สู่วิถีอมตะ - บทที่ 870 สำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลาย
บทที่ 870 สำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลาย
จิตสังหารจากกายเจียงผิงอันถูกปลดปล่อยอย่างไร้สำรวม
โจรปล้นสุสานทั้งสองรู้สึกเพียงโลกทั้งใบหมุนติ้ว ทั่วกายปกคลุมด้วยสัมผัสวิกฤติเฉียดตาย
ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาสัมผัสปราณชวนสะพรึงเช่นนี้ได้ก็ยามพบยอดฝีมือเซียนปฐพีหลับไหลอยู่ยามปล้นสุสานแห่งหนึ่ง
ทั้งสองต่างขนลุกซู่ คนผู้นี้ใครกัน ไฉนจึงมีจิตสังหารน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!
พวกเขาอยากกระตุ้นธงค่ายกลที่เพิ่งจัดเสร็จเพื่อฆ่าคนผู้นี้เสีย แต่ก็ต้องขวัญผวาเมื่อพบว่าปราณในกายพวกตนแข็งค้างภายใต้จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนี้ มิอาจขยับโคจรได้
วินาทีต่อมา วิญญาณของพวกเขาก็รู้สึกราวถูกขยำขยี้จากภายใน เยี่ยงหัตถ์ใหญ่คู่หนึ่งฉีกกระชากมันเป็นเสี่ยง ๆ
การโจมตีวิญญาณ!
คนผู้นี้ยังเป็นผู้ฝึกจิตด้วย!
‘ปลิดวิญญาณ’ วิชาพลังวิญญาณซึ่งเจียงผิงอันสร้างขึ้นเป็นลำดับสาม บรรลุมันในสมรภูมิจำลอง ณ โลกใบน้อยของราชินีปีศาจ สามารถขยำขยี้ฉีกกระชากวิญญาณศัตรูด้วยจิตสังหารอันทรงพลังของมัน
การโจมตีนี้ฆ่าพวกเขาไม่ได้ แต่ก็ทำให้พวกเขาบาดเจ็บได้
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ มันสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายในระยะเวลาสั้น ๆ
ยามทั้งสองคิดหนี ก็พบว่าคอของพวกตนถูกอีกฝ่ายกำไว้แน่น อำนาจเต๋าเซียนห้าสายก่อตัวเป็นพันธนาการอันน่าสะพรึงกลัว
คู่เนตรแดงฉานจ้องมองคนทั้งสองดุจสายตามาร ทำให้วิญญาณของหม่าเยวี่ยนเยวี่ยนและเจิ้งอี้เหล่ยสะท้านเทิ้ม
คนผู้นี้เป็นใครกัน ไฉนจึงน่ากลัวได้เช่นนี้ เหมือนเป็นยอดฝีมือเซียนปฐพีไม่มีผิด!
“ใต้เท่าอย่าฆ่าเราเลย เราเต็มใจมอบอาวุธวิเศษและศาสตราเซียนทั้งหมดให้!”
เจิ้งอี้เหล่ยทิ้งขวานในมือ รีบร้องขอความเมตตา ผู้รู้กาลเป็นยอดคน บุคคลตรงหน้านี่มิใช่ผู้ที่พวกเขารับมือด้วยได้แน่นอน
หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนในอาภรณ์บางเบาแสดงท่าทีออดอ้อน ยื่นลิ้นยาวออกมาเลียมือเจียงผิงอันพลางเอ่ยเสียงอ่อนหวาน
“ใต้เท้า ข้าเต็มใจชดใช้ให้ท่าน ท่านจะทำอะไรข้าก็ได้ ผู้น้อยยอมทุกอย่างเจ้าค่ะ”
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันมองคราบน้ำลายติดมือด้วยสีหน้ารังเกียจ เขาขยี้คอสตรีผู้นั้นทันที เบื้องหลังเขาปรากฏหลุมดำ ตรวนประกาศิตพุ่งออกมารัดร่างของนางลากกลับเข้าหลุมดำไป มิให้โอกาสอีกฝ่ายในการหนีหรือใช้ไพ่ตายใดทั้งสิ้น
เพียงพริบตา หนึ่งยอดฝีมือขอบเขตเซียนก็สาบสูญจากโลกหล้า
เจียงผิงอันใช้ปราณเซียนล้างคราบน้ำลายบนมือออกไป
เจิ้งอี้เหล่ยตะลึงไป เพียงพริบตาภรรยาเขาก็สิ้นลม นี่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนมนุษย์จริง ๆ หรือ? ไฉนเหมือนเซียนปฐพีเช่นนี้?
แม้หัวใจของเจิ้งอี้เหล่ยจะเต็มไปด้วยโทสะและจิตสังหาร ทว่าเขาก็มิกล้าแสดงออกด้วยกลัวจะถูกอีกฝ่ายสังหาร
“ผะ… ผู้อาวุโส ท่านต้องการอะไร ข้าจะให้หมดเลย ท่านอย่าฆ่าข้าเลยนะ”
“ข้าถาม เจ้าตอบ”
เสียงของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ “ที่นี่ที่ไหน?”
