สู่วิถีอมตะ - บทที่ 888 เหตุผลที่มิอาจเปลี่ยนแปลงอนาคต
บทที่ 888 เหตุผลที่มิอาจเปลี่ยนแปลงอนาคต
บนแท่นหินกลางลาวา จางจื้อหยวนมองดูวัตถุดิบเซียนที่เสียหายพลางถอนหายใจ
แม้จางจื้อหยวนจะไม่รู้สึกเสียดายเนื่องจากเป็นทรัพยากรของสำนัก แต่การล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขารู้สึกแย่
จางจื้อหยวนหยิบม้วนหยกบันทึกข้อมูลออกมา เริ่มจดบันทึกกระบวนการหลอมศาสตราเซียนครั้งนี้ เพื่อสะดวกในการไตร่ตรองภายหลัง
การที่จะเป็นปรมาจารย์ช่างตีเหล็กระดับเซียนปฐพีได้นั้น ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนดีหรือคนเลว แน่นอนว่าต้องเป็นคนขยันขันแข็ง
เพื่อยืนยันข้อสงสัยของตน เจียงผิงอันจึงลองถามอย่างระมัดระวัง “ท่านผู้นำจางกำลังหลอมศาสตราเซียนระดับสูงอันใดหรือ ถึงได้ทุ่มเทแรงใจมากเช่นนี้”
“ข้ากำลังหลอมเกราะที่สามารถดูดซับความเสียหาย… เจ้าไม่ต้องยุ่ง อ่านตำราของเจ้าไป”
จางจื้อหยวนเกือบพลั้งวาจาตอบ แต่ก็นึกขึ้นได้รีบหยุดวาทะทันที เรื่องเช่นนี้มิควรบอกคนนอก
เจียงผิงอันไม่ซักอีกเพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัย หันไปมองตำราอักษรทองเบื้องหน้า
สายตาของเจียงผิงอันตกลงบนตำรา แต่จิตใจกลับไม่ได้อยู่ที่นั่น
‘หากการคาดการณ์ของข้าไม่ผิดพลาด เกราะที่จางจื้อหยวนต้องการสร้างนั้น อาจเป็นเกราะที่สามารถป้องกันการโจมตีของเซียนสวรรค์ได้’
‘จางจื้อหยวนเป็นเพียงช่างตีเหล็กระดับเซียนปฐพี การที่เขาจะสามารถสร้างเกราะที่ทรงพลังเช่นนั้นได้ในอนาคต อาจเป็นเพราะการหลอมรวมกับเศษศาสตราเทพ’
‘หากคะเนตามเส้นเวลา ในอีกประมาณสองพันปีข้างหน้า เกราะชิ้นนี้จะถือกำเนิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การดับสูญของเจ้าสำนักเซียวเหลียงเหยียน และการล่มสลายของสำนักเซียนอวี่หวง’
‘เกราะชิ้นนี้ทรงพลังมาก บางทีข้าอาจรอจนกว่าเกราะจะถือกำเนิดขึ้น แล้วหาโอกาสเอามันมาครอบครอง วิธีนี้จะช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ของสำนักเซียนอวี่หวงได้อย่างมาก…’
เจียงผิงอันรู้สึกหวั่นไหวต่อศาสตราเซียนที่ทรงพลังเช่นนี้
จากข่าวที่เขาสืบมาได้ ศาสตราเซียนชิ้นนี้สามารถต้านทานการโจมตีของเซียนแท้ได้ด้วยซ้ำ
หากสำนักเซียนอวี่หวงของพวกเขามีศาสตราเซียนชิ้นนี้ แม้แต่ยามเผชิญหน้ากับราชวงศ์เซียนสกุลเยี่ย ก็มิต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
ทันใดนั้น เจียงผิงอันพลันคำนึงถึงบางสื่ง ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
‘ไม่ถูก! ไม่ถูก! ความคิดของข้านี้ต้องมีปัญหาแน่!’
