สู่วิถีอมตะ - บทที่ 869 สัญจรข้ามมิติเวลา
บทที่ 869 สัญจรข้ามมิติเวลา
“ในหัวเจ้าคิดอะไรอยู่กันหา!”
อวิ๋นเหยาเดือดดาลจนเกือบลุกจากโลงแก้วผลึกมาตบชายผู้นี้สักสองสามฉาด
“โลงแก้วผลึกของเซียนผู้นี้เป็นศาสตราเซียนพิเศษ สามารถทำให้เจ้าได้เห็นอนาคตได้ แค่เจ้าเข้ามาในโลงแก้วผลึกนี่ก็พอแล้ว เลยให้เจ้าเข้ามาไง”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็ผ่อนหายใจโล่งอก สตรีผู้นี้ทำเขาตกใจหมด นึกว่าอวิ๋นเหยาจะทำอะไรเขาเสียแล้ว
อวิ๋นเหยาเห็นสีหน้าโล่งใจของเจียงผิงอัน ใบหน้าก็บูดบึ้งทันที
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความเช่นไร? หากเซียนผู้นี้จะครอบครองเจ้า เจ้าก็รู้สึกแย่มากหรือ? เจ้าดูหมิ่นข้าใช่หรือไม่?”
อวิ๋นเหยารู้สึกเหมือนตนถูกดูแคลน นางเลิศล้ำไร้เทียมทาน เป็นสตรีผู้ทำให้ทั้งภพเซียนคลั่งไคล้ แต่กลับถูกบุรุษผู้นี้รังเกียจ
อวิ๋นเหยาควบคุมหุ่นเชิดให้เตะเจียงผิงอันปลิวเข้าโลงแก้วผลึก
เจียงผิงอันสัมผัสได้เพียงว่าใบหน้าไปกระทบอะไรนิ่ม ๆ เข้า ก่อนที่บาทานุ่มเนียนสีขาวข้างหนึ่งจะเหยียบบนอกเขา ร่างถูกถีบกระเด็นไปชนอีกฟากโลง
ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้เจียงผิงอันรู้สึกราวกระดูกจะแตก
อวิ๋นเหยาไม่สนใจความรู้สึกของเจียงผิงอัน “วาทะต่อไปของเซียนผู้นี้ เจ้าต้องตั้งใจฟังให้ดี มีประเด็นสำคัญอยู่หลายจุดเลยนะ”
“หนึ่งคือ หลังจากข้าสละศาสตราเซียน โลงแก้วผลึกนี้จะทำงาน พาเจ้าไปยังช่วงเวลาหนึ่งหลังเจ้าตกตาย หากเจ้าไม่ตาย โลงแก้วผลึกนี้จะไร้ปฏิกิริยา”
“สองคือ การเคลื่อนเวลาที่เจ้าจะได้สัมผัสในนั้นเทียบเท่าสัจธรรม อีกฝั่งผ่านกาลนานเพียงไร สัจธรรมก็จะผ่านไปตามนั้น ต้องจำให้ขึ้นใจ”
“สาม สืบสาเหตุการตายของเจ้า และเมื่อกลับมา จงเตรียมรับมือวิกฤติให้ดี”
เมื่อเจียงผิงอันได้ยินเช่นนี้ เขาก็ผงะไป “ข้าจะถูกส่งไปยังจุดเวลาหนึ่งหลังตกตายไป? ท่องมิติเวลา? โลกนี้มีท่องมิติเวลาอยู่จริง ๆ หรือ? สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้หรือไม่?”
การสัญจรข้ามมิติเวลาเป็นตำนานเสมอมา ก่อนหน้านี้เขาอยากคืนชีพบุพการี จึงถามเหมียวเสียว่าภพเซียนข้ามมิติเวลาไปแก้อดีตได้หรือไม่ แต่เหมียวเสียบอกว่าไม่มีพลังนี้อยู่เลย
โลงแก้วผลึกนี่ แท้จริงมีความสามารถท้าทายสวรรค์เพียงนี้เลยหรือ!
หากสามารถย้อนเวลากลับไป บางทีเขาอาจเปลี่ยนชะตาบุพการีได้!
อวิ๋นเหยาเหยียบอกเจียงผิงอันคาไว้พลางกล่าวอย่างสุขุม “โลงแก้วผลึกมิอาจเห็นอดีต เห็นได้เพียงอนาคต ส่วนจะเป็นการท่องมิติเวลาของจริงหรือไม่ ข้าไม่แน่ชัด เพราะข้าก็ไม่เคยใช้เหมือนกัน”
เจียงผิงอันผิดหวังเล็กน้อย “ในเมื่อผู้อาวุโสไม่เคยใช้ ผู้อาวุโสรู้ได้อย่างไรกัน?”