“ระ… เรียนใต้เท้า ที่นี่คือสุสานของสำนักเซียนอวี่หวงขอรับ”
เจิ้งอี้เหล่ยงุนงงยิ่ง เจ้านี่ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่
“สถานการณ์ปัจจุบันของสำนักเซียนอวี่หวงเป็นเช่นไร?” เสียงของเจียงผิงอันกดต่ำ
ดวงตาของเจิ้งอี้เหล่ยปรากฏเค้าประหลาดใจ “ผู้อาวุโส สำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลายไปพันกว่าปีแล้วขอรับ นี่เป็นเรื่องที่ทราบกันดีนะ”
ได้ยินเช่นนี้ แม้เจียงผิงอันจะพอเดาผลได้ แต่ร่างของเขาก็ยังสั่นเทิ้ม กำมือแน่นขึ้นอย่างเกินควบคุม
เจิ้งอี้เหล่ยรู้สึกเหมือนคอจะหัก ยามจะดิ้นรน เจียงผิงอันก็ปล่อยมือ เค้นเสียงเปี่ยมโทสะเคืองแค้น
“ผู้ใดทำลายสำนักเซียนอวี่หวง!”
“ย่อมมิพ้นสำนักเซียนเทียนหลานซึ่งมีความขัดแย้งกับสำนักเซียนอวี่หวงนั่นแหละ”
จากสีหน้าท่าทีของเจียงผิงอัน เจิ้งอี้เหล่ยเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับสำนักเซียนอวี่หวง
แต่เรื่องเช่นนี้ ถามใครใครก็รู้ ไฉนคนผู้นี้จึงไม่รู้เลย?
“เป็นไปไม่ได้! ความแข็งแกร่งของสำนักเซียนอวี่หวงและสำนักเซียนเทียนหลานทัดเทียมกัน ไม่ว่าสำนักเซียนเทียนหลานจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางทำลายสำนักเซียนอวี่หวงได้หรอก!”
เจียงผิงอันเชื่อคำตอบนี้ไม่ลง
เจิ้งอี้เหล่ยตอบกลับ “กล่าวกันว่าสำนักเซียนเทียนหลานสร้างชุดเกราะพิเศษซึ่งทนต่อความเสียหายระดับเซียนอย่างหมดจดได้ และเซียนสวรรค์กระทั่งสวมเกราะนี้ไปสู้กับเซียนแท้ของราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยได้”
“เจ้าสำนักเซียนเทียนหลานใช้ชุดเกราะนี้สังหารเซียวเหลียงเหยียน เจ้าสำนักเซียนอวี่หวงและเซียนจำนวนมากในสำนักเซียนอวี่หวงลง”
“ผลก็คือ ไม่มีใครในสำนักเซียนอวี่หวงรับมือเจ้าสำนักเซียนเทียนหลานได้ สุดท้ายสำนักก็ถูกกวาดล้าง”
สีหน้าของเจียงผิงอันเครียดขรึม คิ้วขมวดเป็นปม แต่ในใจงุนงงยิ่งกว่า
หนึ่งในอวตารของเขาอยู่ที่ยอดเขาหลอมศาสตราของสำนักเซียนเทียนหลาน พอจะเข้าใจระดับการหลอมอาวุธของสำนักเซียนเทียนหลานอยู่บ้าง ด้วยระดับวิชาหลอมอาวุธของสำนักเซียนเทียนหลาน การสร้างศาสตราเซียนแข็งแกร่งเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลย
ชุดเกราะพิเศษนี้ สำนักเซียนเทียนหลานอาจไปซื้อจากที่อื่น หรือได้มาโดยบังเอิญ
“ยามสำนักเซียนอวี่หวงพินาศ ห่างจากยามแดนจันทร์มายาประชันราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ยเพียงไร?”
เจียงผิงอันสุดแสนยินดี โชคยังดีที่เขาข้ามมิติเวลามาพบก่อน ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงรับมือได้ล่วงหน้า
ต้องขัดขวางมิให้สำนักเซียนเทียนหลานได้ชุดเกราะพิเศษนี้มา
ยามนี้ก็ต้องสืบหาว่าสำนักเซียนอวี่หวงพินาศยามใด จะได้เตรียมการให้ทันเวลา
“ผู้อาวุโส ข้ามิได้มาจากแดนจันทร์มายา หาทราบเรื่องนี้ดีไม่ขอรับ” เจิ้งอี้เหล่ยพูดอย่างระมัดระวัง
เขาเป็นเพียงโจรปล้นสุสานคนหนึ่ง หารู้เรื่องในแดนจันทร์มายามากไม่ ทราบเพียงว่าที่นี่มีสุสานอยู่
“ผู้อาวุโส ท่านยังอยากถามเรื่องใด ทุกสิ่งบนตัวข้าก็ให้ผู้อาวุโสหมดเลย หวังว่าผู้อาวุโสจะไว้ชีวิตข้าด้วย”
เจิ้งอี้เหล่ยอ้อนวอน โยนผลึกเซียนกองใหญ่ โอสถและศาสตราเซียนกองไว้บนพื้น
เจียงผิงอันเห็นอีกฝ่ายจริงใจเพียงนี้ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด จู่ ๆ เจิ้งอี้เหล่ยก็แปะยันต์สีดำแผ่นหนึ่งที่แขนเขา ผสานเข้าไปในกาย
ม่านตาของเจียงผิงอันหดตัว ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งผิดแปลก คิดจะเร่งพลังต่อต้าน แต่ก็พบว่าพลังในกายล้วนถูกตรึงนิ่ง!
