สู่วิถีอมตะ - บทที่ 872 คนคุ้นเคย
บทที่ 872 คนคุ้นเคย
“นี่ไม่มีทางเป็นเจียงผิงอันแน่ ๆ! เจียงผิงอันตายไปแล้ว!”
ปัวซือสั่นเทิ้มทั้งกาย ใบหน้าเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ
หากกล่าวถึงซากศพ ศพที่นอนตายนั้นไม่ร้ายกาจอันใด สิ่งที่เลวร้ายจริง ๆ คือซากศพที่คืนชีพกลับมาได้
ปัวซือสงสัยว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงคนหน้าเหมือนเจียงผิงอัน แต่มิใช่เจียงผิงอันที่เขารู้จัก
เจียงผิงอันมองปัวซืออย่างประหลาดใจ “เจ้ามิได้ตายในภพแร้นแค้นหรือ?”
ภพแร้นแค้นถูกทำลาย สรรพชีวิตส่วนใหญ่ถูกเซียนสวรรค์ในเขตหวงห้ามโกลาหลกลืนกิน
บางทีปัวซืออาจไปยังภพบุกเบิกผ่านอ่างสัมฤทธิผลก่อน จึงรอดตายมาจนบัดนี้
เมื่อได้ยินเจียงผิงอันพูดถึงภพแร้นแค้น ความสงสัยสุดท้ายของปัวซือก็มอดมลาย คนผู้นี้มิใช่คนหน้าเหมือนเจียงผิงอัน แต่เป็นเจียงผิงอันตัวจริง!
ผ่านไปหลายพันปี ยังได้เห็น ‘คนบ้านเดียวกัน’ ทำให้อารมณ์ของปัวซือสุดแสนปั่นป่วน ทั้งตื่นเต้น จังงัง และสะเทือนใจ
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย มิใช่เจ้าตายไปแล้วหรือ? เกิดอะไรขึ้น?”
จากข่าวที่เขาได้มา เจียงผิงอันตายไปแล้ว
“เรื่องพวกนี้ไว้ว่ากันภายหลัง ช่วยข้าตรึงสองคนนี้ไว้ก่อน ข้าจะจัดการพวกเขาเอง”
เจียงผิงอันพูดถึงโจรปล้นสุสานอีกสองคนที่นี่
“ได้เลย ชั่วชีวิตข้าเกลียดโจรปล้นสุสานที่สุด”
ปัวซือเป็นยอดฝีมือระดับเซียนมนุษย์แล้ว เส้นทางฝึกฝนของเขาก็ยังเป็นเส้นทางบัญชาศพ ซากศพในควบคุมของเขาอยู่ในระดับเซียนปฐพี
เจียงผิงอันเตือนขึ้น “ชายผู้นั้นมียันต์บางอย่างกับตัว สามารถผนึกพลังยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีได้ ระวังด้วยนะ”
เจิ้งอี้เหล่ยที่กำลังจะควักยันต์ออกมาลอบโจมตีเบิกตากว้าง หัวใจเปี่ยมความพรั่นพรึง
“เจ้า… เจ้ารู้เรื่องยันต์ข้าได้อย่างไร!”
ยันต์แผ่นนี้ เขาได้มาโดยบังเอิญยามปล้นสุสานแห่งหนึ่ง กระทั่งภรรยาเขาหม่าเยวี่ยนเยวี่ยนที่อยู่ข้างกันก็ยังไม่รู้
การที่สิ่งที่เขารู้อยู่คนเดียวถูกบุคคลที่สองล่วงรู้ทำให้เขาขนลุกซู่
เจิ้งอี้เหล่ยสงสัยว่าชายผู้นี้อาจข้ามมิติเวลา เห็นอนาคตได้
ปัวซือควบคุมซากศพตัดแปะของเขา เร่งเต๋าเซียนโน้มถ่วงทรงพลังสยบคนทั้งสองไว้
ต่อหน้าอำนาจเต๋าเซียนระดับสูงกว่าพวกตน ทั้งสองจึงยากขัดขืนได้
“ข้าผิดไปแล้ว ปล่อยพวกเราไปเถอะ ข้าเต็มใจมอบสมบัติทั้งหมดให้!”
