สู่วิถีอมตะ - บทที่ 858 ก้าวแรกสู่สำนักเซียนเทียนหลาน
บทที่ 858 ก้าวแรกสู่สำนักเซียนเทียนหลาน
หลังจากจางเลี่ยงสะสางธุระกับคู่บำเพ็ญเสร็จ เขาก็ใช้ปราณเซียนชำระกาย มายังชั้นกลางของยอดเขาหลอมศาสตรา
เมื่อมาถึง ก็เห็น ‘อันผิง’ ยืนรอที่ประตูตำหนักอยู่แล้ว
“ผู้อาวุโสจาง”
เจียงผิงอันประสานมือคารวะ
จางเลี่ยงจัดแจงอาภรณ์ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงปลอบใจ “ปรมาจารย์เซียนอันจะหลอมศาสตราเซียนไม่สำเร็จก็มิเป็นไรหรอก หากความสามารถของเจ้ามีจำกัด เต็มใจลดผลประโยชน์ลงหน่อย ก็ช่วยสำนักเซียนเทียนหลานของเราสร้างอาวุธวิเศษใต้ระดับเซียนได้นะ”
ในระหว่างนี้ สำนักกักตุนอาวุธวิเศษอยู่ตลอด ไม่ว่าอย่างไร อันผิงผู้นี้ยังถือเป็นเซียน การสร้างอาวุธวิเศษใต้ระดับเซียนต้องไวกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างแน่แท้
แม้การกล่าวเช่นนี้จะฟังดูหมิ่นศักดิ์ศรีกันไปหน่อย แต่ในเมื่อฝีมืออีกฝ่ายไม่ถึงขั้น ผลประโยชน์ที่ได้ย่อมมีจำกัด
เจียงผิงอันปริปาก “ผู้อาวุโสจาง ศาสตราเซียนเสร็จแล้วล่ะ”
ขณะที่จางเลี่ยงกำลังจะกล่าวอะไร ก็เห็นอีกฝ่ายนำกระบี่เซียนออกมาเล่มหนึ่ง รายล้อมด้วยเปลวเพลิงวูบไหว ปรากฏนิมิตมังกรเพลิงเลือนลาง บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุ ต้นหญ้าใต้เท้าแห้งลงทันที
จางเลี่ยงผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉวยกระบี่เซียนมา ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “เจ้าสร้างศาสตราเซียนได้จริง ๆ!”
การเรียนรู้และสร้างศาสตราเซียนชิ้นใหม่ในสิบปีนั้นไม่ง่ายเลย
เจียงผิงอันพลันสังเกตว่ากระบี่ที่เขานำออกมาคือกระบี่เซียนซึ่งสร้างล้มเหลว และเพื่อมิให้กระทบต่อการประเมิน เขาจึงรีบพูดขึ้น “ผู้อาวุโสจาง กระบี่เล่มนี้…”
“กระบี่เล่มนี้ถึงกับสมบูรณ์ไปเจ็ดส่วน! มิคาดเลยว่าระดับการหลอมอาวุธของปรมาจารย์เซียนอันจะสูงส่งเช่นนี้!”
จางเลี่ยงจ้องมองกระบี่เซียนอย่างชื่นชม “เวลาเพียงสิบปี วัตถุดิบแค่สองชุด แต่หลอมสร้างศาสตราเซียนได้สมบูรณ์เพียงนี้ พรสวรรค์เช่นนี้เทียบชั้นบิดาข้าในกาลก่อนได้เลยเชียว”
เจียงผิงอันตะลึงไป “หลอมออกมาเช่นนี้ก็ผ่านประเมินได้หรือ? ในนั้นมีรอยร้าวเล็ก ๆ อยู่ด้วยนะ”
จางเลี่ยงตอบ “หลอมศาสตราเซียนชิ้นนี้ครั้งแรก แต่สามารถทำออกมาสมบูรณ์เกินครึ่งด้วยเวลาและทรัพยากรจำกัด เช่นนี้ก็ถือว่าผ่านแล้ว หากมิใช่เพราะเจ้าโชคดีตีได้โดยบังเอิญ ระดับการหลอมศาสตราของเจ้าก็ติดสามอันดับแรกในยอดเขาหลอมศาสตราของเราได้เลย ถึงสำนักเซียนเทียนหลานของเราจะมีปรมาจารย์เซียนช่างตีเหล็กอยู่ห้าคนก็ตาม”
จางเลี่ยงเก็บกระบี่เซียนเล่มนี้ไปอย่างแนบเนียน แม้กระบี่เล่มนี้จะมีจุดบกพร่อง แต่เขาก็ยังนำมันไปขายทำกำไรได้นิดหน่อย
เจียงผิงอันมิคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคิดว่ามันเป็นผลงานอันบกพร่อง และภายหลังจึงสร้างกระบี่เซียนสมบูรณ์แบบออกมาเพื่อผ่านการประเมิน
ยามนี้เมื่อผ่านประเมินแล้ว เจียงผิงอันก็ไม่คิดนำกระบี่เซียนเล่มสมบูรณ์ออกมาอีก ถือเสียว่าเป็นทรัพยากรส่วนที่เสียไป
จางเลี่ยงนำแหวนเก็บของวงหนึ่งออกมาส่งให้เจียงผิงอัน
“ในนี้มีป้ายผ่านยอดเขาหลอมศาสตราอยู่ เจ้าสามารถเดินทางในชั้นกลางและล่างของยอดเขาหลอมศาสตราได้ตามอัธยาศัย แต่เจ้าอย่าเดินเตร่ไปทั่วในสำนักเล่า ไม่ว่าอย่างไร ปรมาจารย์เซียนอันก็เป็นคนหน้าใหม่ ไว้ปรมาจารย์เซียนอันสร้างศาสตราเซียนเพิ่มอีกสามชิ้น เจ้าจะได้ป้ายวิญญาณซึ่งระดับสูงกว่านี้ หวังว่าปรมาจารย์เซียนอันจะเข้าใจ”
ไม่ว่าสำนักใดย่อมมิอาจเลี่ยงความระแวงต่อบุคคลหน้าใหม่ได้ พวกเขาจึงให้ผู้มาใหม่สร้างผลงานก่อน แล้วจึงค่อย ๆ มอบสิทธิ์ให้คนผู้นั้น
ศัตรูที่ไหนก็ไม่มีทางหลอมศาสตราเซียนให้พวกเขาสำนักเซียนเทียนหลานเยอะ ๆ หรอก สมองนิ่มหรือไร?
จางเลี่ยงพูดต่อ “นอกจากป้ายผ่าน ในแหวนเก็บของนี้ยังมีวัตถุดิบหกชุด สร้างกระบี่เซียนแบบนี้ได้อีกสองเล่ม”
“หากเจ้าหลอมกระบี่เซียนสองเล่มนั้นสำเร็จ เจ้าก็จะสามารถลงนามขอวัตถุดิบได้อีกเก้าชุด ใช้วัตถุดิบเก้าชุดนั้นสร้างศาสตราเซียนสามชิ้น ก็จะสามารถขอทรัพยากร แบบร่างศาสตราเซียน และอื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไปได้”
การสร้างศาสตราเซียนมีอัตราเสียทรัพยากรสูง หากเป็นปกติแล้ว ในวัตถุดิบสามชุดจะได้ศาสตราเซียนเพียงหนึ่งชิ้น หากเป็นช่างตีเหล็กระดับสูง ใช้วัตถุดิบชุดเดียวก็ได้ศาสตราเซียนแล้วหนึ่งชิ้น วัตถุดิบที่เหลือก็จะเป็นของช่างตีเหล็ก
หากอยากได้ทรัพยากรมากกว่านี้ ก็ต้องมีอัตราสำเร็จสูงลิบ
นอกจากนั้น ราคาตลาดครึ่งหนึ่งจากการขายศาสตราเซียนก็จะเป็นของเจียงผิงอันเช่นกัน
เจียงผิงอันปรีดายิ่ง ใช้ทรัพยากรของศัตรูมาเพิ่มระดับวิชาหลอมศาสตราของตนเองได้ไม่พอ ยังสร้างรายได้แก่ตนมากมายด้วย
การสร้างศาสตราเซียนให้ศัตรูดูเป็นเรื่องแย่ต่อสำนักเซียนอวี่หวง เป็นการกระทำอันโง่เง่า แต่เจียงผิงอันไตร่ตรองเรื่องนี้มาก่อนแล้ว และจงใจทิ้งทางหนีทีไล่ไว้ในศาสตราเซียนเหล่านี้
ตราบใดที่เขาต้องการให้ศาสตราเซียนเหล่านี้ระเบิด พวกมันก็จะระเบิด
ทางหนีทีไล่เหล่านี้ เป็นผู้อาวุโสอวิ๋นเหยามอบให้เขา อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนในสำนักเซียนเทียนหลานเลย กระทั่งสำนักเซียนหลอมศาสตราอันดับหนึ่ง ‘สำนักร้อยศาสตรา’ ยังหาทางหนีทีไล่นี้พบได้ไม่ง่าย
หากสำนักเซียนเทียนหลานใช้ศาสตราเซียนเหล่านี้ไปเล่นงานสำนักเซียนอวี่หวง ก็จะมีอะไรน่าดูเกิดขึ้น……
เจียงผิงอันรับแหวนเก็บของไปแล้วถามขึ้น “ผู้อาวุโสจาง ข้าจะเพิ่มส่วนแบ่งได้อย่างไรหรือ?”
