สู่วิถีอมตะ - บทที่ 887 พ่ายแพ้ในสมรภูมิ?
บทที่ 887 พ่ายแพ้ในสมรภูมิ?
“ฮ่า ๆ เจ้าจะโอหังไปถึงเมื่อใด!”
อวี๋เฉินที่อัดอั้นมานาน ในที่สุดก็ได้ระบายอารมณ์ออกมา
เขาถือกระบี่เซียน ใบกระบี่เปล่งประกายวาววับ ประหนึ่งห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งนับพันปีเอาไว้ ทุกที่ที่ปลายกระบี่ชี้ไป มิติก็ถูกผ่าออก
บนร่างของเจียงผิงอันปรากฎบาดแผลแทบทุกอณู ใบหน้าเผยความตื่นตระหนก
อวี๋เฉินฉวยโอกาสหาจุดอ่อนของเจียงผิงอันได้ เขาบิดร่าง กระบี่เซียนในมือกลายเป็นประกายเย็นเยียบ พุ่งตรงไปที่หัวใจของอีกฝ่าย
ฉึก!
เสียงทุ้มดังขึ้น หน้าอกของเจียงผิงอันถูกกระบี่เซียนแทงทะลุ เลือดสดพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
เจียงผิงอันเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อภาพตรงหน้า
เหมียวจิ่งที่ยืนดูอยู่เห็นสถานการณ์เช่นนั้น สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน รีบถือกระบี่พุ่งเข้ามาทันที ฟันไล่อวี๋เฉินให้ถอยร่น แล้วพาเจียงผิงอันหนีไป
“ท่านอาจารย์ อย่าห้ามข้า ข้ายังสู้ต่อได้!” ดวงตาของเจียงผิงอันเปี่ยมไปด้วยความไม่ยอมแพ้
“อย่าสู้เลย กระบี่ในมือฝ่ายตรงข้ามพิเศษมาก อันตรายต่อเจ้าเกินไป”
เหมียวจิ่งมิอาจให้เจียงผิงอันเสี่ยงสู้ต่อไป หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงแย่แน่ จึงฉุดเจียงผิงอันออกไปอย่างแรง
เจียงผิงอันกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ ตะโกนใส่อวี๋เฉิน “รอดูเถอะ สักวันข้าต้องเอาชนะเจ้าให้ได้!”
ในที่สุดการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ยืดเยื้อมานานก็สิ้นสุดลง
ความอัดอั้นตันใจและโทสะแค้นในทรวงของอวี๋เฉินได้ระบายออกมาจนหมดสิ้น
โชคดีที่สำนักสร้างกระบี่วิเศษออกมาทันกาล ทำให้เจียงผิงอันมิอาจทำลายมันได้
มิเช่นนั้น ศึกครานี้คงไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด
ช่างเป็นคนที่น่ากลัวจริง ๆ
“ไฉนรู้สึกว่ากระบี่วิเศษเล่มนี้ไม่มีอะไรแตกต่าง มันป้องกันการทำลายของเจียงผิงอันได้อย่างไรกัน?”
อวี๋เฉินพินิจพิเคราะห์กระบี่เซียนในมืออย่างคลางแคลง แล้วหันไปมองผู้ที่นำกระบี่มาให้ กล่าวถามว่า
“กระบี่เซียนเล่มนี้เป็นฝีมือของผู้นำยอดเขาหลอมศาสตราหรือไม่?”
