สู่วิถีอมตะ - บทที่ 859 คำขอของเจ้าสำนัก
บทที่ 859 คำขอของเจ้าสำนัก
“สมาพันธ์แร้นแค้น? ข้าเคยได้ยินศิษย์พี่หญิงเหมียวเสียกล่าวถึงอยู่นิดหน่อยว่าผู้อาวุโสกู่ตี้ก่อตั้งมันขึ้นมาขอรับ”
เจียงผิงอันเคยได้ยินเหมียวเสียกล่าวบางเรื่องเกี่ยวกับสมาพันธ์แร้นแค้นมาก่อน แต่ก็มิได้มากนัก
เซียวเหลียงเหยียนวางจอกสุรา “ถูกต้อง สมาพันธ์แร้นแค้นก่อตั้งโดยกู่ตี้ และกู่ตี้เช่นกันที่ช่วยให้สำนักเซียนอวี่หวงของข้าได้ควบคุมภพบุกเบิก”
“แต่กู่ตี้มิได้อยู่ที่นี่ และมิได้อยู่ต่อในแดนจันทร์มายา แต่มุ่งหน้าสู่ใจกลางต้นโลกาภพเซียน หรือก็คือจุดเชื่อมต่อของกิ่งทั้งสี่ ซึ่งการต่อสู้ที่นั่นดุเดือดที่สุด”
“สมาพันธ์แร้นแค้นขณะนี้ กระทั่งในภพเซียนก็ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง มียอดฝีมือมากมายรวมตัว ผู้ที่แข็งแกร่งสูงสุดในหมู่พวกเขาคือกู่ตี้ นับแต่เริ่มสงคราม เขาก็ต่อสู้มานับล้าน ๆ ปี มิได้หยุดพักจนบัดนี้ ไม่ว่าเหยียบย่างที่ใดก็ล้วนเป็นเลิศไร้เทียมทาน”
ยามพูดถึงกู่ตี้ เซียนสวรรค์เซียวเหลียงเหยียนยังอดตื่นเต้นมิได้ ร่างของเขาสั่นเทิ้มอย่างเกินควบคุม ดวงตาเปี่ยมความคาดหวัง
เขาเคยไปลองวิชาที่สมาพันธ์แร้นแค้นมาก่อน แต่น่าเสียดายที่มิได้พบกับกู่ตี้ สมรภูมิที่กู่ตี้ต่อสู้อยู่มิใช่สิ่งที่ปลาซิวปลาสร้อยเช่นเขาจะรับไหวได้เลย
เซียวเหลียงเหยียนสูดหายใจน้อย ๆ สงบความตื่นเต้นในใจ และเบี่ยงกลับเข้าประเด็น
“เจ้าก็น่าจะรู้สถานการณ์ปัจจุบันของแดนจันทร์มายาเราแล้ว ไม่รู้ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยคิดการใดอยู่ อยากโจมตีแดนจันทร์มายากันแท้ ๆ กลับไม่ลงมือเสียที ทำให้เราแตกตื่นจนฝึกฝนอย่างสงบกันมิได้เลย”
“แม้ห้าขุมกำลังใหญ่ของแดนจันทร์มายาจะผนึกกำลัง โอกาสสกัดราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยได้ก็ไม่สูง ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยลงมือจู่โจมยามใด ให้ปกป้องตนเองยังยาก เราจึงต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งก็คือสมาพันธ์แร้นแค้น”
เจียงผิงอันพอจะเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายจะกล่าวอะไร “เจ้าสำนัก ในเมื่อเราสำนักเซียนอวี่หวงเป็นสมาชิกสมาพันธ์แร้นแค้น ท่านก็น่าจะมีวิธีติดต่อสมาพันธ์แร้นแค้น ท่านขอความช่วยเหลือเลยมิได้หรือขอรับ?”