“เจ้าเพิ่งมา ก็คิดเพิ่มส่วนแบ่งแล้วหรือ? คิดการณ์ไกลไปนะนี่”
จางเลี่ยงรู้สึกว่าอันผิงตรงหน้าเขาทะเยอทะยานไม่น้อย แต่อีกฝ่ายก็เป็นปรมาจารย์เซียน จะตอบแบบขอไปทีมิได้
“เมื่อเจ้าสร้างศาสตราเซียนได้สิบชิ้น ก็จะเพิ่มส่วนแบ่งเป็นหกส่วน สร้างศาสตราเซียนร้อยชิ้น เพิ่มส่วนแบ่งเป็นแปดส่วน หลังจากนั้นอย่าเพิ่งไปคิดถึงมัน ทำตามที่ว่าให้ได้ก็ต้องใช้อย่างน้อยหลักพันปีแล้ว หรืออาจนานกว่านั้น”
การสร้างศาสตราเซียนให้ได้สักชิ้นต้องใช้ทั้งเวลาและพลังกาย ศาสตราเซียนเลิศล้ำแข็งแกร่งเพียงใดยิ่งใช้เวลานาน
ศาสตราเซียนซึ่งดาษดื่นที่สุดยังต้องใช้เวลาสร้างหลายปี ระหว่างนั้นมีเวลาพักน้อยนิดยิ่ง หลังสร้างศาสตราเซียนได้สักชิ้นก็ยังต้องพักฟื้นพลัง ไม่มีทางสร้างศาสตราเซียนจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน
เจียงผิงอันครุ่นคิดหนัก การเพิ่มส่วนแบ่งยากอยู่นิดหน่อย แต่เขาก็ยังต้องลอง
มิใช่เพราะอยากได้ทรัพยากรมากขึ้น แต่เขาอยากรีบแสดงความสามารถการหลอมศาสตราของตนโดยเร็วที่สุดเพื่อยกสถานะเข้าใกล้เศษศาสตราเทพ
เศษศาสตราเทพไม่มีทางเป็นวัตถุส่วนตัวของประมุขยอดเขาหลอมศาสตราจางจื้อหยวนอย่างแน่นอน มันน่าจะเป็นทรัพย์ของสำนักเซียนเทียนหลาน เขาต้องแสดงระดับการหลอมอาวุธที่เพียงพอ จึงมีโอกาสเข้าใกล้เศษศาสตราเทพสูง และมีโอกาสเริ่มแผน
ดูเหมือนเขาจะต้องกบดานอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานนานเลย
แต่เขาก็มิได้รีบร้อน ไม่ว่าอย่างไรตัวเขาที่นี่ก็เป็นเพียงอวตาร รับพรสวรรค์มาเพียงเก้าดารา ไม่กระทบกระเทือนการฝึกฝนของร่างต้น
ก้าวแรกเข้าสู่สำนักเซียนเทียนหลานลุล่วงแล้ว เส้นทางต่อจากนี้ก็ง่าย
วันเดียวกันนั้น เซียวเหลียงเหยียน เจ้าสำนักเซียนอวี่หวงมาหาร่างต้นของเจียงผิงอัน
“ผิงอัน เจ้านี่ขยันเสียจริง ไม่ออกไปสำราญที่ใด ใช้เวลาทั้งวันฝึกฝนอยู่แต่ในห้อง”
เซียวเหลียงเหยียนมิได้ถือตน ทำตัวประหนึ่งคนทั่วไป ย่อตัวนั่งคุกเข่าตรงหน้าเจียงผิงอันแล้วนำเหยือกสุราออกมาพร้อมจอกคู่หนึ่ง
“ใต้เท้าเจ้าสำนัก”
เจียงผิงอันรีบลุกขึ้นคารวะ อีกฝ่ายเป็นถึงเซียนสวรรค์ มาคุกเข่าตรงหน้าเขาเช่นนี้ เขารับไม่ไหวหรอก
“นั่งลงเถอะ วันนี้เจ้าสำนักผู้นี้มีบางเรื่องจะรบกวนเจ้า”
เซียวเหลียงเหยียนโบกมือ กฎเต๋าเซียนกดตัวเจียงผิงอันนั่งลงอีกครั้ง
“รบกวนข้า? เจ้าสำนักหยอกข้าเสียแล้ว ความสามารถของข้ามีจำกัด จะให้เจ้าสำนัก ‘รบกวน’ ได้เช่นไร” เจียงผิงอันยืดตัวนั่งตรง มิกล้าทำตัวสามหาว
เซียวเหลียงเหยียนผลักหนึ่งจอกสุราเข้าหาเจียงผิงอัน เมรัยในนั้นเรืองประกายพร่างพราว เพียงสูดกลิ่นบางเบา พฤกษารากฐานเซียนในตัวเจียงผิงอันก็งอกเงยขึ้นอีกเล็กน้อย มวลดาราเรืองจรัส
สุรานี้ต้องล้ำค่าสุดแสน ราคาเกินประมาณอย่างแน่นอน
เซียวเหลียงเหยียนรินให้ตนเองหนึ่งจอกแล้วยกจิบ “ผิงอัน เจ้ารู้จักสมาพันธ์แร้นแค้นหรือไม่”