พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 100 พี่ชายมอบภารกิจ
เจียงเซิงอยากกินถังหูลู่ แม้ว่าครั้งที่แล้วจะเพิ่งกินไปไม่นาน แต่พี่
ใหญ่บอกว่าถังหูลู่หวานมากเกินไปและมันจะทำให้ฟันของนางผุ
ดังนั้นจึงห้ามไม่ให้นางกินบ่อย ๆ
เมื่อไม่มีทางเลือก ถึงแม้ว่าเจียงเซิงจะมีเงินก้อนโตจากพี่สาม แต่
เพราะนางเชื่อฟังพี่ใหญ่มากที่สุด จึงทำได้เพียงมองถังหูลู่พลางกลืน
น ้าลายเท่านั้น
หากเป็นไปได้ นางก็หวังว่าถังหูลู่จะมีชีวิตและกระโดดเข้าปาก
นางเอง
แต่น่าเสียดายที่ถังหูลู่นั้นกลับไม่เคยเข้าใจนางเลยสักครั้ง
รถม้าแล่นไปข้างหน้า ผลไม้หวาน ๆ สีแดงสดเหล่านั้นเลยผ่าน
ไป เจียงเซิงลอบกลืนน ้าลายและกลับมานั่งในรถม้า ก่อนจะพบว่า
พี่ชายทั้งห้ากำลังจ้องนางอยู่
โอ้ นี่มันดวงตาใหญ่ห้าคู่ทั้งยังมีความหมายลึกซึ้ง หากนางไม่มี
ความกล้าสักหน่อย นางคงกลัวจนฉี่ราดแน่
แต่ก่อนที่นางจะกล่าวโทษพวกเขา สวี่โม่ก็พูดขึ้น “เจียงเซิงน้อย
เจ้าอยากกินถังหูลู่หรือไม่?”
อยากสิ นางอยากฝันถึงมันทุกคืนด้วยซ ้า
เจียงเซิงยิ้มกว้าง แต่ด้วยความระมัดระวังที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงเก็บซ่อนรอยยิ้มและจ้องมองสวี่โม่อย่างระแวดระวัง
คำโบราณกล่าวไว้ สิ่งที่ผิดปกติย่อมมีเบื้องหลัง พี่ใหญ่ที่ไม่ให้
นางกินถังหูลู่บ่อย ๆ แต่ตอนนี้เขากลับเป็นคนเสนอเอง มันต้องมีเรื่อง
อะไรแน่
ดังนั้น เจียงเซิงจึงเม้มปาก สายตาจ้องมองกลับไป
ชั่วขณะนั้น บนรถม้ามีสายตาทั้งหกคู่จดจ้องกันไม่กะพริบ
ไม่นาน เจิ้งหรูเชียนก็ทนไม่ไหว เขานวดขมับตัวเองแล้วตะโกน
“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ ประลอง เต่ากับถั่วเขียวแข่งกันหรือ?”
เวินจืออวิ่นถอนหายใจเบา ๆ แล้วกะพริบตา รู้สึกว่าน ้าตาเขาจะ
ไหล
ฟางเหิงและจ่างเยี่ยนก็ก้มหน้านวดเบาตาตัวเองไปมา
มีแต่สวี่โม่ที่จ้องเจียงเซิงอยู่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “ข้าคิดว่าคง
ไม่ดี เจียงเซิงยังเด็กเกินไป”
จากนั้นเขาก็หลุบตาลง
คราวนี้เป็นเจียงเซิงที่สงสัย นางมองสวี่โม่อย่างกระสับกระส่าย
“พี่ใหญ่เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรหรือ?”
