สู่วิถีอมตะ - บทที่ 871 ข้ามมิติเวลาครั้งที่สอง
บทที่ 871 ข้ามมิติเวลาครั้งที่สอง
“ปรากฏว่าความความตายจะส่งข้ากลับมา”
เจียงผิงอันผู้หวนสู่สัจธรรมพูดขึ้นลอย ๆ
หลังจากเผชิญความตายสองหน เห็นซากสังขารบุคคลผู้เป็นที่รัก ระบบความคิดของเขาก็แปรเปลี่ยนดุจคนละคน
ทุกศึกล้วนเหมือนร่ายรำบนปลายมีด ประมาทเพียงน้อยก็จะตกสู่หุบเหวไร้หวนคืน แปรเปลี่ยนเป็นเพียงธุลีใต้นภา สลายสิ้นสู่ความว่างเปล่า
สรรพชีวิตล้วนโหยหาเส้นทางเซียนอันสูงส่ง ตลอดวันคืนที่สัญจรร่อนเร่ ผ่านฤดูกาลร้ายดี เผชิญทุกความเป็นไปในชีวิต ทุกสิ่งก็เพื่อแสวงเส้นทางเซียนอันเป็นอมตะนิรันดร์ มีเพียงเส้นทางเซียนเท่านั้นที่จะมอบพลังก้าวข้ามความเป็นความตายแก่พวกเขา ให้พวกเขากุมชะตาตนเอง เพื่อที่จะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
นี่คือเหตุผลที่ผู้ฝึกตนทั้งหลายฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายและอยากแข็งแกร่งขึ้น
มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้น จึงลดภัยคุกคามและอยู่ยืนยงได้
“ในอนาคตเจ้าเจออะไรมา ไฉนกลับมาเร็วเพียงนี้”
อวิ๋นเหยาละความอยากฆ่าเจียงผิงอัน แสร้งทำเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในเมื่อเจียงผิงอันข้ามเวลาไปได้สำเร็จ หมายความว่าเขาจะตายลงในสักวัน
เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจยาว สะกดอารมณ์อันซับซ้อนในใจแล้วบอกข่าวที่ตนได้มาแก่อวิ๋นเหยา
“เกราะเทพโกลาหล”
เมื่อได้ยินเจียงผิงอันกล่าวถึงศาสตราเซียนที่สำนักเซียนเทียนหลานสร้าง อวิ๋นเหยาก็โพล่งวาทะนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย
“ศาสตราที่สำนักเซียนเทียนหลานสร้างขึ้นนี้ เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับเศษศาสตราเทพ ‘เกราะเทพโกลาหล’”
“เกราะเทพโกลาหลเป็นศาสตราเทพอันทรงพลัง สามารถต้านทาน ดูดซับ กระทั่งสะท้อนการโจมตีของผู้อื่นกลับไปได้”
“ความสามารถการหลอมศาสตราของสำนักเซียนเทียนหลานไม่มีทางสร้างศาสตราเซียนระดับนั้นได้หากให้สร้างกันเอง เช่นนั้น ศาสตราเซียนที่พวกเขาสร้างขึ้นนี้ก็เป็นไปได้สูงมากว่าจะเกี่ยวข้องกับเศษศาสตราเทพ ‘เกราะเทพโกลาหล’”
อวิ๋นเหยาเงยหน้าขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงของนางแผ่วเบาเศร้าสร้อย “ท่านพ่อข้าสวมเกราะเทพนี้ไปสู้กับศัตรูในกาลก่อน แม้เกราะเทพจะแข็งแกร่งมาก แต่พลังต่อสู้ของท่านพ่อข้าแย่ไปหน่อย เขาระเบิดเกราะเทพนี้ตายไปกับตัวเพื่อถ่วงเวลาให้เรา…”
เสียงของอวิ๋นเหยามิอาจปิดบังความเศร้าหมองจนใจ สีหน้าของนางหมองหม่นยากสลาย
แม้เจียงผิงอันจะไม่เห็นหน้าสตรีผู้นี้ เขาก็ยังเข้าใจความรู้สึกนาง
เขาข้ามเวลาสู่อนาคต เห็นความตายของบุคคลผู้เป็นที่รัก ย่อมเข้าใจความรู้สึก
