สู่วิถีอมตะ - บทที่ 868 อย่าได้ทรยศต่อสามีของท่านเลย
บทที่ 868 อย่าได้ทรยศต่อสามีของท่านเลย
การประลองสิ้นสุดลง วิกฤตของแดนจันทร์มายาได้คลี่คลายลงชั่วคราว
ปวงชนในสำนักเซียนอวี่หวงต่างมีสีหน้าภาคภูมิใจ วิกฤตครานี้ถูกไขโดยสำนักเซียนอวี่หวงและเจียงผิงอัน ทำให้พวกเขารู้สึกมีหน้ามีตาอย่างยิ่ง
ขุมกำลังต่าง ๆ ได้พูดคุยกันสั้น ๆ แสดงการยอมรับต่อสำนักเซียนอวี่หวงและเจียงผิงอันก่อนจากไป
เมื่อกลับมาบนเรือศึก เจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียนได้มอบศาสตราเซียนหลายชิ้นให้แก่เจียงผิงอันเป็นการส่วนตัว
เมื่อครู่มีคนมากมาย หากให้ผู้อื่นรู้ว่าศาสตราเซียนล้ำค่าเหล่านี้อยู่กับเจียงผิงอัน นั่นจะเป็นอันตรายอย่างแน่นอน เพลานี้ไร้ผู้คน จึงมอบศาสตราเซียนให้เจียงผิงอัน
ศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์ห้าชิ้นแผ่รัศมีลึกลับทรงพลัง เจิดจรัสทั่วทั้งห้อง
“ใต้เท้าเจ้าสำนัก ข้าขอรับไว้เพียงสองชิ้นก็พอ ที่เหลือมอบให้สำนักเถิด”
แม้เจียงผิงอันจะโหยหาสมบัติ แต่คนเราไม่ควรโลภมากเกินไป
เมื่อสำนักเข้มแข็ง เขาจึงจะได้รับการปกปัก หากส่งมอบทรัพยากรบางส่วน สำนักก็จะดูแลเขาเป็นพิเศษ นี่คือมารยาทของโลกหล้า
“ศาสตราเซียนนี้ แต่เดิมก็เป็นของที่เจ้าชนะมาเอง หากข้ารับไว้ จะเหมาะสมหรือ?” เจ้าสำนักกล่าว
เซียวเหลียงเหยียนไม่ได้รับศาสตราเซียนเหล่านี้ไว้ “เจ้าฉลาดและถ่อมตน แม้ได้ทรัพยากรเหล่านี้ไปก็จะไม่โอ้อวด อีกทั้งไม่มีนิสัยเสีย จะไม่ใช้ศาสตราเซียนเหล่านี้อย่างสิ้นเปลือง”
“แม้บัดนี้เจ้าจะยังใช้ศาสตราเซียนเหล่านี้ไม่ได้ แต่สามารถนำไปแลกเป็นทรัพยากรได้ เจ้าต้องการทรัพยากรอันใด ให้นำศาสตราเซียนมาหาข้าเพื่อแลกเปลี่ยนได้”
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับศาสตราเซียนเหล่านั้นไว้
ศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์ที่มีราคาสูง หากนำออกไปภายนอกย่อมก่อให้เกิดการนองเลือด แม้แต่สำหรับสำนักเซียนอวี่หวงแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า
เจ้าสำนักตรงหน้าย่อมมีความปรารถนาในใจ ทว่าเขากลับอดกลั้นได้
หากเป็นผู้อื่น อย่างน้อยก็คงจะหยิบไปสักสองสามชิ้น
แต่เซียวเหลียงเหยียนกลับมิได้ทำเช่นนั้น
เจียงผิงอันจึงรู้ว่าตนเองมิได้เลือกสำนักผิด “ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าสำนัก”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก นี่เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับอยู่แล้ว สำนักเซียนอวี่หวงมีพวกเจ้าเหล่าอัจฉริยะรุ่นหลังเช่นนี้ ย่อมจะยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นแน่นอน”
เซียวเหลียงเหยียนนึกถึงสำนักที่มีเจียงผิงอันและเหมียวเสียเป็นศิษย์ชั้นยอด อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดัง ๆ “กลับไปฝึกฝนเถิด ข้ารอคอยวันที่เจ้าจะสามารถแบกธงใหญ่ของสำนักได้”
“เช่นนั้นศิษย์ขอตัว”
เจียงผิงอันประสานมือคำนับแล้วหมุนตัวจากไป