เขาตั้งใจจะให้จางจื้อหยวนช่วยสร้างกระบี่เซียนระดับเซียนปฐพีที่คล้ายกัน เผื่อว่าคราวหน้าเมื่อเจอเจียงผิงอัน จะได้มีโอกาสสังหารเขา
“มิใช่กระบี่ที่ปรมาจารย์เซียนจางสร้าง แต่เป็นฝีมือของแขกผู้หนึ่งในสำนัก นามว่าอันผิง ฝีมือการหลอมศาสตรานั้นแกร่งกล้า แม้จะเป็นเพียงเซียนมนุษย์ แต่ก็สามารถซ่อมแซมอาวุธวิเศษระดับเซียนปฐพีได้”
เซียนผู้นำกระบี่มาปรีดาเหลือแสน มิคาดว่ากระบี่เล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อการต่อสู้กับเจียงผิงอันจริง ๆ
“เซียนมนุษย์ผู้หนึ่งกลับมีฝีมือถึงเพียงนี้ ข้าต้องพบเขาสักหน” สีหน้าของชายชราแสดงความประหลาดใจ
เดิมทีคิดว่าเป็นฝีมือของจางจื้อหยวน ไม่คิดว่าจะเป็นปรมาจารย์ช่างตีเหล็กคนอื่น ปรมาจารย์ช่างตีเหล็กผู้เก่งกาจเช่นนี้ จำเป็นต้องรู้จักสักหน่อย
สมรภูมิทะเลจันทราสิ้นสุดลงชั่วคราว สำนักเซียนเทียนหลานพอจะรักษาแนวป้องกันสุดท้ายไว้ได้ ไม่ถึงกับเสียเขตแดนทะเลจันทราไปทั้งหมด
อีกด้านหนึ่ง เหมียวจิ่งพยุงเจียงผิงอันกลับไปยังเกาะเล็กที่ยึดครองไว้
“ผิงอันเจ้าอย่าได้เสียใจนัก ฝ่ายตรงข้ามอยู่เหนือเจ้าหนึ่งขั้น แม้พ่ายแพ้ก็มิใช่เรื่องน่าอับอาย ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าสามารถต่อสู้กับเซียนปฐพีได้นานถึงเพียงนี้ ก็ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าลือเลื่องไปทั่วแดนจันทร์มายาแล้ว”
เหมียวจิ่งกลัวว่าเจียงผิงอันจะเกิดความขุ่นเคืองในทรวง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางอันไร้เทียมทาน จึงปลอบประโลมเขา
เมื่อเข้าสู่ห้องที่ลับตาผู้คน สีหน้าอัดอั้นตันใจและมิยอมแพ้ของเจียงผิงอันก็หายวับไปในพริบตา ราวกับมิเคยปรากฏมาก่อน
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจเถิด ข้าไม่เป็นไร ข้าตั้งใจแพ้เอง”
“ตั้งใจแพ้หรือ?”
เหมียวจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็สัมผัสบางสิ่งได้ทันที “ถูกต้อง เจ้าตั้งใจแพ้เพื่อรักษากำลัง”
เขาคิดว่าเจียงผิงอันกล่าวเช่นนั้นเพื่อรักษาหน้า จึงเอ่ยวาจาต่อไปในทำนองเดียวกัน
เจียงผิงอันอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพ่นเลือดสดออกมา
“อย่าเพิ่งกล่าวอะไรทั้งนั้น รีบรักษาอาการบาดเจ็บเถอะ”
เหมียวจิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก รีบยัดโอสถเซียนเม็ดหนึ่งเข้าปากเจียงผิงอัน
การถูกพลังเซียนระดับเซียนปฐพีทำร้าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟู โชคดีที่ไม่ได้ทำร้ายถึงรากฐาน มิเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการฝึกฝนในภายหน้า
เหมียวจิ่งสังเกตเห็นเมิ่งจิงกับหลี่เยว่เยว่เข้ามาในห้อง จึงไม่รั้งรอเวลาของบรรดาหนุ่มสาวเหล่านี้อีกต่อไป “พวกเจ้าคุยกันเถิด ข้าจะออกไปก่อน”
“พี่ผิงอัน”
หลี่เยว่เยว่เห็นรูโหว่บนอกของเจียงผิงอัน ราวกับว่าอกของนางเองถูกเจาะทะลวง เจ็บปวดจนน้ำตาไหลพราก
นางยกมือขึ้น ใช้วิชารักษาธาตุวารี
แม้ว่านางยังมิได้บรรลุเซียน มิอาจรักษาอาการบาดเจ็บระดับนี้ได้ แต่ก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง
เมิ่งจิงกำหมัดแน่น ใบหน้าน้อย ๆ เต็มไปด้วยโทสะ สายอัสนีแวบวาบรอบกาย “รอให้ข้าบรรลุเซียน ข้าจะช่วยท่านระเบิดตาเฒ่านั่นให้ตกตาย!”