“ช่างซักไซ้เสียจริง ยามเจ้าควรได้รู้ เจ้าก็ได้รู้เองแหละน่า”
อวิ๋นเหยาหงุดหงิดเล็กน้อย มิพูดอะไรมาก
เพียงหนึ่งโบกมือ กระบี่เซียนสวรรค์เล่มหนึ่งก็เหินสู่ฟ้าเหนือโลงแก้วผลึก
ขณะนี้ โลงแก้วผลึกเปล่งรัศมีเรืองรองออกปกคลุมกระบี่เซียน อักขระเซียนลึกลับบนฟ้าแล่นพล่านในโลกของเจียงผิงอันดุจปาฏิหาริย์
เจียงผิงอันรู้สึกว่าโลงแก้วผลึกตัดขาดจากโลกภายนอก ภาพมากมายแล่นไหลผ่านหน้า เห็นคลับคล้ายมีหัตถ์ใหญ่ปรกนภาข้างหนึ่งพุ่งเข้าใส่เขา สัมผัสได้ถึงวิกฤติชีวิตบีบเค้น
เจียงผิงอันหน้าถอดสี “นี่มันอะไร! หัตถ์ใหญ่นั่นจู่ๆ ก็โผล่มาได้เยี่ยงไร!”
เขาอยากกางเกราะป้องกันแล้วถอยหนี ทว่าภายใต้แรงกดดันจากหัตถ์ใหญ่นั้น เขามิอาจหนีได้เลย
เมื่อหัตถ์ใหญ่ข้างนั้นฟาดลง จู่ ๆ สมองของเขาก็อื้ออึง ทุกภาพดับสลาย ทุกความรับรู้มลายสิ้น ร่างของเขาแน่นิ่งไม่อาจขยับ
“นี่หรือคือความตาย…”
เจียงผิงอันประสบความตายอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก มันช่างไร้กำลัง เจ็บปวดและค้างคาใจ……
ไม่รู้ว่านานเพียงไร จู่ ๆ เจียงผิงอันก็คืนการควบคุมตัวเองแล้วลุกขึ้นยืน
เปรี้ยง!
เขารู้สึกเหมือนชนอะไรสักอย่าง ฝุ่นดินทรายขโมงใหญ่กระจายจากตัว
ยามคืนสติกลับมา เจียงผิงอันก็พบว่าตนยืนอยู่ในหลุมดิน เบื้องหลังเขามีป้ายศิลา หรือพูดให้ถูกคือป้ายหลุมศพตั้งอยู่
‘สุสานผู้อาวุโสเจียงผิงอัน’
เมื่อเห็นอักษรเหล่านี้ สมองเจียงผิงอันก็ระเบิดเปรี้ยง
ผู้อาวุโสอวิ๋นเหยาเพิ่งกล่าวไว้ ว่าหากตัวเขาตายในภายหน้า เขาจะข้ามมิติเวลามา
ยามนี้ เขาออกจากโลงแก้วผลึกมาโผล่ที่นี่ ย่อมหมายความว่าเขาตายลงในสักวันจริง ๆ!
เขาตายได้อย่างไร?
เจียงผิงอันมองไปรอบ ๆ ทั่วฟ้าดินล้วนหม่นหมอง หมู่เมฆาหนาแน่น สุญตาแหลกร้าว นอกจากสายลมอันชวนหดหู่ ก็ดูไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในหล้าเลย
ใต้มวลเมฆาดำหมองมีป้ายหลุมศพศิลากระจายทั่วขุนเขา ปราณมรณะคละคลุ้งทั่วทิศน่าอึกอัด
ยามเจียงผิงอันสังเกตเห็นข้อความบนป้ายหลุมศพใกล้เคียง สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน
‘สุสานภรรยาที่รักเมิ่งจิง’ ‘สุสานบุตรีที่รักเจียงเมี่ยวอี’ ‘สุสานบุตรีที่รักเจียงเสียวเสวี่ย’ ‘สุสานอาจารย์หวังเหริน’ ‘สุสานศิษย์พี่หญิงเหมียวเสีย’ ‘สุสานเจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียน’ ‘สุสานเซี่ยชิง’ ‘สุสานเฉียนฮวั่นโหรว’ ……
เจียงผิงอันรู้สึกชาวาบทั้งกาย ร่างทรงตัวไม่อยู่ ทรุดลงนั่งกับพื้นทันที
“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!”
ปรากฏว่านี่คือสุสานของพวกเมิ่งจิง!
เจียงผิงอันลนลาน ส่งจิตสัมผัสทะลวงถึงสุสานทั้งหลาย คิดสำรวจสถานการณ์ภายใน
ยามจิตสัมผัสเห็นภาพภายในสุสาน ร่างของเจียงผิงอันพลันสั่นเทิ้มรุนแรง
เมิ่งจิงและเจียงเมี่ยวอีซึ่งเดิมเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา บัดนี้เย็นเยียบแตกหัก เห็นคนที่เขารักในสภาพเช่นนี้ หัวใจก็เกินทนดุจถูกฉีกกระชาก เหมือนมีมีดเหล็กเชือดเฉือน แสนเจ็บปวดเกินหายใจ
ร่างของเจียงผิงอันทรุดลงคุกเข่ากับพื้น พยายามขานนามพวกนาง แต่เสียงก็เหมือนอุดค้างในลำคอ มิอาจหายใจได้ เขาพยายามสูดหายใจอย่างสิ้นหวัง ทว่าอากาศรอบข้างก็ทิ่มแทงปอดของเขาดุจเข็มเหล็ก คำตะโกนอันไร้เสียงฉีกวิญญาณของเขาเป็นเสี่ยง ๆ
มีเพียงหยาดน้ำตาสองสายที่ระบายความรู้สึกในใจเขาออกมาได้
‘ตายแล้ว ทุกคนตายหมดแล้ว……’
แม้เจียงผิงอันจะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดตรงหน้ามิได้เกิดขึ้น เป็นเพียงเหตุการณ์ในภายหน้า แต่เมื่อมาเห็นซากศพญาติมิตรใกล้ชิด ความรู้สึกไร้กำลังและเจ็บปวดก็ยังแผ่ซ่านทั่วสรรพางศ์กาย
“อ๊าก!”