แต่นี่เป็นเพียงเรื่องในอนาคต มันยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่อวิ๋นเหยาเห็นบิดานางสละชีวิตต่อหน้าต่อตามาแล้ว
“ผู้อาวุโส……”
“เซียนผู้นี้มิต้องการให้เจ้ามาปลอบใจ”
อวิ๋นเหยารีบปรับสภาพอารมณ์ กล่าวขัดวาจาเจียงผิงอันแล้วพูดต่อ “แน่นอน ที่ข้าพูดก็เป็นแค่การคาดเดา มันจะเกี่ยวกับ ‘เกราะเทพโกลาหล’ จริงหรือไม่ เจ้าก็ยังต้องออกไปสืบเอง”
เจียงผิงอันกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”
อวิ๋นเหยาอาจเดาถูกแล้ว เช่นนี้เขาก็จะมีแนวทางการสืบเสาะ และโอกาสป้องกันมิให้โศกอนาฏกรรมบังเกิด
“ผู้อาวุโส ยามนี้ข้ารู้แล้วว่าภายหน้าจะเกิดอะไร และพร้อมรับมือ หากข้าข้ามเวลาไปอีกครั้ง ข้าจะเปลี่ยนชะตาของสำนักเซียนอวี่หวงได้หรือไม่?”
เขาทราบแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเขาจะขัดขวางมิให้มันเกิดแน่นอน บางทีเขาก็อาจเปลี่ยนอนาคตไปแล้วก็ได้
อวิ๋นเหยากล่าวเบา ๆ “อนาคตมิใช่สิ่งที่เจ้าจะเปลี่ยนในหนึ่งคำนึงได้ เจ้ายังมีศาสตราเซียนสวรรค์อีกสี่ชิ้น มีโอกาสไปยังอนาคตอีกสี่รอบ ถนอมไว้ให้ดี”
สำหรับเจียงผิงอันในขณะนี้ ศาสตราเซียนสวรรค์เป็นอาวุธวิเศษอันล้ำค่าสุดแสน ใช้หนึ่งชิ้นก็หายไปหนึ่งชิ้น
เจียงผิงอันนั่งในโลงแก้วผลึก เริ่มครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ
“หากข้ายังข้ามเวลาสำเร็จ ก็เท่ากับว่ายังเปลี่ยนชะตาตัวเองและสำนักเซียนอวี่หวงไม่ได้”
“เช่นนั้น ก็มีคำถามบางส่วนที่ต้องค้นหาในอนาคต เช่นหนึ่ง สำนักเซียนอวี่หวงล่มสลายยามใด เมื่อทราบเวลา ก็จะได้เตรียมตัวรับมือได้ล่วงหน้า”
“สอง ศาสตราเซียนที่สำนักเซียนเทียนหลานสร้างเกี่ยวข้องกับเศษศาสตราเทพหรือไม่ หากใช่ อวตารที่ซ่อนอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานก็ต้องไต่เต้าสู่อำนาจโดยเร็วที่สุด”
“สาม ต้องหาว่าข้าตายได้อย่างไร และกลับมาหาวิธีปกป้องตนเอง”
“นอกจากนั้น ยามนี้ข้ารู้แล้วว่าสำนักเซียนอวี่หวงตกอยู่ในอันตราย พาพวกเมิ่งจิงหนีไปก่อนได้ ซ่อนกายในบรรพตเขียว มิต้องกลัวจะไร้ไม้ฟืน ขอเพียงข้ายังมีชีวิต ข้าก็จะมีโอกาสล้างแค้น ข้าก็อาจไม่ตายได้”
หลังจากตัดสินทิศทางในภายหน้าคร่าว ๆ เจียงผิงอันก็กล่าวกับอวิ๋นเหยา “รบกวนผู้อาวุโสแล้ว”
เขาพร้อมข้ามมิติเวลารอบที่สองเพื่อดูว่าตนเตรียมการแล้ว ยังจะตายอีกหรือไม่
อวิ๋นเหยากล่าวเตือน “ไปถึงอนาคตก็ฝึกฝนให้ดีล่ะ อย่าเสียโอกาสไปเปล่า ๆ แม้จะยังมีข้อจำกัดของมิติเวลาอยู่บ้าง เจ้าไม่อาจนำอาวุธวิเศษและทรัพยากรที่นั่นกลับมาได้ แต่เจ้าก็ยังนำการฝึกฝนกลับมาได้”
อวิ๋นเหยาโบกมือเบา ๆ แล้วดาบยาวระดับเซียนสวรรค์เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในโลงแก้วผลึก เริ่มสลายตัวไป
อำนาจลึกลับระเบิดออกจากโลงแก้วผลึก หลากเข้าสู่โลกใบน้อยของเจียงผิงอันอีกครั้ง