เจิ้งอี้เหล่ยคุกเข่าลงอ้อนวอนขอความเมตตา
หนก่อนเจียงผิงอันหลงกล แต่มิใช่ยามนี้แล้ว เขาลงมือสังหารเจิ้งอี้เหล่ยทันที
ปีกเทวะตัดแขนอีกฝ่าย ฉวยกริชมิติมา แล้วลากทั้งคู่เข้าหลุมดำกลืนกินไปอีกครั้ง
หนนี้ ทั้งสองไม่มีกริชมิติ ไร้โอกาสหนีออกมา จุดจบแหลกสลายของพวกเขาขึ้นกับเวลาเท่านั้น
ยามเห็นพลังกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ปัวซือก็แน่ใจแล้วว่าชายตรงหน้าคือเจียงผิงอันจริง ๆ
“เจ้าตายไปแล้วมิใช่หรือ? หรือยังไม่ตาย?” ปัวซือผิดหวังเล็กน้อย
“อืม”
เจียงผิงอันไม่พูดเรื่องที่ตนข้ามมิติเวลามา พูดไปปัวซือก็อาจไม่เชื่อ อธิบายไปก็ป่วยการเปล่า ๆ
นอกจากนั้น ทั้งสองยังไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน ยามนี้มิอาจทราบว่าปัวซือเป็นอย่างไรแล้ว
มิต้องพูดเรื่องห่างหายเป็นพัน ๆ ปี แม้จะจากกันไม่กี่ปี บุคลิกบุคคลก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้
หากกล่าวอะไรเกี่ยวกับการข้ามมิติเวลาออกไป ปัญหาอันเกินรับรู้ก็มีโอกาสเกิดสูง
สู้ยอมรับว่าเขายังไม่ตายดีกว่า ไม่ว่าอย่างไรเซียนก็ตายยากเย็นอยู่แล้ว การตายแล้วคืนชีพก็เป็นเรื่องที่เกิดได้บ่อยครั้ง พูดไปจะเชื่อง่ายกว่า
“สำนักเซียนอวี่หวงล่มสลายไปยามใด ข้าตายตอนไหน และตายอย่างไรด้วย?”
เจียงผิงอันถามปัญหาคาใจ ในเมื่อปัวซือยังมีชีวิต เขาก็น่าจะรู้เรื่องเหล่านี้
ได้ยินคำถามเหล่านี้ ใบหน้าอันรกรุงรังด้วยหนวดเคราของปัวซือก็ปรากฏเค้าระแวง “เจ้าเป็นผู้ประสบมันมากับตัว จะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?”
“แม้ข้าจะคืนชีพมาได้ ทว่าข้าก็เสียความทรงจำบางส่วนไปน่ะ”
เพื่อเลี่ยงมิให้อีกฝ่ายถามมากกว่านี้ เจียงผิงอันจึงเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น “ไฉนเจ้ามาที่นี่ได้ คงมิได้มาปล้นสุสานหรอกกระมัง?”
“จะเป็นไปได้เช่นไร! เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรกัน? ข้าหรือจะปล้นสุสานคนกันเองได้ลงคอ? ข้ามาที่นี่เพื่อปกป้องทุกคน เจ้าสงสัยข้าเช่นนี้ ข้าเจ็บปวดใจนะนี่!”
ปัวซือปฏิเสธจุดประสงค์การมาของเขาทันที
อันที่จริง เขามาหาศพของเจียงผิงอันที่นี่ แต่ไม่คิดว่าชายผู้นี้จะยังมีชีวิต
แต่แน่นอน เรื่องเช่นนี้ยอมรับตรง ๆ ไม่ได้หรอก
เพื่อมิให้เจียงผิงอันถามต่อ ปัวซือก็รีบย้อนไปตอบคำถามเมื่อครู่ของอีกฝ่าย “ยามนี้ผ่านมาสามพันปีหลังภพแร้นแค้นพินาศแล้ว และผ่านยามสำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลายไปพันปี”
เจียงผิงอันพอตัดสินพิกัดเวลาที่ตนอยู่ได้แล้ว
เขาข้ามเวลามาประมาณสามพันปี
สำนักเซียนอวี่หวงจะถูกทำลายในอีกสองพันปีนับจากมิติเวลาสัจธรรม
พันปีหลังสำนักล่มสลาย ก็เป็นขณะนี้ที่เขาข้ามมิติเวลามา
ปัวซือพูดต่อ “กาลก่อนเจ้ารอดมาได้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปได้ข่าวมาจากไหน แต่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องกับสำนักเซียนอวี่หวงแล้วพาคนมากมายหนีไป”
“แต่ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ขณะที่ภรรยาเจ้าเมิ่งจิงกับหลี่เยว่เยว่เดินทางไปยังสำนักศึกษาชางจือ พวกนางก็ถูกศัตรูลอบโจมตีจน…”