เนิ่นนานจากนั้น ในที่สุดเจียงผิงอันก็เปล่งเสียงได้ เขาเงยหน้าแผดร้องก้องนภา เสียงคำรามสั่นสะท้านทั่วทิศ สุญตาแหลกถล่ม วายุตลบโถม
มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? เขาตายได้อย่างไร? ไฉนบุคคลรอบข้างที่เขารักจึงตายหมด? ไฉนเจ้าสำนักก็มีอันเป็นไปด้วย? สำนักเซียนอวี่หวงไปเผชิญเรื่องเช่นไรมา?
“เกิดอะไรขึ้น? มิใช่สุสานของสำนักเซียนอวี่หวงถูกทิ้งร้างนานแล้วหรือ?”
เสียงของชายผู้หนึ่งดังจากเหนือเมฆา
“เวรเอ๊ย! เหมือนจะมีใครมาถึงก่อนเราแล้ว”
วินาทีต่อมา แสงสองสายก็โรยจากฟ้ามาล้อมเจียงผิงอันไว้
ฝ่ายบุรุษร่างผอมสูง สวมชุดเกราะสีแดงและถือขวานในมือ
บนตัวฝ่ายสตรีปกคลุมด้วยชั้นอาภรณ์บางเบา พวกมันร่ายรำกลางวายุ คนตาดี ๆ จะเห็นอะไรต่อมิอะไรบนตัวนางได้มาก
หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนมองเจียงผิงอันซึ่งคุกเข่าร่ำไห้กระซิกอยู่แล้วโยนธงค่ายกลออกไปใส่เขาทันทีพลางเอ่ยเสียงเย็น “ส่งสมบัติที่เจ้าพบที่นี่มา หาไม่เจ้าจะได้อยู่มิสู้ตาย!”
ตัดสินจากคลื่นพลังของคนผู้นี้ บุรุษผู้นี้ก็แค่เซียนมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในขอบเขตเดียวกับพวกเขา
หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนและสามีปล้นสุสานมาหลายปี มีไพ่ตายมากมายกับตัว อย่าว่าแต่เซียนมนุษย์เพียงหนึ่ง ต่อให้เผชิญหน้าเซียนปฐพี พวกเขาก็ยังต่อสู้ได้ไม่น้อยหน้า
เจียงผิงอันราวกับไม่ได้ยิน มือของเขาลูบไปบนป้ายสุสานของเมิ่งจิงและเจียงเมี่ยวอีด้วยดวงตาพร่ามัวจากหยาดน้ำ
“หูหนวกหรือไร? ส่งสมบัติที่เจ้าพบที่นี่มา! อย่าบังคับให้เราไปล้วงมาเองนะ!” เจิ้งอี้เหล่ยเห็นเจียงผิงอันไม่ขยับก็หน้าง้ำ เหวี่ยงขวานในมือให้เฉี่ยวเจียงผิงอันไปทันที
“ตู้ม~!”
พริบตานั้น หลุมลึกปรากฏบนพื้น ป้ายหลุมศพมากมายถล่มแหลก ซากศพแตกหักกระจายลงสู่รอยแยก
เจิ้งอี้เหล่ยอัดแน่นด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ คิดจะข่มขวัญชายตรงหน้า
แม้พวกเขาสามีภรรยาจะมีไพ่ตายมากมาย แต่คนผู้นี้ก็ยังเป็นเซียนขอบเขตเดียวกัน หากสู้กันจริง ๆ ก็ยังเหนื่อยยากยิ่ง
ตราบใดที่คนตรงหน้ามิได้โง่ พูดรู้เรื่องสักหน่อย เห็นฤทธาพวกเขาผัวเมีย ก็จะส่งสมบัติมาแล้วจากไป
เมื่อเห็นสุสานญาติมิตรศิษย์ร่วมสำนักมากมายพังทลายหายไป มือของเจียงผิงอันบนป้ายสุสานก็ชะงัก น้ำตาหยุดไหลกะทันหัน ความเจ็บปวดสุดแสนแปรเปลี่ยนสู่โทสะในบัดดล
“พวกเจ้าวอนตาย!!”
จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวปะทุดุจภูเขาไฟ โทสะและความรวดร้าวของเจียงผิงอันพบที่ให้ระบาย