“ยันต์นี้กระทั่งเซียนปฐพียังผนึกได้ ตายไปกับเมียข้าซะ!”
เจิ้งอี้เหล่ยสะบัดหลุดจากพันธนาการ ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยว ขวานบนพื้นทะยานขึ้นฟันศีรษะเจียงผิงอันขาดกระเด็นทันที
เจิ้งอี้เหล่ยคว้าขวานสับร่างเจียงผิงอันอย่างบ้าคลั่งจนเป็นเศษเนื้อ
วินาทีต่อมา เขาก็กระตุ้นค่ายกลของตัวเอง เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวลุกโชน เผาผลาญร่างของเจียงผิงอันจนเลือดเนื้อมอดมลาย
“ถุ้ย! ไอ้เวรเอ๊ย ไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด ปู่ผู้นี้ก็มีไพ่ตายมากมายในมือ ยังฆ่าเจ้าได้อยู่ล่ะวะ”
เจิ้งอี้เหล่ยปล้นสุสานมาหลายต่อหลายหน สั่งสมทรัพยากรและสมบัติมากมาย กระทั่งเผชิญเซียนปฐพี เขาก็ยังเอาตัวรอดได้
ที่อ้อนวอนขอความเมตตานั้นเสแสร้งทั้งเพ
เจิ้งอี้เหล่ยถือขวานเปื้อนเลือดในมือ กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “เมียจ๋า สามีล้างแค้นให้เจ้าแล้วนะ ขอวิญญาณเจ้าบนสวรรค์อวยพรให้ข้าหาเมียสวย ๆ ได้เพิ่มสักหน่อยนะ”
เจียงผิงอันไม่คิดเลยว่าชีวิตของเขาจะจบลงเช่นนี้ เขาลอบโจมตีสังหารผู้อื่นเสมอมา ไม่คิดว่าจะมีวันที่เขาถูกผู้อื่นลอบโจมตีสังหารได้
เลินเล่อเกินไปแล้ว เขาดูแคลนเซียนร่วมระดับมากเกินไป พลังต่อสู้ของอีกฝ่ายอาจสู้เขาไม่ได้ แต่พวกเขามีสมบัติที่นำมาสู้กับเขาได้
เขามิใช่คนเดียวในหล้าที่มีสมบัติวาสนา ผู้บรรลุเซียนได้ย่อมมีไพ่ตายติดตัว
‘ข้าจะต้องตายแค่นี้แล้วหรือ… ยังไม่ทันได้ล้างแค้นเลย ไม่เต็มใจยอม!’
เจียงผิงอันรู้สึกราวโลกหล้ามืดมัวลง สติของเขาค่อย ๆ พร่าเลือน
ในโลงแก้วผลึก อวิ๋นเหยามองเจียงผิงอันตรงหน้า ในใจพลันปรากฏความคิดพิกล
“กล้ามท้องผู้ชายนี่สัมผัสมันเป็นเช่นใดหนอ…”
คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นเหยาผู้ใจลอยก็ยกมือขึ้นวางบนกล้ามหน้าท้องเจียงผิงอันแล้วหยิกเบา ๆ
‘โอ้ นี่หรือร่างกายบุรุษเพศ? อุ่น ๆ แข็ง ๆ สบายสัมผัสดีจริง…’
ขณะนั้นเอง เจียงผิงอันพลันลืมตาขึ้น ทำเอาอวิ๋นเหยาสะดุ้งถอยกรูดไปชิดผนังโลงอีกมุมทันที
“เจ้าขยะนี่ ทำศาสตราเซียนสวรรค์ชิ้นหนึ่งเสียไปเปล่า ๆ ทำไมตายไวขนาดนี้หา!”
ใบหน้าของอวิ๋นเหยาแดงก่ำ นึกว่าอีกฝ่ายจะใช้เวลานานกว่าจะกลับมา มิคาดว่าประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว
น่าอับอายเสียจริง เซียนผู้สูงส่งอย่างนางกลับถูกจับได้ยามทำเรื่องไม่ดีคาหนังคาเขา ฆ่าปิดปากเสียดีหรือไม่?