข้าไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยยึดภพภูมิและพื้นที่พิพาทไปแล้ว การบุกรุกครั้งใหญ่เกิดได้ทุกขณะ ห้าสำนักเซียนใหญ่ในแดนจันทร์มายากำลังวางแผนผนึกกำลังต่อต้านราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยอยู่”
เจียงผิงอันถอนใจไร้เสียง ต่อหน้าศึกระดับแดนดินเช่นนี้ ถึงเขาจะบรรลุเป็นเซียนมนุษย์แล้ว ก็มิอาจเปลี่ยนสถานการณ์ได้
เหมียวเสียยกหมัดชกอกเจียงผิงอันเบา ๆ “อย่าคิดมากนักเลย เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าในยามนี้คือเสถียรการฝึกฝน รีบพัฒนาความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์ต่างหาก”
ชายผู้นี้เพิ่งบรรลุเซียน ยังไม่ทันทำความเข้าใจกฎเต๋าเซียน พลังต่อสู้ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเซียนมนุษย์ หากเขาบรรลุถึงจุดสูงสุด ก็มิอาจเดาได้เลยว่าจะแข็งแกร่งเพียงไร หนึ่งบุคคลก็ทำให้พวกนางพี่หญิงน้องสาวนอนง่อยน้ำลายไหลยืดได้แล้ว
เจียงผิงอันสังเกตว่าสีหน้าของเหมียวเสียดูพิกล ก็รู้สึกคลับคล้ายว่าศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะคิดอะไรไม่งามอยู่
เขาในยามนี้ยังมีเรื่องต้องทำมากมาย นอกจากทำความเข้าใจกฎเต๋าเซียน ยังต้องหาทางชิงเศษศาสตราเทพในสำนักเซียนเทียนหลานมาด้วย
เศษศาสตราเทพเป็นของตระกูลอวิ๋นเหยา สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ของตน ลดกำลังของสำนักเซียนเทียนหลานได้ ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด ก็ต้องได้เศษศาสตราเทพนี้มา
เขาแยกอวตารออกจากสำนักเซียนอวี่หวง มุ่งสู่ถิ่นสำนักเซียนเทียนหลานเพื่อสืบสถานการณ์ ขณะที่ร่างต้นอยู่ฝึกฝนกับเมิ่งจิงและเสี่ยวเยว่ที่สำนักเซียนอวี่หวง
ระยะห่างระหว่างสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานไกลกันยิ่ง เจียงผิงอันมีแต่ต้องผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาเคยหนีจากสำนักเซียนเทียนหลานมาแล้วครั้งหนึ่ง และรู้หนทางไป
เมื่อมาถึงเมืองในปกครองของสำนักเซียนเทียนหลาน เจียงผิงอันก็ใช้ ‘วิชาอำพรางสรวง’ เปลี่ยนรูปลักษณ์แปรปราณ ขอเพียงเขาไม่ออกศึกเต็มรูปแบบ กระทั่งศิษย์พี่หญิงที่นั่งทับตัวเขาอยู่ทุกวันก็จำเขาไม่ได้
เว้นแต่จะมีใครขอบเขตสูงกว่าเขาเกินสองขอบเขต บรรลุขอบเขตเซียนแท้ แต่ในแดนจันทร์มายาก็ไม่มียอดฝีมือเช่นนั้น
เจียงผิงอันสุ่มเข้าไปในร้านสักร้านเพื่อถามไถ่สถานการณ์ก่อน
“เถ้าแก่ ที่นี่มีหินแร่โลหะเซียนหรือไม่?”
หินแร่โลหะเซียนเป็นวัตถุดิบเซียนอันมีอยู่ทั่วไป เป็นโลหะเซียนอันถูกทำให้บริสุทธิ์ ใช้ในการสร้างอาวุธวิเศษสารพัด ทำได้กระทั่งศาสตราเซียน
เจ้าของร้านตาจ้องสมุดบัญชี พูดโดยไม่เงยหน้า “หนึ่งจินหมื่นผลึกเซียน”
“แพงจัง? ไฉนข้าจำได้ว่าหินแร่โลหะเซียนขายจินละพันผลึกเซียนเอง”
“หากมันแพงไปเจ้าก็ไม่ต้องซื้อ ไปขุดเองเลยสิ ยามนี้สงครามเกิดได้ทุกเมื่อ ราคาของย่อมขึ้นเสียทุกอย่าง หินแร่โลหะเซียนมีปริมาณเกินความต้องการ ราคายังนับว่าขึ้นน้อยแล้วนะ”
เถ้าแก่ไม่รับแขกยิ่ง เขามิได้ขาดลูกค้าเลย
ทันทีที่สงครามบังเกิด ความต้องการโอสถและอาวุธวิเศษก็เพิ่มสูงลิบ ราคาก็ทะยานฟ้า พ่อค้ามากมายตั้งตารอสงครามก็เพราะพวกเขาจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
“ในเมื่อมันแพงนัก ข้าก็ขายสักร้อยจินเลยแล้วกัน”
เจียงผิงอันนำอาวุธวิเศษเก็บของออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนหน้านี้ยามเขาศึกษาการหลอมอาวุธ เขาซื้อมันเก็บไว้มาก มิคาดว่าราคาจะพุ่งเพียงนี้
เถ้าแก่ร้านมองแหวนเก็บของตรงหน้าแล้วเงียบไป
ยังจะมีหินแร่โลหะเซียนมาขายด้วย?