เจียงผิงอันเช็ดน้ำตาที่หางตาของหลี่เยว่เยว่ กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่เป็นไร แค่เป็นเซียนก็แทบจะไม่ตายแล้ว”
แม้พวกนางทั้งสองจะรู้ว่าเป็นเซียนแล้วแทบจะอยู่ยง แต่เมื่อเห็นบาดแผลบนร่างของเจียงผิงอัน ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดใจ
เจียงผิงอันมิได้สนใจบาดแผลของตัวเอง กลับรู้สึกว่ามันเบาไปหน่อย
ไม่รู้ว่าการบาดเจ็บถึงขนาดนี้ จะทำให้อวตารที่สำนักเซียนเทียนหลานได้รับความสำคัญมากขึ้นหรือไม่
เมื่อข่าวที่อวี๋เฉินได้ทำร้ายเจียงผิงอันแพร่สะพัดไปถึงสำนักเซียนเทียนหลาน ศักดิ์ศรีของสำนักเซียนเทียนหลานก็กลับคืนมาบ้างแล้ว
อวตารที่แฝงตัวอยู่ในสำนักเซียนเทียนหลานนาม ‘อันผิง’ ได้รับการรับรองจากโอวหยางหงอวิ้นด้วยตนเอง
“ด้วยกระบี่เซียนที่ท่านปรมาจารย์เซียนสร้างขึ้น ข้าจึงสามารถเอาชนะเจียงผิงอันได้ นี่คือผลึกเซียนสามเท่าที่สัญญาไว้กับท่านปรมาจารย์เซียน”
โอวหยางหงอวิ้นส่งถุงเก็บของใบหนึ่งให้เจียงผิงอัน ข้างในบรรจุผลึกเซียนนับล้าน
เจียงผิงอันรับผลึกเซียนมาอย่างไม่เกรงใจ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก ข้าก็แค่ทำเพื่อผลตอบแทนเท่านั้น มีทรัพยากรให้หาข้าก็ย่อมทุ่มเทอยู่แล้ว”
“ฮ่า ๆ นั่นเป็นความคิดที่ปกติ ไร้ทรัพย์สมบัติจะกล่าวถึงอนาคตและการเสียสละได้อย่างไร”
โอวหยางหงอวิ้นไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะละโมบ แต่เกรงว่าอีกฝ่ายจะมีจุดประสงค์อื่น
“ช่วงก่อนหน้านี้ พวกเราได้ทุ่มทุนมหาศาลซื้อตำราประดิษฐ์อักขระเซียนจากสำนักร้อยศาสตรา ท่านปรมาจารย์เซียนสามารถไปขอยืมจากผู้อาวุโสยอดเขาหลอมศาสตรามาดูได้ บางทีอาจมีส่วนช่วยท่านในการหลอมศาสตราได้”
“จริงหรือ? ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักมาก!”
เจียงผิงอันแสดงสีหน้ายินดี รีบประสานมือคำนับทันที
ความเบิกบานของเขามิใช่การแสร้งทำ ทว่าเป็นความสุขที่แท้จริง
แม้จะมีผู้อาวุโสอวิ๋นเหยาคอยชี้แนะการหลอมศาสตราให้เขา แต่อีกฝ่ายก็เคยกล่าวไว้ว่า ทุกสกุลที่หลอมศาสตราล้วนมีจุดที่น่าเรียนรู้ แม้สกุลอวิ๋นจะเคยเป็นสกุลอันดับหนึ่งด้านการหลอมศาสตรา แต่นั่นมิได้หมายความว่าจะเก่งกาจในทุกด้าน
สำนักร้อยศาสตราก็มีจุดเด่นของสำนักร้อยศาสตรา มีสิ่งที่น่าเรียนรู้เช่นกัน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันเปี่ยมสุข มุมปากของโอวหยางหงอวิ้นก็ขยับเล็กน้อย
วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมคน คือการควบคุมความปรารถนาของพวกเขา
ผู้ที่โหยหาทรัพย์สินเงินทองก็ให้ทรัพย์สินเงินทองแก่เขา ผู้ที่โหยหาสตรีก็ให้สตรีแก่เขา ผู้ที่โหยหาวรยุทธ์ก็ให้วรยุทธ์แก่เขา
โอวหยางหงอวิ้นสืบข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของอันผิงในสำนักเซียนเทียนหลานช่วงนี้ นอกจากการหลอมศาสตราเซียนในที่พักของตน เขาแทบไม่ออกไปไหนเลย
คนประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่หลงใหลการหลอมศาสตราอย่างยิ่ง เพียงแค่มอบวิชาการหลอมที่ดีให้ ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหวั่นไหวและยอมรับใช้สำนักเซียนได้
แม้ว่าในยามนี้ยังมิอาจสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าคนผู้นี้ไร้ปัญหา แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ไส้ศึกของสำนักเซียนอวี่หวง
มีไส้ศึกคนไหนบ้างที่จะช่วยหลอมศาสตราเซียนให้กับทัพของฝ่ายศัตรู?