‘ยามที่ข้าข้ามมิติเวลาไปครั้งแรก ข้าก็รู้แล้วว่าสำนักเซียนเทียนหลานจะสร้างศาสตราเซียนชิ้นนี้ ตามหลักการแล้ว ข้าควรจะพยายามทุกวิถีทางที่สำนักเซียนเทียนหลานเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรม แต่กลับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลย’
‘บางที ในเส้นเวลาที่หนึ่งและสอง ข้าอาจสืบสวนถึงต้นกำเนิดของศาสตราเซียนนี้ทุกครั้ง แต่ข้าก็มิอาจหยุดยั้งโศกนาฏกรรมได้’
‘เป็นไปได้ว่าสองครั้งแรกข้ามีความคิดเช่นนี้ รอให้สำนักเซียนเทียนหลานสร้าง ศาสตราเซียนนี้ขึ้นมา แล้วยึดครองศาสตราเซียนนี้ไว้เป็นของตนเอง’
‘แต่เมื่อศาสตราเซียนนี้ถูกสร้างขึ้นมาก็สายเกินแก้แล้ว ไร้สามารถแย่งชิงศาสตราเซียนนี้มาได้สำเร็จ ส่งผลให้สำนักเซียนอวี่หวงล่มสลาย!’
หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของเจียงผิงอัน เม็ดเหงื่อระเหยไปอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนที่แผ่ออกมาจากลาวา
เขารู้สึกหวาดกลัวสุดขีด ในที่สุดก็รู้ว่าทำไมในสองเส้นเวลานั้น แม้ว่าตัวเขาจะแทรกซึมเข้าไปในสำนักเซียนเทียนหลานแล้ว แต่ก็ยังมิอาจหยุดยั้งโศกนาฏกรรมได้
เป็นเพราะความละโมบของเขา
การพิสูจน์ว่าการคาดเดานี้ถูกต้องหรือไม่นั้นง่ายมาก เพียงแค่ใช้ศาสตราเซียนระดับเซียนสวรรค์อีกหนึ่งชิ้นเพื่อสัญจนจรข้ามมิติเวลาไปดูอนาคต
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะสัญจรข้ามมิติวลาเพื่อพิสูจน์ จำเป็นต้องวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม มิฉะนั้นจะเป็นการสูญศาสตราเซียนโดยเปล่า
เจียงผิงอันเปลี่ยนความคิดที่จะรอให้เกราะถูกสร้างขึ้นก่อนแล้วค่อยลงมือ เขาเตรียมที่จะแก้ไขเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นเหตุ
‘ต้นเหตุนี้มีสองประการ ประการหนึ่งคือเศษศาสตราเทพ อีกประการหนึ่งคือจางจื้อหยวนผู้สร้างเกราะ’
‘ด้วยระดับของข้าในยามนี้ ไร้โอกาสที่จะได้สัมผัสกับเศษศาสตราเทพ ดังนั้นจึงต้องลงมือกับจางจื้อหยวนเท่านั้น’
‘แต่ว่า… จางจื้อหยวนในฐานะผู้แข็งแกร่งระดับเซียนปฐพี มีไพ่ตายมากมายติดตัว การคิดจะลอบสังหารนั้นเป็นไปไม่ได้ จำต้องคิดหาหนทางอื่น…’
การจะจัดการกับเซียนปฐพีภายในสำนักเซียนเทียนหลานนั้นมิใช่เรื่องง่าย
เจียงผิงอันหยุดคิดเรื่องนี้ชั่วคราว เร่งอ่านตำราเบื้องหน้าก่อน
ตำราตรงหน้านี้ เป็นตำราอักขระเซียนที่ซื้อมาจาก ‘สำนักร้อยศาสตรา’ ภายในบรรจุอักขระเซียนมากมาย แม้กระทั่งอักขระระดับเซียนสวรรค์ก็มี
อักขระรองรับพลังเซียน สามารถเพิ่มพูนศาสตราเซียนได้ อักขระต่างกันก็มีผลแตกต่าง
ความดีเลวแข็งแกร่งของศาสตราเซียนหนึ่งชิ้น อักขระเซียนมีบทบาทสำคัญยิ่ง
หากศาสตราเซียนที่หลอมสร้างไม่มีอักขระที่เหมาะสมประกอบ ศาสตราเซียนชิ้นนั้นก็มิอาจแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้
ตำราอักขระเล่มนี้บันทึกรายละเอียดวิธีผสมผสานอักขระ วาดอักขระไว้อย่างละเอียด เป็นตำราที่ดีเยี่ยม
เจียงผิงอันจมดิ่งเข้าไปในเนื้อหาอย่างรวดเร็ว พลิกอ่านอย่างเร่งรีบ จดจำอักขระเหล่านี้เข้าสู่สมองของเขา
จางจื้อหยวนได้ยินเสียงพลิกหน้าตำราอย่างรวดเร็วจากด้านข้าง จึงเหลือบมองไปทางเจียงผิงอันโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นเจียงผิงอันพลิกหน้าตำราเพียงชั่วครู่ก็เปลี่ยนหน้า ดวงตาของจางจื้อหยวนก็ฉายแววดูแคลน
ตำราอักขระมิใช่อ่านกันเช่นนี้ ทุกอักขระล้วนแฝงไว้ด้วยพลังลึกลับ ต้องใช้เวลาหลายปี หรือแม้กระทั่งนับพันปีในการจดจำ
ด้วยความเร็วในการอ่านตำราของอันผิงผู้นี้ แม้หนึ่งหมื่นปีก็คงเรียนรู้อะไรไม่ได้
ด้วยท่าทีที่ไม่จริงจังเช่นนี้ แม้หนึ่งแสนปีก็อย่าหวังจะบรรลุถึงขั้นเซียนปฐพีเลย
จางจื้อหยวนเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็ไม่สนใจอีก เขาโยนวัตถุดิบเซียนที่ใช้แล้วลงในหินหลอมละลายอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหยิบวัตถุดิบเซียนชุดใหม่ขึ้นมา เพื่อสร้างเกราะต่อไป
เขามีลางสังหรณ์ว่าในวันหนึ่งในอนาคต เขาจะต้องสามารถใช้เศษศาสตราเทพ สร้างเกราะเลียนแบบเกราะเทพโกลาหลขึ้นมาได้ เมื่อถึงยามนั้น เขาก็จะใช้มันเป็นรากฐานในการบรรลุเป็นเซียนสวรรค์!