หรือว่าเขาจะให้เงินนางเพิ่ม ไม่เป็นไร ให้เท่าไหร่นางก็รับได้
ทั้งนั้น ขอแค่แลกเป็นเงินตั๋วได้ก็พอ
เจียงเซิงยิ้มมีความสุข
แต่สวี่โม่กลับส่ายหน้า “ไม่ได้ เจ้าทำไม่ได้”
รอยยิ้มของเจียงเซิงหายไป นางกระโจนมานั่งบนตักของสวี่โม่
สายตากลมโตจ้องมองพลางกล่าวจริงจัง “ไม่หรอกพี่ใหญ่ ข้าจะทำ
ได้แน่ ข้าทำได้จริง ๆ”
“จริงหรือ?” สวี่โม่ยังคงสงสัย
“แน่นอน” เจียงเซิงพยักหน้าแรง ๆ “พี่ชายทุกคนก็เห็น ข้า
สามารถทำได้”
พี่ชายคนอื่น ๆ อดขำไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
สวี่โม่นวดขมับของตัวเอง แล้วหัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้น ภารกิจ
เข้าหาเฉียวอวี่เหอจะเป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าจะให้เจ้าสาม เจียงซาน
และเจียงซื่อคุ้มครองเจ้า ขอเพียงให้นางยินดีจะมาพบพวกเราก็พอ”
เฉียวอวี่เหอคือภรรยาของเศรษฐีเหมืองหยก และตอนนี้นางเป็น
อนุภรรยาคนที่สามของซุนอวี้
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก มีฟางเหิงและเจียงซานกับเจียงซื่อคอยคุ้ม
กันก็ปลอดภัยแล้ว
แม้เจียงเซิงจะมันงง แต่ก็ตอบตกลง
ปัญหาเดียวคือนางมีนิสัยเจ้าเล่ห์ ถ้าสวี่โม่เป็นคนเสนอเอง เจียง
เซิงคงต้องต่อรองกับเขาด้วยถังหูลู่หลายสิบไม้
แต่การกินถังหูลู่มากเกินไปจะทำให้ฟันผุจริง ๆ เพื่อรักษารอยยิ้ม
สดใสของน้องสาว สวี่โม่จึงขุดหลุมเล็ก ๆ ให้เจียงเซิงน้อยกระโดดลง
ไปโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้มีคนจัดการเรื่องให้แล้ว ทั้งยังไม่ต้องซื้อถังหูลู่ให้อีก
สวี่โม่สอดมือใต้แขนเสื้อ เดินกลับไปยังในเรือนอย่างสบายใจ
ปล่อยให้เจียงเซิงยืนครุ่นคิดหนัก นางรู้สึกว่ามีบางอย่างที่
ผิดพลาดไป
อืม เหมือนอะไรบางอย่างจะหายไปนะ…
โชคดีที่ภารกิจนี้ไม่ยากนัก
เฉียวอวี่เหอเป็นอนุรักของซุนอวี้ แม้ย้ายมาอยู่ในตระกูลซุนแล้ว
นางก็ยังให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาว แม้จะไม่เทียบเท่ากับภรรยาเอก
ไม่ได้ แต่ก็มีชีวิตที่ดีพอสมควร
ตามการสืบข่าวของเจียงซาน เฉียวอวี่เหอมักไปที่ร้านเสื้อผ้าใน
เขต นางจะซื้อเสื้อผ้าสามถึงห้าชุดทุกครั้ง
ร้านเสื้อผ้าที่นางชอบไปชื่อร้านอวี่เจินฟาง เสื้อผ้าหนึ่งชุดก็ต้อง
ใช้เงินประมาณสิบตำลึง
สิบตำลึง!