โอวหยางหงอวิ้นได้ให้ผู้นำยอดเขาหลอมศาสตราจางจื้อหยวนตรวจสอบศาสตราเซียนของอันผิงแล้ว และไม่พบว่ามี ‘ช่องโหว่’ ใด ๆ จึงไม่น่าจะเกิดความเสียหายโดยไม่คาดคิด
ทั้งสองฝ่ายสนทนากันอยู่พักใหญ่ โอวหยางหงอวิ้นพยายามหยั่งเชิงถามเจียงผิงอันว่ามาจากที่ใด
เจียงผิงอันเพียงแต่บอกว่ามีศัตรู ต้องรักษาความลับ ไม่สามารถพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้
โอวหยางหงอวิ้นไม่ได้ข่าวที่เป็นประโยชน์ จึงให้เจียงผิงอันกลับไป
เจียงผิงอันกลับไปยังยอดเขาหลอมศาสตรา มุ่งหน้าสู่ยอดเขา
ก่อนหน้านี้เขาไม่มีโอกาสขึ้นไปบนยอดเขา แต่ครั้งนี้เขาสร้างผลงาน จึงได้รับสิทธิ์นี้
ยอดเขาหลอมศาสตราเป็นภูเขาไฟขนาดมหึมา บนยอดเขามีเปลวไฟพวยพุ่ง ร้อนจนมิติบิดเบี้ยว ผู้ที่ไม่ใช่เซียนมิอาจเข้าใกล้ได้
“ข้าขอคารวะท่านผู้นำยอดเขาจาง ด้วยได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าสำนัก ข้าจึงมาชมตำราประดิษฐ์อักขระเซียนเป็นพิเศษ”
เจียงผิงอันมาถึงหน้ายอดเขา ประสานมือคำนับเพื่อแสดงไมตรี
“เข้ามาเถิด”
บนยอดเขา เสียงของจางจื้อหยวนดังมาจากภูเขาไฟ
เจียงผิงอันเหาะเหิน มุ่งหน้าไปยังปากปล่องภูเขาไฟ
คลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวโถมปะทะใบหน้า ทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก
ภายในปล่องภูเขาไฟ ผนังหินโดยรอบเต็มไปด้วยถ้ำต่าง ๆ หรือจะเรียกว่าห้องก็คงเหมาะกว่า ลาวาสีแดงเดือดพล่านอยู่เบื้องล่าง
ณ ใจกลางของลาวาภูเขาไฟ มีแท่นหินอยู่แท่นหนึ่ง บุรุษร่างกำยำเปลือยท่อนบนยืนอยู่บนนั้น กำลังยกค้อนเซียนทุบวัตถุดิบเซียน ทุกครั้งที่ค้อนกระทบ ลาวาก็จะกระเซ็นขึ้นมา
ชายเปลือยท่อนบนผู้นี้ก็คือผู้นำยอดเขาหลอมศาสตรา จางจื้อหยวนนั่นเอง
จางจื้อหยวนมุ่งมั่นในการหลอมศาสตราวิเศษ เอ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองว่า “ตำราอยู่บนโต๊ะหินข้าง ๆ เจ้าดูเองเถิด ขณะดูห้ามออกไปจากที่นี่ และอย่ารบกวนข้า”
“ได้ ท่านผู้นำจาง”
เจียงผิงอันเหลียวมองไปยังโต๊ะข้าง ๆ
บนโต๊ะมีตำราสีทองวางอยู่เล่มหนึ่ง ไม่รู้ว่าตำราเล่มนี้ทำจากวัสดุอันใด แม้จะวางอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิน่าสะพรึงเช่นนี้ ก็ยังคงอยู่อย่างปลอดภัย
โอวหยางหงอวิ้นกล่าวว่าหนังสือเล่มนี้ซื้อมาด้วยราคาแพงลิบ หากเจ้าสำนักคนหนึ่งยังเรียกว่าราคาแพง ราคาของหนังสือเล่มนี้อาจสูงกว่าศาสตราเซียนสวรรค์เสียอีก
เจียงผิงอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะ กำลังจะเปิดตำรา ทันใดนั้นก็มีเสียงสนั่นดังขึ้นข้าง ๆ ลาวาพุ่งกระเซ็นไปทั่ว เกือบจะทำให้เจียงผิงอันกระเด็นไป
‘เกิดอะไรขึ้น?’
เมื่อหันไปมอง วัตถุดิบเซียนที่จางจื้อหยวนกำลังตีขึ้นรูปแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
จางจื้อหยวนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ล้มเหลวอีกแล้ว ไฉนถึงไม่สามารถหลอมรวมกันได้ ทั้งที่วัตถุดิบไม่มีปัญหา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าไม่รู้ว่าจะสามารถลอกเลียนแบบเกราะเทพโกลาหลได้เมื่อใด…”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เกราะเทพโกลาหล’ นิ้วมือของเจียงผิงอันพลันสั่นขึ้นมาทันที
เกราะเทพโกลาหล หนึ่งในสามศาสตราเทพ? ตามที่ผู้อาวุโสอวิ๋นเหยากล่าวไว้ ศาสตราเทพชนิดนี้สามารถป้องกัน ดูดซับ และแม้กระทั่งสะท้อนการโจมตีของวิชาเซียนได้
และเขาได้รู้จากการข้ามมิติเวลามาว่า สองพันปีหลังจากนี้ โอวหยางหงอวิ้นอาศัยเกราะที่สามารถป้องกันการโจมตีของวิชาเซียนได้ในการสังหารเจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียน
หรือว่า… เกราะที่จางจื้อหยวนกำลังหลอมสร้างอยู่ตอนนี้ จะเป็นเกราะชิ้นนั้นในอนาคต!