เขาไม่รู้ว่าตนเองจะสามารถแบกธงใหญ่ของสำนักได้หรือไม่ แต่เขารู้ว่าสำนักปฏิบัติต่อตนด้วยความจริงใจ เขาจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อปกป้องสำนักอย่างแน่นอน
กลับมาถึงห้องบนเรือศึก เหมียวเสียพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเจียงผิงอัน แล้วเกาะตัวเขาไว้ ดวงตางามเปี่ยมความชื่นชม “เจ้าบื้อ เจ้าเก่งจริง ๆ”
เยี่ยหมิงผู้นั้นเป็นทารกสวรรค์ตามตำนาน เกิดมาก็ได้รับการยอมรับจากเต๋าเซียน มีพลังระดับเซียน
แต่ผู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้กลับพ่ายแพ้ให้แก่เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าเก่งกาจอันใด เพียงแต่อีกฝ่ายยังเยาว์วัยเกินไป หากเขามีอายุมากกว่านี้สักหน่อย การต่อสู้ครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายดายเช่นนี้”
“ข้าไม่สนหรอก ยังไงเจ้าบื้อก็เก่งที่สุด” เหมียวเสียงับแก้มเจียงผิงอัน “มาเถิด ข้าจะให้กำเนิดผิงอันน้อยให้เจ้าเป็นฝูงเลย”
เจียงผิงอัน “…”
ศิษย์พี่หญิงผู้นี้หมดจำนงศึกไปกับร่างของเขา
บางฝ่ายสุขสม บางฝ่ายตรอมตรม
บนเรือศึกของเคหาสน์เซียนเทียนหลาน โอวหยางหงอวิ้นมีสีหน้าหม่นหมอง ราวกับบุตรชายเสียชีวิต
ไม่ถูกต้อง! บุตรชายคนหนึ่งของเขาถูกเจียงผิงอันและเหมียวเสียสังหารไปแล้ว
เหล่าผู้อาวุโสนั่งรวมตัว ทั่วทั้งห้องประชุมบนเรือศึกเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจเสียงดัง เกรงว่าจะทำให้โอวหยางหงอวิ้นไม่พอใจ
“พวกเจ้ากล่าวอันใดบ้างสิ เพลาควรทำอย่างไร เจ้าเด็กเหลือขอนั่นบรรลุเซียนแล้ว บัดนี้ควรจัดการกับมันอย่างไร หากไม่จัดการมันตอนนี้ พอเข้าสมรภูมิ พวกเจ้าทั้งหมดจะถูกมันสังหาร!”
พลังต่อสู้ของเจียงผิงอันเป็นที่ประจักษ์ แม้แต่เยี่ยหมิงยังพ่าย ไม่มีผู้ใดในระดับเดียวกันสู้ได้ แล้วจะกล่าวไปใยถึงเซียนมนุษย์ของสำนักเซียนเทียนหลานพวกเขา
เซียนในระดับเดียวกันมีความสามารถใกล้เคียงกัน แม้จะบาดเจ็บในการต่อสู้ ทว่าโอกาสเสียชีวิตก็น้อย แต่เจียงผิงอันผู้นี้เป็นคนผิดแผก พลังดูดกลืนอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ดูดผู้ใดก็ตายผู้นั้น
หากเกิดการปะทะกับสำนักเซียนอวี่หวงอีก สำนักเซียนเทียนหลานของพวกเขาจะได้รับความเสียหายอย่างมหาศาลอย่างแน่นอน
เหล่าเซียนมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไร
จางจื้อหยวน ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาหลอมศาสตราเงยหน้าขึ้นทันใดและเอ่ยว่า “พูดตามตรง เคหาสน์เซียนเทียนหลานของพวกเราสู้สำนักเซียนอวี่หวงไม่ได้แล้วในด้านพลังต่อสู้ บัดนี้หากต้องการไล่ตามสำนักเซียนอวี่หวงให้ทัน ก็ต้องเริ่มจากด้านอื่น”
“ข้าขอเสนอให้ทุ่มทุนไปซื้อตำราประดิษฐ์อักขระเซียนจากสำนักนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่ง ‘สำนักร้อยศาสตรา’ มาสักเล่ม มีแต่วิธีนี้ เราจึงมีโอกาสทำความเข้าใจชิ้นส่วนนั่น แล้วจึงสร้างศาสตราเซียนที่แข็งแกร่งกว่ามาล้มสำนักเซียนอวี่หวงได้”
โอวหยางหงอวิ้นรู้ว่าชิ้นส่วนที่จางจื้อหยวนพูดถึงคืออะไร จึงถามว่า “มีโอกาสสักเท่าใดที่จะเข้าใจชิ้นส่วนนั้น?”