ปัวซือกล่าวถึงตรงนี้ก็ชะงักไป เพราะเขาสัมผัสจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวได้ ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
ปัวซือรีบบงการหุ่นเชิดศพข้างตัวกางโล่พลังขัดขวางจิตสังหารนี้ เมื่อหายใจได้เช่นปกติก็มองมายังชายตรงหน้าอย่างหวาดกลัว
ชายผู้นี้น่ากลัวจริง ๆ แค่จิตสังหารอย่างเดียวก็แทบมิอาจหายใจ
“จะให้เล่าต่อไหม?” ปัวซือถามอย่างระมัดระวัง
“เล่า”
เจียงผิงอันสะกดโทสะในใจ เขาต้องเข้าใจเรื่องทั้งหมดก่อน จะได้กลับสู่สัจธรรมไปเขียนอนาคตใหม่
ปัวซือเรียบเรียงคำพูดใหม่ “หลังจากนั้น เจ้าก็เสียสติ ไม่พูดไม่จาและไม่หนี ไปสู้เคียงข้างคนอื่น ๆ ในสำนักเซียนอวี่หวงที่ไม่อยากจากไปไหนกับสำนักเซียนเทียนหลาน”
“เดิมที ว่าด้วยระดับพลังต่อสู้ สำนักเซียนอวี่หวงมิได้แพ้สำนักเซียนเทียนหลานเลย โดยเฉพาะเจ้า หลังจากเสียสติไป เจ้าก็สู้ละเลงเลือดไม่สนเป็นตาย ฆ่าเซียนในสำนักเซียนเทียนหลานเกือบสิ้น ลือลั่นสั่นสะท้านแดนดินใกล้เคียงมากมาย”
“ทว่าสำนักเซียนเทียนหลานสร้างชุดเกราะพิเศษซึ่งดูดซับการโจมตีได้ขึ้นมาชุดหนึ่ง แม้เผชิญเซียนสวรรค์ก็ไร้บาดแผล โอวหยางหงอวิ้นสวมชุดเกราะนี้แล้วฆ่าเจ้าสำนักเราลงได้”
“หลังจากเจ้าสำนักสละชีพ โอวหยางหงอวิ้นก็มาฆ่าเจ้าต่อ”
“ท้ายที่สุด เจ้ากับสำนักเซียนอวี่หวงเลยตกตายไปด้วยกัน”
ในช่วงท้าย ใบหน้าอันเต็มไปด้วยหนวดเคราของปัวซือก็เผยเค้าเศร้าหมองสุดแสน
ภพแร้นแค้นถูกทำลาย สำนักเซียนอวี่หวงถูกทำลาย ภพบุกเบิกถูกยึดครอง… ไม่เหลือบ้านที่ใด
ปัวซือสงสัยว่าตนเป็นดาวหายนะหรือไม่ ไปที่ใดก็มีแต่ปัญหาอุบัติ ตัวเขาเหมือนเป็นจอกแหนไร้ราก ล่องลอยร่อนเร่ไร้ที่อาศัยชั่วชีวิต
เจียงผิงอันกัดฟันกรอด รู้สึกคับแค้นในใจ
เขารู้อยู่แล้วแท้ ๆ ว่าสำนักเซียนเทียนหลานจะสร้างชุดเกราะ แต่ก็ยังเปลี่ยนอะไรในอนาคตมิได้
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตัวเขาก่อนหน้านี้ไม่พยายามไต่เต้าสู่อำนาจในสำนักเซียนเทียนหลานหรือไร?
แม้จะมิอาจเข้าถึงเศษศาสตราเทพ ก็ยังน่าเสี่ยงสู้เพื่อสำนักเซียนอวี่หวง บุกไปชิงเศษศาสตราเทพตรง ๆ ก็ได้นี่นา
หากมิใช่เขาปล้นล้มเหลว ศาสตราเซียนพิเศษที่สำนักเซียนเทียนหลานสร้างได้นี่ก็อาจไม่เกี่ยวอะไรกับเศษศาสตราเทพ
“ยามนี้สำนักเซียนเทียนหลานเป็นเช่นไร?”
เจียงผิงอันเตรียมพร้อมล้างแค้นให้เมิ่งจิง ทว่าการล้างแค้นนี้มิใช่สิ่งที่เขาได้ประสบมา ‘กับตัวเอง’ หรือพูดให้ถูกก็คือ มิใช่สิ่งที่ตัวเขาในมิติเวลานี้ได้ประสบ
เขามีโทสะในใจ และพร้อมระบายใส่สำนักเซียนเทียนหลาน
“สำนักเซียนเทียนหลาน? ไม่มีแล้ว” ปัวซือกล่าว
“ไม่มีแล้ว? หมายความเช่นไร?” เจียงผิงอันนิ่งไป
ปัวซือมองเขาอย่างเห็นใจ “เจ้าเป็นคนฉลาดมาก ไร้เทียมทานในหมู่ผู้ฝึกตนร่วมระดับมาทั้งชีวิต แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายเจ้าก็ยังถูกหลอก”
“เมื่อครู่ ข้าบอกว่าภรรยาเจ้าถูกศัตรูเล่นงาน แต่มิได้บอกเสียหน่อยว่าเป็นสำนักเซียนเทียนหลาน”
เจียงผิงอันร่างสะท้าน ถามอย่างตกตะลึง “มิใช่สำนักเซียนเทียนหลาน? แล้วใครกัน!”