“นั่นแหละปัญหาสำคัญเลย”
เซียวเหลียงเหยียนพูดเสียงขรึม “ทางฝั่งสมาพันธ์แร้นแค้นก็ประสบปัญหาอยู่เช่นกัน เพราะเหตุนี้ภพแร้นแค้นของพวกเจ้าจึงถูกผนึกอย่างไรล่ะ”
“หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ สมาพันธ์แร้นแค้นยามนี้ปกป้องตนเองยังไม่ได้ ต่อให้ข้าขอความช่วยเหลือไป อีกฝ่ายก็อาจไม่สามารถมาเสริมกำลัง”
“เจ้าเป็นคนจากภพแร้นแค้น คนจากภพเดียวกัน มีน้ำหนักความสำคัญสูงกว่าข้ามากนัก หากเจ้าขอกำลังเสริมด้วยตนเอง ก็อาจเชิญยอดฝีมือมาได้”
เจียงผิงอันแย้มยิ้มขื่น “ใต้เท้าเจ้าสำนัก ท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ข้ากับท่านกู่ตี้ไม่รู้จักกัน หากเซียนสวรรค์อย่างท่านยังเรียกคนมาไม่ได้ เซียนมนุษย์อย่างข้าจะไปมีหน้าตาอันใด”
แม้บุตรีเขาจะเป็นศิษย์ของกู่ตี้ ทว่ากู่ตี้ที่ว่าก็เป็นเพียงภาพวาด
“ลองดูก่อนเถอะ ตัวตนของเจ้าผนวกกับสถานะตัวแทนสำนักเซียนอวี่หวง ก็เพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น” เซียวเหลียงเหยียนรำพึง
เจียงผิงอันอ้ำอึ้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าหมองของเซียวเหลียงเหยียน นึกถึงวิกฤตของสำนักเซียนอวี่หวง สุดท้ายเขาก็พยักหน้า
“เจ้าสำนัก ข้าประกันมิได้นะขอรับว่ามันจะสำเร็จ”
“ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้วล่ะ” เซียวเหลียงเหยียนยิ้มตอบ
“ท่านจะติดต่อไปยามใดขอรับ?”
“ยามนี้ยังไม่ต้องห่วง ไว้วิกฤติปรากฏจริง ๆ เราจะติดต่อไปอีกที หากแดนจันทร์มายาของเราแก้ไขปัญหาได้เอง เราก็ไม่รบกวนสมาพันธ์แร้นแค้นหรอก”
การให้คนจากสมาพันธ์แร้นแค้นมาในยามนี้ น่าจะเสียเวลาอีกฝ่ายเปล่า ๆ
เซียวเหลียงเหยียนกล่าวต่อ “เรื่องติดต่อสมาพันธ์แร้นแค้นเป็นเรื่องแรก ยังมีเรื่องที่สองอยู่”
“เมื่อกาลก่อน ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยออกสาส์นท้ารบแก่เราห้าขุมกำใหญ่ในแดนจันทร์มายา นี่น่าจะเป็นการหยั่งเชิงเซียนในแดนจันทร์มายาของเรา ดังนั้น……”
เจียงผิงอันเข้าใจทันที “ใต้เท้าเจ้าสำนักจะให้ข้าไปสินะขอรับ? ไม่มีปัญหาเลย หากประชันกับขอบเขตเดียวกัน โอกาสชนะของข้ามีอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งขอรับ”
“ครึ่งหนึ่ง? เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว เจ้าสังหารเซียนได้ตั้งแต่ยังไม่บรรลุเซียน ยามนี้บรรลุเซียนแล้ว คู่ต่อสู้ระดับเดียวกันมีน้อยนัก”
เซียวเหลียงเหยียนมั่นใจในพลังต่อสู้ของเจียงผิงอัน “เจ้าคือไพ่ตาย หากไม่จำเป็นเราจะไม่ให้เจ้าออกโรง เราผู้เฒ่าจะออกหน้า เจ้าก็แค่ตามเราไปด้วยเป็นหลักประกัน”
เจียงผิงอันคลี่ยิ้ม “เป็นหน้าที่ของศิษย์ที่จะต้องอุทิศตนเพื่อสำนักขอรับ”
เซียวเหลียงเหยียนยกจอกสุรา “มาดื่มกัน สุราเหยือกนี้บรรจุแก่นพลังเต๋าเซียน ดีต่อเจ้ายิ่งนัก”
เจียงผิงอันรีบใช้สองมือประคองจอกสุรา ชนจอกกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม
ใต้เท้าเจ้าสำนักเป็นเซียนสวรรค์ การชนจอกกับเขาเท่ากับอีกฝ่ายให้ความสำคัญต่อตน
ทันทีที่เมรัยลงท้อง อำนาจเต๋าเซียนหนาแน่นก็หลั่งไหลไปทั่วกาย ประหนึ่งได้พลังอันไม่สิ้นสุด
“ข้าไม่รบกวนแล้ว เจ้าค่อย ๆ ทำความเข้าใจเถอะ ยังมีเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเริ่มการประลองกับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย”
เซียวเหลียงเหยียนดื่มสุราเพียงจอกก็เลิกดื่ม เดิมทีเขาเตรียมสุราเหยือกนี้ไว้ให้เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันอยากลุกขึ้นเดินไปส่ง ทว่ากฎเต๋าเซียนจากอีกฝ่ายกลับกดร่างเขาไว้แน่นิ่ง
“น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อไม่มีพลังแห่งภพภูมิเข้าช่วย ข้าก็ทนรับแม้แต่ปราณของเซียนสวรรค์มิได้เลย”
เจียงผิงอันพึมพำกับตัวเอง
“เซียนสวรรค์เก่งกับผีสิ ตัวข้า แม่บุญธรรมของเจ้าผู้นี้ในอดีตนั่งทับทีเดียว เซียนสวรรค์ก็ตายกันเป็นเบือแล้ว” น้ำเสียงของอวิ๋นเหยาสุดหยิ่งผยอง
ถ้อยคำที่ใช้ฟังดูหยาบโลนเล็กน้อย ไม่เหมือนยอดฝีมือสักนิด
“เช่นนั้นบั้นท้ายท่านก็ใหญ่จริงแท้”
“เมื่อครู่ว่าอย่างไรนะ! แน่จริงพูดอีกทีสิ!”
