สู่วิถีอมตะ - บทที่ 860 ความหมายของการฝึกฝน
บทที่ 860 ความหมายของการฝึกฝน
เจียงผิงอันและเหมียวเสียมายังโถงประชุมของสำนักเซียนอวี่หวง
“ผิงอัน เรากำลังจะออกเดินทาง ทำให้เจ้าต้องเลื่อนเวลาย่อยสุราเหยือกนั้นไปเสียแล้ว”
ที่ใจกลางโถงประชุม เจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียนกล่าวกับเจียงผิงอันอย่างนุ่มนวล ผู้น้อยโดดเด่นเช่นนี้เติบโตขึ้น พวกเขาสำนักเซียนอวี่หวงจะรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
เจียงผิงอันประสานมือคารวะ “เรียนไต้เท้าเจ้าสำนัก มิใช่การเสียเวลาเลยขอรับ ข้าย่อยฤทธิ์โอสถในนั้นไปแล้ว บรรลุกฎเต๋าเซียนกำลังมาได้ ขอบคุณไต้เท้าเจ้าสำนักสำหรับสุราด้วยขอรับ”
มูลค่าของสุราเหยือกนั้นไม่มีทางด้อยไปกว่าศาสตราเซียนขั้นสูงสุดระดับเซียนมนุษย์ อาจสูงเทียบเท่าศาสตราเซียนชั้นปฐพีด้วยซ้ำไป
เมื่อย่อยสุราเหยือกนี้หมดสิ้น ก็จะบรรลุกฎเต๋าเซียนกำลังอย่างแน่นอน
เจ้าสำนักมอบเครื่องดื่มล้ำค่าเช่นนี้ให้เขา ทำให้เจียงผิงอันแสนซาบซึ้ง ทำให้เขาประหยัดเวลาและทรัพยากรไปได้มากนัก
“ผ่านไปไม่กี่เดือน เจ้าก็ย่อยหมดแล้วหรือ?”
ยามเซียวเหลียงเหยียนได้ยินว่าเจียงผิงอันย่อยสุราหมดสิ้น ใบหน้าของเขาพลันตกใจอย่างปิดไม่มิด
ปกติแล้ว ยอดฝีมือระดับเซียนมนุษย์ย่อยสุรานี้หนึ่งเหยือกได้ในพันปีก็นับว่าพรสวรรค์ล้ำเลิศแล้ว
แต่เด็กนี่ใช้เวลาไม่กี่เดือน!
จะน่ากลัวเกินไปแล้ว
นี่เพราะพลังกลืนกินหรือ?
ถูกต้อง การที่เจียงผิงอันสามารถย่อยฤทธิ์สุราเหยือกนั้นได้โดยเร็วเกี่ยวข้องกับพลังกลืนกิน
ก่อนหน้านี้ หลังสังหารมารร้ายลงได้ เต๋าเซียนก็ประทานพรแก่เขาให้บรรลุเต๋าเซียนกลืนกินระดับเซียนมนุษย์ในทันที และด้วย ‘คัมภีร์มารกลืนสวรรค์’ ขั้นแรก ความเร็วในการกลืนกินสรรพสิ่งจึงรวดเร็วยิ่ง
นอกจากนั้น ยังเป็นเพราะดวงดาราจำนวนมากในตัวเขาที่ช่วยดูดซับฤทธิ์โอสถและกฎเต๋าเซียนในสุรา
เซียวเหลียงเหยียนสะกดความตกใจและเบิกบานไว้ในอก แล้วเอ่ยขึ้น “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็ไปกันเถอะ”
เขานำดวงแก้วดวงหนึ่งโยนขึ้นสู่ท้องนภานอกโถง เรือศึกลำมหึมาปรากฏขึ้นบดบังท้องนภา รายล้อมด้วยอักขระเซียนพร่างพราว
เจียงผิงอันโพล่งขึ้น “ใต้เท้าเจ้าสำนัก ข้าทำเรือศึกที่ท่านให้ข้ามาก่อนหน้านี้พัง ไว้ข้าจะชดใช้ให้ท่านนะขอรับ”
ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะไปตามหาศิษย์พี่หญิงในเวิ้งจักรวาล เจ้าสำนักมอบเรือศึกระดับเซียนปฐพีให้เขาลำหนึ่ง และเพื่อหนีเอาตัวรอด เรือศึกลำนี้จำต้องระเบิดไป
มูลค่าของเรือศึกลำนั้นสูงล้ำเกินศาสตราเซียนระดับเซียนมนุษย์ทั่วไปมากนัก
“ฮ่า ๆ แค่เรือศึกลำเดียวเท่านั้น คนไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่ต้องเกรงใจมากมายหรอก” เซียวเหลียงเหยียนตบไหล่เจียงผิงอันแล้วเหินขึ้นสู่เรือศึก
เหมียวจิ่งกล่าวกับเหมียวเสียผู้เป็นบุตรี “ยามออกสมรภูมิ เชื่อฟังคำผิงอัน อย่าก่อเรื่องวุ่นวาย ได้ยินหรือไม่?”
