พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 99 การกระทำของตระกูลซุน
บ้านสามของตระกูลหวังมีบุตรที่เกิดมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บ
มาตลอด
แม้เชิญหมอมากมายหลายสิบคนมาล้วนกล่าวว่า ยากที่จะมีชีวิต
รอดเกินอายุยี่สิบปี
อีกฝ่ายในตอนนี้ซึ่งอายุคงเพิ่งจะสิบสาม
ควรเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง แต่กลับมีใบหน้าซีดขาวและเต็ม
ไปด้วยโรคภัย
ทว่าคำพูดที่เขากล่าวออกมากลับเป็นดั่งสายฟ้าฟาดกระหน ่า
ตรงกระแทกลงศีรษะของเจิ้งหรูเชียน
“เจ้า…เจ้า…เจ้า…” ปากของเจิ้งหรูเชียนอ้าค้างอยู่นานกว่าจะปิด
ลงได้ “เจ้าพูดบ้าอะไร ที่นี่เป็นบ้านตระกูลหวังนะ”
ทำไมยังมีคนที่คิดจะช่วยเหลือคนนอกอีกเล่า?
“ข้ารู้ว่าที่นี่คือตระกูลหวัง” เด็กหนุ่มพูดยิ้ม ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “และ
ข้าก็รู้ว่าทำไมเจ้าถึงมาที่ตระกูลหวัง”
แผ่นหลังของเจิ้งหรูเชียนชโลมเหงื่ออีกครั้ง เขาจับจ้องเด็กหนุ่ม
อ่อนแอผู้เป็นทายาทบ้านสามของตระกูลหวังอย่างลึกซึ้ง เหมือน
กำลังต้องการคำตอบ
“ข้าชื่อหวังฝูเฟิง” เด็กหนุ่มพูดด้วยน ้าเสียงเรียบ ๆ “หมายความ
ตามที่เจ้าคิด ครอบครัวข้าเห็นว่าข้าร่างกายอ่อนแอ ชื่อของข้าจึงถูก
ตั้งว่าฝูเฟิง”
“เพราะป่วยข้าจึงคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ข้ารู้ว่าตระกูลหวัง
วุ่นวายแค่ไหน” ในดวงตาของหวังฝูเฟิงปรากฏแววความเจ็บปวด
“ทุกคนต้องการอำนาจ แต่กลับไม่ใส่ใจตระกูลนี้ พวกเขาทุกคนลืม
คำสั่งสอนของท่านปู่ พวกเขาลืมไปว่าแซ่ ‘หวัง’ คือรากฐานที่ทำให้
พวกเขามีชีวิตที่รุ่งเรือง”
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลซุนหรือลูกหลานนอกสมรสของตระกูลหวัง
ทั้งหมดล้วนต้องการเพียงกุมอำนาจของตระกูล ไม่มีใครต้องการให้
ตระกูลหวังดีขึ้น หรือต้องการให้สถานะของตระกูลหวังในเขตอันสุ่ย
มั่นคงและเป็นที่ยอมรับ
พวกเขาสายตาคับแคบ หลงลืมคำสั่งสอนของท่านปู่ พวกเขา
หลงใหลเพียงชื่อเสียงและผลประโยชน์ ถึงขั้นลงมือฆ่าแกงกันเอง
ใบหน้าซีดขาวของหวังฝูเฟิงเปลี่ยนเป็นสีชมพูเพราะความ
ตื่นเต้น เขาหายใจออกยาว และพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ข้ามี
ชีวิตได้ไม่นานอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องวางแผนขัดขวางเจ้า นี่เป็น
หลักฐานที่ข้ารวบรวมมาได้ด้วยความยากลำบาก หากเจ้าไม่เชื่อก็
สามารถตรวจสอบได้”
พูดจบ เขาก็หยิบกระดาษหนา ๆ ออกจากแขนเสื้อพลางยื่นมา
ให้
เจิ้งหรูเชียนลังเลไปชั่วครู่
ในหูยังพอจะได้ยินเสียงอันวุ่นวายของตระกูลหวัง เด็กหนุ่ม
ตรงหน้ากลับสงบเงียบ เขาดูเหมือนคนกำลังป่วย แต่แววตากลับ
มั่นคงมาก
เจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกไปรับ แล้วถามขึ้นว่า “ถ้าเจ้าทำลาย
ตระกูลซุน ไม่ใช่ว่าจะเป็นการช่วยบ้านรองหรอกหรือ?”