“หากเป็นราคารับซื้อ หนึ่งจินพันผลึกเซียน”
“เถ้าแก่ แบบนี้หน้าเลือดไปแล้วกระมัง รับซื้อจินละพัน ขายจินละหมื่นเนี่ยนะ” เจียงผิงอันบ่นอุบ
ยามลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็รีบจรจากกลัวถูกขูดรีด
เถ้าแก่กล่าวด้วยใบหน้าถมึงทึง “เจ้าเด็กนี่ ตกลงจะซื้อหรือไม่ หากไม่ซื้อก็ไสหัวไปซะ ร้านนี้เป็นของผู้อาวุโสในสำนักเซียนเทียนหลานของเรา อย่ารนหาที่ตายจะดีกว่า”
“ร้านของสำนักเซียนเทียนหลาน?”
“ถูกต้อง ไม่เห็นตราข้าง ๆ นี่รึ?” เถ้าแก่ชี้ไปทางกำแพงซึ่งวาดสัญลักษณ์ของสำนักเซียนเทียนหลานเอาไว้
แต่เจียงผิงอันก็มองข้ามมันไป ชี้ประกาศรับคนที่กำแพงแล้วถามว่า “สำนักเซียนเทียนหลานรับสมัครนักหลอมโอสถกับนักตีอาวุธอยู่หรือไม่ ข้าเป็นนักตีอาวุธพอดี เลยคิดจะสมัครอยู่”
เดิมทีเขาอยากมาถามข่าว แต่เมื่อเห็นประกาศรับสมัครคนบนกำแพง ก็พบหนทางเข้าสู่สำนักเซียนเทียนหลานแล้ว
“สำนักเซียนเทียนหลานของเราเป็นหนึ่งในสองขุมกำลังสูงสุดในแดนจันทร์มายา มิใช่ที่ที่จะรับนักหลอมอาวุธชั้นขยะ เจ้าตีอาวุธวิเศษระดับสูงได้หรือ?”
เถ้าแก่มิได้มองเจ้าคนตรงหน้าที่ทำเขาเสียลูกค้าดีนัก
เจียงผิงอันแผ่ปราณเซียนออกมานิดหน่อย
หัวใจเถ้าแก่สะท้าน ดีดตัวขึ้นจากม้านั่ง ท่าทีเปลี่ยนสู่ยิ้มแย้มราวพบบุพการี
“ปรมาจารย์เซียน ท่านมาถูกที่แล้วขอรับ เราสำนักเซียนเทียนหลานรับสมัครผู้มีฝีมือ ต้องการคนระดับผู้อาวุโสนี่แหละ”
“แล้วก็ ผู้อาวุโสต้องการหินแร่โลหะเซียนสินะขอรับ เราจะขายให้ผู้อาวุโสตามราคารับซื้อพันผลึกเซียนเลยขอรับ”
แม้เซียนมนุษย์จะเป็นตัวตนต่ำสุดในระดับเซียน แต่ก็ยังเป็นเซียนอยู่ดี มิใช่ผู้ที่คนทั่วไปจะเทียบติด โดยเฉพาะเซียนนักหลอมอาวุธ ซึ่งในหลายแง่มุม ปรมาจารย์เซียนนักหลอมอาวุธมีสถานะสูงกว่าเซียนสายต่อสู้ทั่วไปเสียอีก
เจียงผิงอันคร้านเกินสนใจ “ช่วยข้าติดต่อสำนักเซียนเทียนหลานให้ที”
ตราบใดที่แทรกซึมเข้าไปในสำนักเซียนเทียนหลานได้ ก็จะมีโอกาสได้เศษศาสตราเทพมา
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่คิดติดใจ เถ้าแก่ร้านก็ถอนหายใจโล่งอก รีบใช้ยันต์สื่อสารติดต่อบุคคลเบื้องบน
ไม่นาน เซียนผู้หนึ่งจากสำนักเซียนเทียนหลานก็ปรากฏตัว
เมื่อเถ้าแก่พบคนผู้นี้ ก็รีบเข้าไปคารวะ “ผู้อาวุโสจาง มิพบท่านตั้งนานเลย คาดไม่ถึงว่าท่านจะมาเอง”
“มีสหายเซียนเต็มใจเข้าร่วมกับสำนักเซียนเช่นนี้ ข้าย่อมต้องมาทักทายด้วยตนเองอยู่แล้ว”
จางเลี่ยงมีทั้งเส้นผมและหนวดเคราหงอกขาว สวมชุดคลุมสีทองเข้ม มังกรเพลิงย่อส่วนทอดกายบนบ่า แผ่บรรยากาศร้อนระอุ