สำนักต้องมีคนเฝ้า และเจ้าสำนักก็คิดว่าคนอารมณ์ร้ายอย่างเหมียวจิ่งมิเหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะเป็นชนวนอันทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเข้มข้นขึ้นโดยง่าย จึงให้เขาอยู่เฝ้าสำนัก
เหมียวจิ่งเป็นห่วงบุตรี จึงกำชับนางล่วงหน้า
“เหตุใดข้าต้องฟังเขาด้วย ข้าเป็นศิษย์พี่หญิงของเขานะ ข้าต่างหากที่เป็นใหญ่” เหมียวเสียซึ่งถือมีดในมือเอียงคออย่างไม่ยินยอมยิ่ง ก่อนจะดึงตัวเฉียนฮวั่นโหรวขึ้นเรือศึก
เหมียวจิ่งมองส่งบุตรีผู้เอาแต่ใจของตนอย่างปวดเศียร นางเป็นเซียนแล้วแท้ ๆ ไฉนยังทำตัวเจ้าอารมณ์เป็นเด็ก ๆ ไม่มีอิริยาบถของเซียนเลยสักนิด
เจียงผิงอันกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ ท่านวางใจเถิด ข้าจะดูแลศิษย์พี่หญิงเป็นอย่างดีขอรับ”
“ฮ่า ๆ ได้ยินเช่นนี้อาจารย์ก็วางใจ พวกเจ้าไปเถิด”
เหมียวจิ่งกระพือพัดในมือ เขาพอใจและอุ่นใจกับศิษย์ผู้นี้ยิ่ง ทั่วทั้งแดนจันทร์มายา ไม่สิ ทั่วทั้งภพเซียน น้อยคนนักจะเลิศล้ำไปกว่าเจียงผิงอันได้
เหมียวจิ่งกล่าวกับผู้อาวุโสข้างตัว “พูดก็พูดเถอะ ศิษย์ข้าผู้นี้มิได้แข็งแกร่งอันใดเลย เขาเพียงสังหารเซียนมนุษย์ได้ยามกายเป็นปุถุชนก็เท่านั้นเอง…”
ผู้อาวุโสใกล้เคียงกันวงแตก แยกย้ายทันทีอย่างขุ่นเคืองระคนอิจฉา ‘เจ้าเฒ่านี่ วัน ๆ อวดโอ่เป็นสิบรอบ ฟังจนหน่ายจนหูเปื่อย แต่อีกฝ่ายก็พอจะอวดได้จริง ๆ มิอาจระเบิดโทสะใส่ได้’
บุคคลระดับสูงส่วนใหญ่ของสำนักเซียนอวี่หวงขึ้นสู่เรือศึก เรือศึกเริ่มเดินทาง หายตัวจากที่เดิมของมัน มุ่งหน้าสู่ทิศที่ตั้งแดนเยี่ย
ทันทีที่เรือศึกลับตา หนึ่งศีรษะน้อยก็โผล่ออกมาจากในอาคารหลังหนึ่ง
“ฮี่ ๆ ท่านพ่อตัวเหม็น ถึงกับกักบริเวณข้า ไม่บรรลุเซียนห้ามออกมา แต่ข้าจะออกมาเสียอย่าง”
เจียงเมี่ยวอีถลึงตาจ้องทิศที่เรือศึกลับไป ก่อนจะหันไปสนทนากับเจียงเสียวเสวี่ยและเสี่ยวไป๋
“พี่หญิงเสียวเสวี่ย เสี่ยวไป๋ เราไปสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในโลกหล้ากันเถอะ ท่านพ่อข้ากวาดล้างเซียนมนุษย์ได้ด้วยกายปุถุชน เรื่องเอาชนะเซียนมนุษย์นั่นอาจไม่ไหวสำหรับเรา แต่อย่างน้อย ๆ เราก็ต้องไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน โด่งดังในโลกหล้า จะทำให้ท่านพ่อเสียหน้ามิได้”
ระหว่างช่วงกาลนี้ นางได้ยินตำนานที่บิดาสร้างไว้ในภพเซียนมากมาย นางเทิดทูนบิดาถึงขีดสุด แม้มิอาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้เช่นบิดา แต่นางก็ขอไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน
เสี่ยวไป๋ส่ายหัวทันที “ข้าไม่อยากไป ข้างนอกอันตรายเกินไป อยู่อ่านบทประพันธ์กันดีกว่า ภพเซียนมีเรื่องเล่าตำนานเยอะแยะเลย”
นางยังคงขี้กลัวเหมือนก่อน ชอบใช้เวลาไปกับการขลุกอ่านบทประพันธ์ในบ้าน แม้มายังภพเซียนก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เจียงเสียวเสวี่ยเห็นด้วย “น้องหญิงเมี่ยวอี เราสร้างปัญหาให้ท่านพ่อไม่ได้นะ ท่านพ่อมีศัตรูมากมาย อย่างสำนักเซียนเทียนหลานก็ใช่ หากอีกฝ่ายจับเราได้ขึ้นมา จะเกิดปัญหาขึ้นนะ”
“ไม่ต้องห่วง มิใช่เราเรียน ‘วิชาอำพรางสรวง’ ของท่านพ่อกันแล้วหรือ เราเปลี่ยนนามแปลงโฉมเสีย ต่อให้ไปเหยียบเท้าล่วงเกินผู้ใด ก็จะไม่ลำบากถึงท่านพ่ออย่างไรล่ะ”
เจียงเมี่ยวอีเตรียมการมานานแล้ว
“โอ้? คิดรอบคอบดีนะ”
หนึ่งเสียงบุรุษลุ่มลึกอันคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลัง
ยามเจียงเมี่ยวอีได้ยินเข้า ร่างของนางก็ชะงักมื่อ เร่งกฎเกณฑ์แห่งแสงเพื่อหนีในทันที แต่เจียงผิงอันก็คว้าคอนางยกขึ้นเยี่ยงหิ้วลูกแมว
เจียงเมี่ยวอีหันมองบิดาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ท่านพ่อไปแล้วมิใช่หรือ! ไฉนยังอยู่ที่นี่ได้!”