อวิ๋นเหยาเดือดจัดจนเกือบกระโจนออกมาจากโลงแก้วผลึก เจ้าเด็กนี่กล้าดีเช่นไรมาวิจารณ์รูปร่างนาง
เจียงผิงอันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำความเข้าใจกฎเต๋าเซียนอย่างเคร่งขรึมภายใต้การช่วยเหลือจากเมรัยวิญญาณระดับสูง
ญาติมิตรซึ่งใกล้ชิดที่สุดของเขา ส่วนใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายมายังสำนักเซียนอวี่หวงกันแล้ว มีส่วนน้อยที่คงอยู่ในภพบุกเบิก ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องปกป้องสำนักเซียนอวี่หวงไว้ให้ได้
หากสำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลาย ภพบุกเบิกก็จะลำบากไปด้วย ญาติมิตรของเขาก็จะเสียปราการด่านสุดท้าย
แม้จะต้องจ่ายด้วยชีวิต เขาก็มิอาจให้สำนักเซียนอวี่หวงเกิดอุบัติเหตุใด
ยามนี้เมื่อเขาบรรลุเซียน เขาก็ก้าวเข้าใกล้การคืนชีพบิดามารดรไปอีกขั้น
หลายเดือนต่อมา เหมียวเสียพุ่งเข้ามาในห้องฝึกฝนของเจียงผิงอัน เนินเขามหึมาพุ่งกระแทกจนเจียงผิงอันหัวแทบกระเด็นหงาย
“เจ้าบื้อ! ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยออกสาส์นท้ารบกับห้าขุมกำลังใหญ่ของแดนจันทร์มายาอย่างเป็นทางการแล้วนะ จะประลองกันที่ขอบแดนดิน เราไปเปิดศึกใหญ่ที่นั่น เด็ดหัวเจ้าพวกนี้มาเตะเป็นลูกหนังกันเถอะ!”
แขนของเหมียวเสียกอดแขนเจียงผิงอัน พูดไปก็แกว่งแขนไปอย่างแรงราวกับโจมตีศัตรูอยู่ ดูดุร้ายยิ่ง
“ศิษย์พี่หญิงพยายามบี้หัวข้าให้แหลกอยู่หรือ?” เจียงผิงอันบ่นอุบ
“ฮี่ ๆ เรื่องเล็กน่า หัวบู้บี้ไปเจ้าก็ไม่ตายอยู่แล้วนี่ หากไม่พอใจ ข้าให้เจ้ามาบีบหัวข้าบ้างก็ได้นะ” ว่าพลาง เหมียวเสียก็ยืดอก
เจียงผิงอัน “……”
ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ทำตัวไม่สมเป็นผู้ใหญ่สักนิด ดูระห่ำกว่าเจียงเมี่ยวอีบุตรีเขาเสียอีก
“เจ้าสำนักก็เรียกเจ้าไปด้วยหรือ?” เจียงผิงอันสะกดปราณ ค่อย ๆ ลุกขึ้น
เหมียวเสียเกาะห้อยบนตัวเจียงผิงอันขณะตอบ “เพื่อความปลอดภัยและกันมิให้ราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยเล่นไม่ซื่อ เซียนส่วนใหญ่ในสำนักจึงจะไปกัน ในฐานะเซียนผู้หนึ่ง ข้าก็ย่อมต้องไปด้วย”
“อ้อ อีกอย่างนะ พี่หญิงเฉียนก็ไปเหมือนกัน ไปเปิดโลกทัศน์น่ะนะ มีเราสองพี่น้องไปด้วย ข้ารับประกันนะเจ้าบื้อ เจ้าไม่ได้ลุกจากเตียงแน่….”
เหมียวเสียยังพูดไม่ทันจบ เจียงผิงอันก็ใช้กำไลทลายมิติฉีกมิติจากไปแล้ว
ศิษย์พี่หญิงทำตัวเหมือนเด็ก ๆ แต่คำพูดคำจานับวันยิ่งลงใต้สะดือ
เขาล่ะกลัวเสียจริง ว่าเหมียวเสียจะพาเมิ่งจิงกับเสี่ยวเยว่เสื่อมเสียตามไปด้วย