แต่ละขุมกำลังล้วนมีผู้ฝึกตนสายหลอมโอสถและอาวุธ แม้จำนวนและคุณภาพอาวุธวิเศษที่ผู้ฝึกตนเหล่านี้สร้างได้จะมิได้เลิศล้ำเท่าสำนักซึ่งมุ่งเน้นด้านหลอมอาวุธ แต่ก็ยังเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
ช่วงนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างสำนักเซียนเทียนหลานและสำนักเซียนอวี่หวง ความต้องการโอสถและอาวุธวิเศษเพิ่มขึ้นมหาศาล ปรมาจารย์เซียนหลอมอาวุธและโอสถจึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น
หากจะมีนักหลอมอาวุธระดับปรมาจารย์เซียนสนใจเข้าร่วมสำนักเซียน ก็ย่อมต้องให้ความสนใจ
เรื่องสำคัญคือ เขาบังเอิญผ่านมาแถวนี้พอดี
เถ้าแก่ร้านค้อมตัวลงแนะนำจางเลี่ยง “ผู้อาวุโสจาง ท่านนี้คืออันผิง ปรมาจารย์เซียนอัน จะเข้าร่วมกับสำนักเซียนเทียนหลานของเราขอรับ”
เจียงผิงอันและจางเลี่ยงค้อมตัวให้กัน
จางเลี่ยงกล่าว “ปรมาจารย์เซียนอัน คุยกันระหว่างเดินทางนะ”
“ได้”
เจียงผิงอันตามอีกฝ่ายไปยังสำนักเซียนเทียนหลาน
ระหว่างทาง จางเลี่ยงลูบเคราพลางถาม “เหตุใดปรมาจารย์เซียนอันจึงเลือกสำนักเซียนเทียนหลานของข้าหรือ?”
ไม่ว่าปรมาจารย์เซียนนักหลอมอาวุธไปที่ใด ก็ย่อมถูกปฏิบัติด้วยอย่างดี พวกเขาสำนักเซียนเทียนหลานถดถอยลงเล็กน้อยจากการต่อสู้กับสำนักเซียนอวี่หวง ไม่มีนักหลอมอาวุธผู้ใดเต็มใจมาเข้าร่วมในช่วงนี้ด้วยกลัวถูกลูกหลงไปด้วย
ยามนี้เมื่อจู่ ๆ ก็มีโผล่มาคนหนึ่ง จึงย่อมต้องระแวงเอาไว้ มิให้มีไส้ศึกมาปะปน
เจียงผิงอันคิดหาเหตุผลไว้แล้ว “ข้าสัญจรหมื่นแดนดิน บังเอิญผ่านทางมา เห็นพวกเจ้ารับนักหลอมอาวุธเลยติดต่อไป ขอออกตัวก่อนว่าข้าหวังให้สำนักเซียนของพวกเจ้าปฏิบัติต่อกันอย่างสมเหตุสมผล หาไม่ข้าจะไปทันที”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันขอผลประโยชน์กันตรง ๆ เช่นนี้ จางเลี่ยงก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ขอผลประโยชน์นั้นไม่เป็นไร ขอเพียงมิใช่ไส้ศึกจากสำนักเซียนอวี่หวงก็พอแล้ว ไว้ค่อยสืบประวัติคนผู้นี้ภายหลัง
จางเลี่ยงกล่าวยิ้ม ๆ “ย่อมปฏิบัติด้วยดีอยู่แล้ว เราสำนักเซียนเทียนหลานเสนอสองรูปแบบรายได้แก่ปรมาจารย์เซียนนักหลอมอาวุธ อย่างแรกคือรายได้คงที่ สำนักเซียนจะเป็นฝ่ายให้ทรัพยากรหลอมอาวุธ ปรมาจารย์เซียนรับหน้าที่หลอมอาวุธ หากทำตามเป้าหมายรายปีได้ ก็จะได้รายได้คงที่”
“สองคือแบ่งรายได้ อาวุธวิเศษทั้งหมดที่ปรมาจารย์เซียนอันตีจะถูกแบ่งรายได้ที่ครึ่งหนึ่งของราคาตลาด ยิ่งทำงานมากก็ยิ่งได้มาก”
เจียงผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากเลือกแบบแบ่งรายได้ อาวุธวิเศษที่ตีก็จะถูกสำนักเซียนเทียนหลานของพวกเจ้าหักราคาครึ่งหนึ่ง? หน้าเลือดเกินไปแล้ว ข้าตีอาวุธวิเศษขายเองดีกว่าแบบนั้น”
จางเลี่ยงเสริม “ข้าลืมบอกไป แร่ในตัวเลือกแบ่งรายได้ก็ไม่คิดเงิน ยิ่งตีอาวุธวิเศษได้มาก ยิ่งได้แร่มาก สำนักเซียนจึงหักรายได้ครึ่งหนึ่ง และหากระดับการหลอมอาวุธต่ำมาก แร่ที่จะได้ก็จะน้อยลง”
“แน่นอน หากระดับวิชาตีอาวุธของปรมาจารย์เซียนอันสูงเป็นพิเศษ ก็ขอเพิ่มส่วนแบ่งเองได้ อย่างบิดาข้าเป็นนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของยอดเขาหลอมศาสตรา เขาก็สามารถเพิ่มส่วนแบ่งเต็มสิบ สร้างอาวุธหนึ่งชิ้นก็ได้เงินไปเต็ม ๆ”
“สรุปคือ หากเลือกแบ่งรายได้ ก็ยังขึ้นกับความแข็งแกร่งด้วย”
แร่ที่ต้องใช้หลอมอาวุธมีราคาแพงและหายาก นักหลอมอาวุธมากมายมีเงินไม่พอซื้อวัตถุดิบ ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาไม่อาจพัฒนาระดับวิชาหลอมอาวุธมาสร้างรายได้
นักหลอมอาวุธมากมายจะเลือกเข้าร่วมขุมกำลังเพื่อให้ได้ทรัพยากรหลอมอาวุธโดยไม่ต้องจ่าย การทำเช่นนี้มิเพียงเพิ่มระดับวิชาหลอมอาวุธ ยังได้เงินและปลอดภัยด้วย
เจียงผิงอันพยักหน้า “ก็ได้ เช่นนั้นข้าเลือกแบ่งรายได้แล้วกัน”
จางเลี่ยงชำเลืองเจียงผิงอันใหม่อีกครั้ง การที่เขาเลือกรูปแบบแบ่งรายได้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมั่นใจในระดับการหลอมอาวุธของตน
การเลือกแบ่งรายได้หมายความว่ารายได้จะไม่คงตัว จะหาเงินได้ก็ต่อเมื่อสร้างอาวุธวิเศษ หากระดับการหลอมอาวุธต่ำ ก็มิอาจหาทรัพยากรด้วยวิธีนี้ได้เลย
นักหลอมอาวุธส่วนใหญ่เลือกระบบประกันรายได้ต่ำสุด รายได้ส่วนนี้จะคงที่เสมอไม่ว่าสถานการณ์ใด
“ปรมาจารย์เซียนอัน สำนักเซียนเทียนหลานของเราจะสนับสนุนทรัพยากรหลอมอาวุธมากน้อย ขึ้นกับระดับของปรมาจารย์เซียนอันเอง ก่อนที่เราจะรับปรมาจารย์เซียนอันเข้าอย่างเป็นทางการ เราก็ต้องทดสอบปรมาจารย์เซียนอันก่อน หากระดับการหลอมอาวุธของปรมาจารย์เซียนอันไม่สูงพอ เราก็ต้องขออภัยด้วย มีแต่ต้องขอให้ปรมาจารย์เซียนอันไปเสีย”
ใบหน้าของจางเลี่ยงแย้มยิ้ม ทว่าหามีอารมณ์เจือสักนิดไม่
คนไร้ประโยชน์ไร้ค่าให้เข้าร่วมกับสำนักเซียนเทียนหลานของพวกเขา
หากคนผู้นี้ไร้ฝีมือแต่มาเพื่อเกาะพวกเขากิน สำนักเซียนก็มิต้องปล่อยคนเช่นนี้ไว้ ให้เป็นปุ๋ยไปเสียก็พอ