“ในตัวพ่อเจ้ามีดาวเยอะ จะแยกให้อวตารสักหน่อยก็สมเหตุสมผลมิใช่หรือ?”
เจียงผิงอันมีร้อยแปดดารา แม้จะแบ่งให้อวตารร่างละเก้า ก็ยังแยกอวตารได้สิบสองร่าง
เจียงเมี่ยวอีตระหนักแล้วว่าหนนี้อาจหนีไม้เรียวไม่พ้น จึงรีบขอความช่วยเหลือ “เสี่ยวไป๋! พี่หญิงเสียวเสวี่ย! ช่วยด้วย!”
สองสาวทำหูทวนลม รีบเสตาหันหน้าหนี โชคยังดีที่พวกนางไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หาไม่ก็คงหลีกไม้เรียวไม่พ้นเช่นกันเป็นแน่
เจียงเมี่ยวอีเห็นทั้งสองไม่เหลียวแล ก็ตะโกนเรียกเข้าไปในอาคาร “แม่! ป้าเมิ่ง! ช่วยด้วย!”
เมิ่งจิงกับจี้เฟยเมินนาง ‘แม่หนูนี่ต้องสั่งสอนสักหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ’
เมื่อเห็นทั้งสองก็ไม่ขยับ เจียงเมี่ยวอีก็รีบเปลี่ยนไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น “ป้าเซี่ย พี่หญิงเสี่ยวเยว่ พวกท่านช่วยข้าที ข้าจะช่วยให้พวกท่านได้อยู่กับท่านพ่อ ท่านพ่อชอบให้ใช้กำลังรวบหัวรวบหาง ข้าจะวางยาเขา… อ๊าย~!”
เจียงเมี่ยวอีพูดไม่ทันจบก็โดนตีแล้ว
เสียงวี้ดว้ายดังก้องในอาคาร
คนอื่น ๆ ต่างระเบิดหัวเราะ
ที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศสุขสงบเบิกบาน กลบความเศร้าหมองยามภพแร้นแค้นถูกทำลายไป
ยามเห็นบุคคลรอบกายเสสรวลปรีดา ในที่สุดเจียงผิงอันก็เข้าใจว่าเหตุใดบิดาเขาทำงานในนาเหนื่อยอ่อนทุกวัน ไฉนจึงยังแย้มยิ้มเป็นสุขยามกลับบ้านมา
ไม่ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหน ยามเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นที่รัก หัวใจก็เปี่ยมกำลังวังชา
เจียงผิงอันยิ่งเข้าใจความหมายของการฝึกฝนลึกซึ้งขึ้น ทุกความพยายามคุ้มค่าแล้ว
บนเรือศึก เจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียนเรียกเจียงผิงอันมาหาเป็นการส่วนตัวในห้อง แล้วเปิดค่ายกล
“เจ้าสำนักมีเรื่องใดหรือขอรับ?”
เรือศึกล้วนแล้วแต่เป็นคนกันเอง ทว่าเจ้าสำนักกลับยังเปิดค่ายกล ต้องมีเรื่องสำคัญอันใดเป็นแน่
เซียวเหลียงเหยียนพูดอย่างเคร่งขรึม “เราไม่รู้ว่าราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยคิดการใดอยู่ ทุกสิ่งต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์แย่ที่สุด หากมีการลอบโจมตี ข้าจะสู้ตายเพื่อส่งเจ้าออกไป เจ้าต้องหนีไปนะ”
หัวใจเจียงผิงอันสะท้าน “เจ้าสำนักจะบอกว่า การประลองนี้อาจมีผู้ซุ่มโจมตีอยู่หรือขอรับ?”