เจียงผิงอันกลั้นหายใจอย่างกระวนกระวาย หวาดหวั่นกับการข้ามมิติเวลาอีกครั้ง
ทว่าหัตถ์ใหญ่ที่คุ้นเคยก็ฟาดลงมาอีก ความตายผนึกโอบรอบร่าง ยามหัตถ์นั้นฟาดลงมา สติของเขาก็จมสู่ความมืดดำไปอีกครา
เมื่อเจียงผิงอันลืมตาขึ้นอีกหน เขาก็ปรากฏตัวในพื้นที่เล็ก ๆ อันคับแคบและมืดมิด
มันคือโลงศพ
“ข้าตายอยู่ดีหรือนี่ อุตส่าห์วางแผนหนีแล้ว ไฉนข้ายังตายอีก ข้ามิได้หนีไปหรอกหรือ?”
เจียงผิงอันเหวี่ยงหมัด ฝาโลงระเบิดชั้นฝุ่นควันกระจาย ขณะที่ตัวเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากในโลง
ฟ้าดินมัวหมอง ทั่วทิศอบอวลด้วยปราณมรณะสงัดเงียบ ไร้ร่องรอยชีวิตใด สายลมเย็นพัดโชย ชวนเหงาหงอยหดหู่
ที่นี่ยังคงเป็นสุสานของสำนักเซียนอวี่หวง
สุสานอันตั้งเกลื่อนทั่วขุนเขาทำให้เจียงผิงอันหดหู่ใจสุดแสน
ความรู้สึกสิ้นหวังประดังเข้าสู่หัวใจดุจวารีเชี่ยว สายตาอ้างว้างเหม่อลอย “ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยหรือ……”
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่ง สายตาพลันหันมองป้ายสุสานของตนอย่างเหม่อลอย
‘สุสานบิดาข้าเจียงผิงอัน’
“ข้าจำได้ชัดแจ้งว่าหนก่อน ป้ายสุสานข้าเขียนว่า ‘สุสานผู้อาวุโสเจียงผิงอัน’ นี่!”
เขามองไปที่ป้ายสุสานรอบ ๆ ‘สุสานภรรยาที่รักเมิ่งจิงและหลี่เยว่เยว่’ ‘สุสานเจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียน’ ‘สุสานอาจารย์หวังเหริน’ ……
ป้ายสุสานจำนวนมากหายไปจากละแวกใกล้เคียง บุตรีเขาเจียงเมี่ยวอี เสี่ยวเซียง พี่หญิงเซี่ยชิงและศิษย์พี่หญิงเหมียวเสีย…… ป้ายสุสานของพวกนางหายไป!
ป้ายสุสานเหล่านี้เคยอยู่ใกล้ ๆ เขา ทว่ายามนี้พวกมันหายไปแล้ว
จิตสัมผัสของเขากวาดสำรวจทั่วบริเวณสุสาน แต่ก็ไม่พบป้ายสุสานผู้ใด
บุคคลที่รักเหล่านี้อาจรอดชีวิต หรือพวกนางอาจไร้โอกาสให้ตั้งป้ายสุสาน
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องเหล่านี้ก็แตกต่างจากกาลก่อน หมายความว่าอนาคตเปลี่ยนไปแล้ว
แม้จะเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี
สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความพินาศของสำนักเซียนอวี่หวง และความตายของตัวเขา
“ข้าสาบานจะหนีวิกฤติก่อนจะข้ามมิติเวลามาแท้ ๆ ไฉนข้าจึงไม่หนี…”
เจียงผิงอันนึกสงสัยอยู่ว่าทำไมเขาจึงไม่หนี แต่เมื่อเห็นป้ายสุสานใกล้เคียง เขาก็พลันเข้าใจ
คำสลักบนป้ายหลุมศพของเมิ่งจิง หลี่เยว่เยว่ และหวังเหรินใช้คำว่า ‘ภรรยาที่รัก’ กับ ‘อาจารย์’ หมายความว่าเขาเองที่เป็นผู้ตั้งป้ายสุสานทั้งสาม
คนเหล่านี้ตายก่อนหน้าเขา
การเห็นคนที่รักตาย ด้วยนิสัยของเขา คำว่า ‘ลูกผู้ชายล้างแค้น สิบปีก็ยังไม่สาย’ ไม่เคยมีในหัว เขาจะต้องไปท้าใครสู้ตายอย่างมิอาจควบคุมอารมณ์ได้เป็นแน่
“มิใช่สุสานของสำนักเซียนอวี่หวงถูกทิ้งร้างนานแล้วหรือ? ไฉนจึงยังมีคนอยู่?”