เจียงเซิงนึกถึงเสื้อคลุมปุยฝ้ายตัวแรกของนาง ราคาของมันเพียง
สิบกว่าเหวิน ถึงแม้ใช้ผ้าฝ้ายคุณภาพแย่ที่สุดและการตัดเย็บที่แย่
ที่สุดแล้ว แต่นางก็ยังมีความสุขมาก
ไม่รู้จริง ๆ ว่าเสื้อผ้าชุดลพสิบตำลึงจะสวยงามแค่ไหน
เจียงเซิงพึมพำและขอให้ป้าจางเลือกเสื้อผ้าให้
ร้านอวี่เจินฟางเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่หรูหราที่สุดในเขตอันสุ่ย
ผู้คนที่เข้าออกล้วนเป็นคนร ่ารวย เจียงเซิงต้องไปพบหน้าเฉียวอวี่
เหอ จะใส่ชุดเก่าไปก็คงไม่ได้
แต่เสื้อผ้าที่นางมีไม่มาก เลือกไปเลือกมา ก็ไม่มีตัวไหนดีพอ
ป้าจางเสียใจเล็กน้อย “ช่วงนี้ข้ายุ่งกับการทำหมูรมควัน จนลืม
ทำเสื้อผ้าให้เจียงเซิงไปเลย”
แต่ทำตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว
ได้แต่เลือกกระโปรงสีขาวกับเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อน ถักเปียเล็ก ๆ
สองข้าง เจียงเซิงก็ดูน่ารักสดใสขึ้นมาทันที
ส่วนเครื่องประดับต่าง ๆ เจียงเซิงก็ยิ่งไม่มี ไม่ว่าจะเป็น
เครื่องประดับทองคำ เงิน หรือแม้กระทั่งเชือกผูกผมนางก็ยังไม่มี
ป้าจางก็ไม่มีเช่นกัน จึงต้องติดดอกไม้เล็ก ๆ ให้เจียงเซิงแทน
“เจียงเซิงน้อยของเราเหมือนดอกไม้ป่า เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่มีใคร
เทียบได้”
ได้ฟังเช่นนี้ เจียงเซิงก็พยักหน้าอย่างมีความสุข
หลังแต่งตัวเสร็จแล้ว นางกระโดดเข้าไปแสดงให้พี่ชายดู “ข้า
สวยหรือไม่?”
“สวยมาก” พี่ชายที่ไม่มีความรู้สึกเรื่องความสวยงามต่างพยัก
หน้า
มีเพียงเวินจืออวิ่นที่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าของน้องสาวดูเรียบง่าย
เกินไป
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปแล้วนะ” จากนั้นเจียงเซิงจึงออกไปข้างนอก
อย่างร่าเริง
ฟางเหิงสวมหมวกสาน พาเจียงซานและเจียงซื่อติดตามไป ก่อน
จะเห็นนางเดินไปทางร้านอวี่เจินฟาง
แผนเดิมของเหล่าพี่น้องคือให้เจียงเซิงแสร้งทำเป็นพบเจอหรือ
ขอความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่อาจตามมาในร้าน
ทว่าแผนการกลับต้องเปลี่ยน เมื่อเจียงเซิงเพิ่งจะมาถึง เห็น
เฉียวอวี่เหอกับสาวใช้เดินเข้าร้านอวี่เจินฟาง
เมื่อไม่มีทางเลือก เจียงชิงจึงต้องเดินตามเข้าไป
แต่หน้าร้านมีคนขวางตรงประตู
คนที่มาขวางเป็นสตรีที่คิ้วตาค่อนข้างดูใจดี “เด็กน้อยมาจาก
บ้านไหนกัน เจ้าได้ติดต่อไว้ก่อนหรือเปล่า”
ตอนนั้นเองเจียงเซิงจึงรู้ว่าตนเองแต่งตัวเรียบง่ายเกินไป จนถูก
มองว่าเป็นสาวใช้ที่มารับเสื้อผ้า
นางคิดจะสร้างชื่อใหม่ แต่ก็กลัวจะถูกจับได้ จึงพูดอย่างอ่อน
น้อมว่า “ข้าเป็นคนตระกูลเจียงเจ้าค่ะ”
เจียงเซิง ตระกูลเจียง ช่างแนบเนียนอย่างสมบูรณ์แบบ
นางกำลังนึกสนุกแต่สตรีที่ขวางประตู กลับได้ยินเป็น ‘ตระกูล
เจียง’ จึงรีบเปิดประตูให้ “เชิญคุณหนูเข้ามาเจ้าค่ะ”
ไม่นาน นางก็ตะโกนอีกครั้ง “คุณหนูสามเจียงมารับเสื้อผ้าแล้ว!”