“ขอเพียงซื้อตำรำประดิษฐ์อักขระเซียนขั้นสูงและเรียนรู้อักขระเซียนมากขึ้น ข้ารับรองว่าต้องเข้าใจได้แน่นอน” จางจื้อหยวนรับประกัน
แม้ปากเขาจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจก็ไม่มั่นใจว่าจะบรรลุได้หรือไม่ เขาเพียงแต่ฉวยโอกาสตอนที่สำนักยังไม่เสื่อมถอยให้รีบซื้อตำรำประดิษฐ์อักขระเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวเขาไม่น้อย
หากเคหาสน์เซียนเทียนหลานเสื่อมถอยลง เขาก็สามารถอาศัยความสามารถในการประดิษฐ์ขั้นสูงหนีไปยังภพอื่นและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้
โอวหยางหงอวิ้นครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็กัดฟันตัดสินใจ “ดี ซื้อเลย!”
บัดนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว หากไม่ลดช่องว่างระหว่างพวกเขากับสำนักเซียนอวี่หวง เคหาสน์เซียนเทียนหลานของพวกเขาก็อาจจะเสื่อมถอยลงได้
บัดนี้ด้แต่เสี่ยงดวงเท่านั้น
แม้ว่าอาจจะต้องใช้ทรัพยากรมากมาย ทว่าหากสามารถเข้าใจเศษศาตราเทพนั้นได้ ทั้งหมดก็คุ้มค่า
อีกด้านหนึ่ง บนเรือศึกของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย
เยี่ยหมิงผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาไร้ประกาย ทรุดตัวลงนั่งพึมพำบนพื้น “ข้าแพ้ได้อย่างไร ข้าแพ้ได้อย่างไร…”
เขามิอาจยอมรับความจริงที่ตนพ่ายแพ้ได้
จักรพรรดิราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย เห็นสภาพของเขาเช่นนั้น ก็รู้สึกจนปัญญา “ดูเหมือนว่าการพ่ายการประลองครานี้จะเป็นเรื่องดีสำหรับเจ้า เพียงแค่แพ้การประลองครั้งเดียวก็กลายเป็นเช่นนี้ จิตใจอ่อนแอเกินไป จำเป็นต้องขัดเกลา”
“ข้าจะยื่นคำร้องขอสิทธิพิเศษไปยังสำนักศึกษาชางจือเมื่อเจ้าได้เข้าไปในสำนักศึกษาชางจือ จงฝึกฝนอย่างตั้งใจในนั้น ฝึกฝนไปสักระยะ พลังของเจ้าจะต้องเหนือกว่าเจียงผิงอันแน่นอน เมื่อถึงกาลนั้นเจ้าค่อยท้าทายเจียงผิงอันอีกครา”
เยี่ยหมิงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำปลอบประโลม กำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายไม่ยอมแพ้ “พรสวรรค์ของข้ามิได้ด้อยกว่า เพียงแต่เวลาฝึกฝนสั้นเกินไป คราวหน้าข้าจะต้องสังหารมันให้จงได้!”
เขาเชื่อว่าสาเหตุที่ตนพ่ายแพ้ก็เพราะอายุน้อยเกินไป หากตนมีอายุเท่ากับเจียงผิงอันก็คงไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน
ผลการประลองระหว่างแดนจันทร์มายากับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยแพร่สะพัดไปทั่วสองภพอย่างรวดเร็ว สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย
ชื่อของเจียงผิงอันเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าเจียงผิงอันไม่ได้สนใจเรื่องชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าแต่อย่างใด สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือคำพูดของผู้อาวุโสอวิ๋นเหยาที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อกลับถึงสำนัก อวตารของเจียงผิงอันก็เข้าสู่โ่ลกใบน้อย มอบศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์ทั้งห้าชิ้นให้แก่อวิ๋นเหยา
“ท่านผู้อาวุโส ข้าได้รับชัยในการประลองเพื่อให้ได้มาซึ่งศาสตราเซียนแล้ว ท่านเคยกล่าวไว้ว่าศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์หนึ่งชิ้นสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้หนึ่งครั้ง ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ?”
อวิ๋นเหยาลุกขึ้นนั่งจากโลงแก้วผลึก กล่าวว่า “มาเถิด เข้ามา”
“เข้าไป? เข้าไปที่ใด?” เจียงผิงอันถามอย่างสงสัย
“เข้ามาในโลงแก้วผลึก” อวิ๋นเหยาใช้นิ้วเรียวบางลูบไล้ขอบโลงแก้วผลึกเบาๆ
เจียงผิงอันมองดูโลงแก้วผลึกที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ท่านผู้อาวุโส ข้าขอให้ท่านคิดให้รอบคอบด้วย อย่าได้ทรยศต่อสามีของท่านเลย!”
อวิ๋นเหยา “???”