บัดนั้น สำนักเซียนอวี่หวงบ้าอะไรนั่น อัจฉริยะเจียงผิงอันบ้าอะไรนั่น ล้วนต้องดับสูญ
ทั่วทั้งแดนจันทร์มายาจะกลายเป็นสำนักเซียนเทียนหลานของเขา
เพียงไม่กี่เดือนผ่านไป ขณะที่เจียงผิงอันกำลังอ่านตำราอยู่ ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งจากด้านข้าง
เกราะแขนที่จางจื้อหยวนหลอมสร้างขึ้นระเบิดแตกออก ชิ้นส่วนหนึ่งฝังเข้าไปในร่างของตัวเขาเอง
“บัดซบ! ล้มเหลวอีกแล้ว อัตราส่วนของวัตถุดิบเซียนไม่ถูกต้องกระมัง? หรือว่าอักขระยังไม่สมบูรณ์พอ?”
จางจื้อหยวนดึงชิ้นส่วนออกจากร่างกาย แล้วโยนมันลงไปในลาวาด้วยโทสะ
เขาล้มเหลวมาแล้วนับร้อยครั้ง สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากมาย
จางจื้อหยวนหันไปมองทางเจียงผิงอัน “เลิกอ่านเถอะ เจ้าอยู่ในระดับนี้ยังเรียนรู้อะไรไม่ได้หรอก รอให้ถึงวันที่เจ้าเป็นเซียนปฐพีแล้วค่อยมายืมอ่านเถิด”
จางจื้อหยวนต้องการจะศึกษาตำราอักขระอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่ตนเองหลอมสร้างล้มเหลว โดยไม่สนใจว่าอันผิงที่อยู่ตรงหน้ากำลังอ่านตำราอยู่หรือไม่
เจียงผิงอันลุกขึ้นปิดตำราอักขระ
หลังจากพยายามจดจำอย่างหนักมาหลายเดือน ในที่สุดก็จำอักขระเหล่านี้ไว้ในสมองได้อย่างฝืดเคือง ต่อไปค่อย ๆ ย่อยความรู้เหล่านี้ทีละน้อย
แน่นอน คนทั่วไปทำไม่ได้ถึงเพียงนี้ แต่ห้วงจิตวิญญาณของเจียงผิงอันนั้นพิเศษ
ไม่เพียงแค่อักขระเหล่านี้ แม้แต่ภาพการต่อสู้ก็ยังสามารถ ‘ปรากฏขึ้น’ ในห้วงจิตสำนึก ได้
“สมกับเป็นอักขระของสำนักร้อยศาสตรา ทำให้ข้าได้รับประโยชน์มากมาย ข้าสามารถไปหลอมศาสตราเซียนสักสองสามชิ้นเพื่อฝึกปรือได้”
เจียงผิงอันออกจากภูเขาไฟบนยอดเขา มุ่งหน้าไปยัง ‘ตำหนักสรรพสิ่ง’ ที่อยู่ชั้นกลางของยอดเขาหลอมศาสตรา
ที่ ‘ตำหนักสรรพสิ่ง’ สามารถรับวัตถุดิบเซียนสำหรับหลอมอาวุธที่สำนักแจกจ่ายได้
การใช้วัตถุดิบเซียนจากสำนักเซียนเทียนหลานเพื่อพัฒนาวิชาการหลอมศาสตราของตนเอง ช่างน่ายินดีเหลือเกิน
นี่คือเหตุผลที่เจียงผิงอันขลุกอยู่แต่ในตำหนักใหญ่เพื่อหลอมศาสตราเซียนทุกวัน การได้รับประโยชน์จากศัตรูเช่นนี้ทำให้รู้สุขเกษม
เมื่อมาถึง ‘ตำหนักสรรพสิ่ง’ เจียงผิงอันยื่นป้ายผ่านให้แก่ชายชราผู้ดูแลวัตถุดิบ แล้วกล่าวว่า
“ข้าจะขอรับวัตถุดิบเซียนที่สะสมมาหลายปีนี้”