เสียงของชายผู้หนึ่งดังจากเหนือเมฆา
“เวรเอ๊ย เหมือนจะมีใครมาถึงก่อนเราแล้ว!”
แสงสองสายโรยจากฟ้า ล้อมเจียงผิงอันไว้
หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนในอาภรณ์บางเบาน้อยชิ้นโยนธงค่ายกลสะกดเจียงผิงอันไว้ เอ่ยขึ้นเสียงเย็นว่า “ส่งสมบัติที่เจ้าพบที่นี่มา หาไม่เจ้าจะอยู่อย่างแย่กว่าตาย!”
สีหน้าของเจียงผิงอันพิกลทันใด
“พวกเจ้าโผล่มาอีกแล้ว ข้ากลับมาเวลาเดิมหรือนี่?”
“เจ้ารู้จักเรา? เวลาเดิมอะไร?”
โจรบุรุษเจิ้งอี้เหล่ยมองเจียงผิงอันอย่างคลางแคลง ไม่เข้าใจวาทะของอีกฝ่ายแม้เพียงนิด
“ไม่มีอะไรหรอก”
จิตสังหารจากกายเจียงผิงอันถูกปลดปล่อย ใช้การโจมตีจิตวิญญาณ ตรวนประกาศิตกลืนกินปรากฏขึ้น ลากทั้งสองสู่หลุมดำในทันที
ครั้งก่อนเขาถูกชายผู้นี้ลอบโจมตีสังหารลงได้ แต่ครั้งนี้เขาจะไม่เลินเล่อ และเป็นฝ่ายลอบโจมตีก่อน
แม้โจรปล้นสุสานทั้งสองจะคาดไว้แล้วว่าเจียงผิงอันอาจลงมือ แต่ก็มิคาดว่าเขาจะแข็งแกร่งขนาดนี้
ไร้โอกาสใดให้ไหวตัว ก็ถูกลากเข้าไปในหลุมดำกลืนกินแล้ว
หนึ่งรูโหว่พลันบังเกิดกลางอากาศ เจิ้งอี้เหล่ยใช้กริชเซียนมิติพิเศษฉีกมิติจากหลุมดำ ลากตัวหม่าเยวี่ยนเยวี่ยนผู้เป็นภรรยาหนีโดยเร็วที่สุด
“โจรปล้นสุสานนี่สมบัติเยอะจริงนะ” เจียงผิงอันกางปีกเทวะไล่ตามเจิ้งอี้เหล่ยไป
เจิ้งอี้เหล่ยเห็นเจียงผิงอันไล่ตามมารวดเร็วอย่างยิ่งก็ขวัญผวา
“เจ้านี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน ไฉนน่ากลัวขนาดนี้”
ไม่ว่าจะเป็นจิตสังหารจากตัวเจียงผิงอัน หรือความเร็วที่เขาแสดง ก็ห่างไกลเกินกว่าเซียนมนุษย์อย่างพวกเขาจะเข้าใจมากนัก
“สามี! เร็วเข้า! เร็วอีกหน่อย!”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันจี้หลังมา หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนก็ขวัญผวาหน้าซีด อาภรณ์บางเบาเลื่อนหลุด
เจิ้งอี้เหล่ยส่งปราณเซียนทั้งหมดลงสู่กริช ตัวกริชสาดรัศมีเรืองรองคลับคล้ายมีชีวิต กรีดแทงชั้นมิติพาทั้งคู่หนีไปอย่างรวดเร็ว
เจียงผิงอันคิดใช้กำไลทลายมิติไล่ตาม แต่ก็พบว่ากำไลทลายมิติและทรัพยากรติดตัวหายไปหมดสิ้น
“นำทรัพยากรกับอาวุธวิเศษข้ามมิติเวลามาไม่ได้หรือ?”