บุตรจากบ้านสามป่วยหนักมาก ส่วนทายาทจากบ้านรองอย่าง
หวังหมิงอวี่กลับมีสุขภาพแข็งแรง ใครจะเป็นผู้รับช่วงต่ออำนาจใน
ตระกูล ทุกคนย่อมมองออก
แต่หวังฝูเฟิงกลับส่ายหัวอย่างจริงจังและเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “ไม่
ข้าไม่ได้ทำเพื่อช่วยบ้านรองหรอก”
“ข้าเพียงไม่ต้องการให้คนนอกมายุ่งเกี่ยวเรื่องของตระกูลหวัง”
เขาพูดเสร็จก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างอ่อนแรง
เจิ้งหรูเชียนเก็บกระดาษเข้าแขนเสื้อ อยู่ฟังความครึกครื้นอีกพัก
หนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาจากไป
โชคดีที่ไม่มีใครขัดขวางเขา
เจิ้งหรูเชียนก้าวออกมาจากตระกูลหวังเตรียมจะเดินกลับ จังหวะ
นั้นก็มีรถม้าหยุดลงตรงหน้าเขาพอดี
คนขับรถม้าคือเจียงซื่อที่ยิ้มอย่างไร้เดียงสาและพูดว่า “คุณชาย
รอง ขึ้นรถม้าเถอะขอรับ”
“เจ้ามาได้อย่างไร?” เจิ้งหรูเชียนประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยัง
ขึ้นรถม้าไปตามคำเรียก
แต่เมื่อเปิดผ้าม่านรถม้าออก เขาถึงกับต้องชะงัก
ข้างในนั้นมีคนอยู่ห้าคน ทั้งพี่ชายน้องชายและน้องสาว
สวี่โม่นั่งเงียบยกยิ้มเบา ๆ
ฟางเหิงสวมหมวกสานหลบอยู่ในรถม้าไม่กล้าเปิดเผยใบหน้า
เวินจืออวิ่นกอดกล่องยา มองสำรวจซ้ายขวาอย่างประหม่า
ส่วนจ่างเยี่ยนพิงอยู่ข้างเจ้าสี่ด้วยสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย
“พี่รอง เรามารับท่านแล้ว” เจียงเซิงพูดด้วยเสียงสดใสร่าเริงเช่น
เคย “พี่สามบอกว่า หากพี่รองต้องการความช่วยเหลือที่ตระกูลหวัง
เราจะบุกเข้าไปช่วยท่านทันที”
แม้ต้องเปิดเผยตัว แม้ต้องตาย พวกเขาก็จะไม่ปล่อยเจิ้งหรูเชียน
ให้อยู่คนเดียว
สิ่งนี้คือครอบครัว
เจิ้งหรูเชียนเริ่มรู้สึกจมูกแสบร้อน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้
จึงนั่งลงข้างสวี่โม่และเล่าเรื่องเกี่ยวกับหวังฝูเฟิง ก่อนหยิบกระดาษ
ออกมา
“ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว”
สวี่โม่ยื่นมือออกมาหยิบกระดาษขึ้นดู เห็นลายมือเล็กละเอียด
และตัวอักษรที่หรูหรา เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความชื่นชม “ช่างเป็น
คนมีความคิดละเอียดอ่อนจริง ๆ เขาเขียนตัวอักษรได้งดงามมาก”
คนมักกล่าวว่าลายมือเปรียบเสมือนตัวบุคคล ตัวอักษรนุ่มนวล
มักเป็นที่ชื่นชอบของสตรี ส่วนตัวอักษรที่เล็กละเอียดมักเป็นที่ชื่น
ชอบของบุรุษ
ตัวอักษรในกระดาษแผ่นนี้ทั้งสวยและละเอียดมั่นคง ไม่อ่อนแอ
เพียงมองตัวอักษร สวี่โม่ก็รู้สึกชื่นชอบหวังฝูเฟิงคนนี้ไม่น้อย
เมื่อกวาดสายตาดูรายละเอียดทั้งหมด จากความชื่นชมก็
กลายเป็นนิ่งสงบ พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความโศกเศร้า
คนอื่น ๆ เห็นดังนั้น จึงก้มหน้าลงดูเอกสารตามกัน ไม่นานก็นิ่ง
เงียบหมดทุกคน
พวกเขารู้เพียงว่าตระกูลซุนนั้นมีจิตใจชั่วร้ายและทำทุกอย่าง
เพื่อควบคุมตระกูลหวัง แต่ไม่คาดคิดว่าคนตระกูลซุนจะเลวร้ายยิ่ง
กว่า
น้องชายแท้ ๆ ของซุนซื่อคือซุนอวี้ ผู้ที่ต้องการตำแหน่งผู้ว่าการ
เขตอันสุ่ย จริง ๆ แล้วเขาได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคน
ในอดีต เขาเป็นถึงนายอำเภอในเมืองทางใต้ เหตุเพราะต้องการ
เหมืองหยกเล็ก ๆ ของตระกูลเศรษฐีและบังคับข่มขู่ซื้อจากอีกฝ่าย
ไม่ได้ เขาจึงใช้ดินปืนมาทำลายเหมืองหยก ทำให้บุตรชายคนเดียว
ของเศรษฐีคนนั้นเสียชีวิต ไม่นานบิดามารดาของอีกฝ่ายก็เศร้าโศก
ใจจนเสียชีวิตตามไป
เหมืองหยกจึงตกเป็นของซุนอวี้อย่างง่ายดาย
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้
หลังจากได้เหมืองหยกมาแล้ว เขาก็หมายตาภรรยาของ
บุตรชายเศรษฐีผู้มีรูปโฉมงดงาม เขาอ้างว่าต้องการดูแลนาง จึง
บังคับให้นางมาอยู่ที่บ้านของเขา
ภรรยาคนนั้นพยายามต่อต้านเขา แต่ซุนอวี้ใช้พี่น้องของนางทั้ง
เจ็ดแปดคนมาเป็นตัวประกัน นางจึงจำใจยอมเป็นอนุของเขา และให้
กำเนิดบุตรแก่เขามาจนถึงทุกวันนี้
น่าเสียดายที่นางไม่เคยรู้เลยว่า หลังจากนางจากบ้านไป พี่น้อง
ของนางต้องการไปร้องเรียน ซุนอวี้จึงได้ลงมือสังหารคนในครอบครัว
นั้นทั้งหมด
เมื่อถึงเวลาปิดคดี เขาก็ใช้คำว่า ‘อุบัติเหตุ’ เพียงคำเดียว มาทำ
ให้ตระกูลที่เคยมีความสุขทั้งสองตระกูลหายไปจากโลกใบนี้
และเวลานี้ ซุนอวี้ก็กำลังพยายามเพื่อรับตำแหน่งผู้ว่าการเขต
อันสุ่ยไป
นัยน์ตาของสวี่โม่แดงก ่า ตบต้นขาของเจิ้งหรูเชียนโดยไม่ได้
ตั้งใจ “ห้ามให้เขาได้รับตำแหน่งผู้ว่าการเขตไปเด็ดขาด”
ถ้าก่อนหน้านี้เป็นความแค้นส่วนตัว ตอนนี้ก็เป็นความโกรธแค้น
แทนประชาชน
คนเช่นนี้ย่อมไม่เห็นกฎหมายและโลภมาก จะทำให้เขตอันสุ่ย
เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับเมืองเล็ก ๆ ทางใต้ มีคดี
ความก็ไม่มีที่ให้ร้องเรียน มีเรื่องทุกข์ยากก็ไม่มีที่ให้ระบาย
หวังฝูเฟิงมีไหวพริบมาก เขารวบรวมหลักฐานเรื่องที่ซุนอวี้ทำ
ร้ายผู้คน แต่ยังบันทึกว่านายอำเภอคนต่อไปทุ่มเทเพียงใดเพื่อฟื้นฟู
ความไว้วางใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ทางการ จนกระทั่งอีกฝ่าย
ป่วยหนักและอาเจียนเป็นเลือด
“ข้าราชการที่เลวทรามทำลายความศรัทธาของประชาชน ต้อง
ใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนความไว้ใจมาได้” ฟางเหิงปวดใจนัก
จ่างเยี่ยนนิ่งเงียบ ในดวงตาเหมือนจะมีประกายหยาดน ้าใสไหล
ออกมา
สวี่โม่เช็ดน ้าตาเบา ๆ กล่าวอย่างหนักแน่น “เจียงซานเจ้าไปบอก
เจียงอีกับเจียงเอ้อร์ไปสืบเรื่องนี้ ของซุนอวี้มาให้แน่ชัด”
เจียงซานรับคำสั่ง
“เราสามารถเข้าใกล้…อนุของซุนอวี้ได้” เจิ้งหรูเชียนลูบต้นขาที่
เจ็บ “นางอาศัยอยู่ในเขตอันสุ่ยเช่นกัน”
หากหลักฐานของหวังฝูเฟิงเป็นความจริง ก็จำเป็นต้องเข้าใกล้
อนุคนนั้นเพื่อขอความร่วมมือจากนาง
แต่ใครจะเป็นคนเข้าใกล้นางเล่า?
สวี่โม่มองเจิ้งหรูเชียน เจิ้งหรูเชียนมองฟางเหิง ฟางเหิงมองเวินจื
ออวิ่น เวินจืออวิ่นมองจ่างเยี่ยน
ส่วนจ่างเยี่ยนเงยหน้ามองหลังคารถม้า
แม้พวกเขาจะอายุแค่แปดเก้าขวบ แต่ก็เป็นผู้ชายทั้งหมด
ชายและหญิงมีความแตกต่าง กระทั่งพวกเด็ก ๆ ที่อายุเจ็ดขวบก็
ไม่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันแล้ว
ดังนั้น คนที่เหมาะสมคงต้องเป็นเจียงเซิงที่กำลังมองถังหูลู่พลาง
น ้าลายอยู่ด้านหน้ารถม้า