ชายชรารู้จักอันผิง จึงนำสิ่งของออกมามอบให้อีกฝ่าย
เจียงผิงอันหยิบวัตถุดิบใส่ถุงเก็บของ กำลังจะเดินออกไป แต่ก็ชะงักฝีเท้าทันที
“ไม่ถูกกระมัง ข้าไม่ได้รับสิ่งของมาเกือบร้อยปีแล้ว ตามระดับการหลอมศาสตราของข้าในยามนี้ ผนวกกับรางวัลที่ท่านเจ้าสำนักมอบให้ ควรจะมีวัตถุดิบเซียนไม่ต่ำกว่าร้อยส่วน แต่ทำไมที่นี่มีเพียงสามสิบส่วนเท่านั้น?”
โดยทั่วไปแล้ว การสร้างศาสตราเซียนหนึ่งชิ้น สำนักเซียนจะมอบวัตถุดิบเซียนให้สามส่วน
เขาสร้างศาสตราเซียนได้มากมาย ดังนั้นจึงสามารถรับวัตถุดิบเซียนได้หลายส่วนในคราวเดียว
แม้ไม่ได้สร้างผลงาน เขาก็มีทรัพยากรเป็นร้อยส่วน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสร้างผลงานอีก ทรัพยากรควรจะมีมากกว่านี้
ทว่ายามนี้กลับมีเพียงสามสิบกว่าส่วนเท่านั้น
“เจ้าช่างกล้าหาญนัก กล้าโลภมากถึงเพียงนี้”
เจียงผิงอันจ้องมองชายชราตรงหน้า อารมณ์ไม่สู้ดีนัก
แต่ก่อนชายชราผู้นี้มักจะยักยอกทรัพยากรไปจากเขาบ้าง แต่ก็ไม่มาก เขาจึงไม่ใส่ใจ แต่คราวนี้เกินไปแล้ว
ชายชรารีบโบกมือ กล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “ทรัพยากรที่ท่านเจ้าสำนักมอบให้ปรมาจารย์เซียนอัน ข้าน้อยจะกล้าแตะต้องได้อย่างไร คราวนี้ข้าน้อยไม่ได้เอาไปแม้แต่น้อย”
“แล้วไฉนคราวนี้ถึงมีน้อยนัก” เจียงผิงอันถามอย่างไม่มีโทสะ
ชายชราถอนหายใจ ส่งเสียงบอกว่า “ก็เพราะท่านผู้นำยอดเขานั่นแหละ หลายปีมานี้ ท่านผู้นำยอดเขาไม่รู้ว่ากำลังหลอมอะไรอยู่ ใช้ทรัพยากรที่สำนักมอบให้ไปมากมายมหาศาล”
“อย่าพูดว่าปรมาจารย์เซียนอันขาดทรัพยากรไปมาก ปรมาจารย์เซียนและศิษย์คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน หากไม่เชื่อ ปรมาจารย์เซียนอันลองดูสีหน้าของผู้คนรอบข้างสิ”
เมื่อได้ยินวาทะของชายชรา เจียงผิงอันก็มองไปรอบ ๆ พบว่าศิษย์และผู้อาวุโสจำนวนมากที่กำลังรับทรัพยากร ต่างมีสีหน้าบูดบึ้งราวกับกินมะนาวเปรี้ยว พวกเขารู้สึกคับทรวงยิ่ง แต่ก็ไม่กล้ากล่าวมากความ
ดวงตาของ เจียงผิงอัน หรี่ลง “เป็นเพราะจางจื้อหยวนสินะ…”
ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็พองโตด้วยความยินดี
ในเมื่อเขากำลังกังวลว่าจะหาวิธีจัดการจางจื้อหยวนได้อย่างไร โอกาสก็มาถึงแล้วมิใช่หรือ?