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว
พอไม่มีกำไลทลายมิติ เขาก็ทำได้แค่ใช้ลวดลายศักดิ์สิทธิ์สายความเร็วและวิชาปีกเทวะเร่งความเร็วไล่ล่า
แม้ความเร็วของเขาจะน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ยังแย่กว่าการเคลื่อนย้ายมิติอยู่นิดหน่อย
“ฮ่า ๆ เป็นไงล่ะไอ้เวร ไล่ตามมาอีกสิ แน่จริงก็จับเราให้ได้สิ!” หม่าเยวี่ยนเยวี่ยนเห็นว่าตนเริ่มทิ้งระยะห่างจากเจียงผิงอันก็แสนตื่นเต้นที่รอดชีวิตได้ ปากเยาะเย้ยเจียงผิงอัน กระทั่งปัสสาวะรดอากาศกวนประสาทเขา
เจียงผิงอันเผยสีหน้าขยะแขยง เลี่ยงหลบไปทันที ไม่เต็มใจแม้แต่จะใช้โล่ปราณสกัดของพรรค์นี้
ปรากฏว่าเซียนก็เป็นมนุษย์ น่ารังเกียจยิ่งกว่ามนุษย์เสียด้วย
เมื่อเห็นทั้งสองยิ่งทิ้งระยะห่างจนจะออกจากบริเวณสุสานสำนักเซียนอวี่หวงได้อยู่แล้ว ปราณยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีอันน่าสะพรึงกลัวผู้หนึ่งก็กดลงมา
ทั้งสามล้วนสัมผัสแรงกดดันชวนสะพรึงได้ ร่างของพวกเขาถูกลากลงจากสุญตาสู่พื้นดิน
วินาทีต่อมา ทั้งสามก็เห็นหนึ่งบุคคลแปลกหน้าปรากฏขึ้น
นี่เป็นร่างของยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีซึ่งถูกเย็บต่อเป็นหนึ่งเดียว ศีรษะ แขนขาและลำตัวมิใช่ของคนเดียวกันสักชิ้น ดูไม่กลมกลืนเลยสักนิด
นี่ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นศพ!
เหตุใดศพจึงขยับเองได้ แถมมามาดร้ายพวกเขาอีก?
“พวกโจรปล้นสุสานสมควรตาย ที่นี่ใช่ที่ที่พวกเจ้ามาได้หรือ? ที่นี่เป็นถิ่นโปรดของนายใหญ่ผู้นี้ มิใช่คราวของเจ้าจะมากร่าง”
เสียงหนึ่งดังจากด้านหลังซากศพ บุรุษชุดเทาผู้หนึ่งเดินออกมา
คนผู้นี้หน้าตาดีไม่หยอก ทว่าสภาพของเขายุ่งเหยิงเละเทะ หนวดเครารุงรัง บนตัวมีกลิ่นศพจาง ๆ ที่นิ้วมีเส้นด้ายปรากฏเจือจาง เชื่อมติดกับซากศพเซียนปฐพีข้าง ๆ กัน
ปัวซือไม่ชอบใจยิ่ง เขาชังโจรปล้นสุสานที่สุด เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเขาก็เป็นโจรปล้นสุสานคนหนึ่ง และคนเหล่านี้มาแย่งงานเขา
ปัวซือคิดจะฆ่าคนทั้งสามเสีย แล้วเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิด
ขณะที่เขากำลังจะควบคุมศพให้ลงมือ เขาก็เหลือบไปเห็นหนึ่งในสามบุคคล ดวงตาพลันเบิกกว้าง ร่างสั่นสะท้านอย่างตกใจ ศพที่เขาควบคุมเองก็สะท้านตาม
“เจียง…… เจียงผิงอัน! เป็นไปไม่ได้! เจ้าตายไปแล้วนี่!”